โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทรงเจ้า-ร่างทรง ของชาวจีนในสยามสมัยรัชกาลที่ 5 ศักดิ์สิทธิ์หรือหาผลประโยชน์?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 11 มิ.ย. 2567 เวลา 07.49 น. • เผยแพร่ 07 มิ.ย. 2567 เวลา 08.45 น.
ย่านชุมชนการค้าของชาวจีนบริเวณสะพานหัน-สำเพ็ง เมื่อ ค.ศ. 1948 หรือ พ.ศ. 2491 (ภาพจาก UWMLibraries)

ในสังคมไทย ชาวจีนเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทในสังคมมานานแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่ในสมัยอยุธยา คนจีนเข้ามาพร้อมกับวัฒนธรรมการ “ทรงเจ้า” ตามลัทธิเต๋า การ “ทรงเจ้า-ร่างทรง” เป็นเรื่องที่แพร่หลายในชุมชนชาวจีนมาก อย่างน้อยตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเกิดปัญหาขึ้นจนต้องปราบปรามเช่นกัน ปรากฏการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นซ้ำในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เช่นกัน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวจีนในพระนครได้ “ทรงเจ้า-ร่างทรง” แล้วมีการทำนายว่าจะเกิดไฟไหม้ ปรากฏว่าไฟไหม้จริง ทางการจึงสั่งห้ามการทรงเจ้า เพราะคิดว่าเป็นการแอบวางเพลิง แต่ก็ไม่ค่อยมีคนเชื่อ เพราะยังไปแอบทรงเจ้ากันอยู่ มีการทำนายไฟไหม้อีก และก็ไหม้จริงที่บางรัก

ในเวลานั้นรัชกาลที่ 5 จึงได้ทรงออกประกาศใน ร.ศ. 109 โดยให้เหตุผลว่า “…น่าสงไสยพวกคนทรงที่ทรงเจ้าแลสมักพรรคพวก จะคิดอ่านให้คนนับถือบนบานเพื่อจะหาผลประโยชน ส่วนคนพาลอื่น ๆ เหนเปนช่องโอกาศที่จะขู่กรรโชกราษฎรให้ตกใจ ด้วยจะคิดหาผลประโยชนอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็พลอยทำการโกหกว่า เจ้าลงทรงตัวบอกข่าวคราวราษฎรไปต่าง ๆ

เมื่อกลัวจะมิสมคำดังว่า ก็คิดอ่านการทุจริตทิ้งไฟประกอบเหตุ ตัวอย่างเหตุการเช่นนี้ได้มีขึ้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งหนึ่ง โปรดให้พิจารณาหาตัวผู้ทิ้งไฟ ประกอบคำเจ้าที่เข้าทรงบอก ได้ตัวพิจารณาเปนสัตย ได้ให้ไปประหารชีวิตรเสียเปนตัวอย่างมีมาแล้ว…”

อีก 1 ปีให้หลัง จึงได้มีการสั่งเป็นประกาศกรมพระนครบาล ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 110 ความตอนหนึ่งที่น่าสนใจคือ “…มีราษฎรไทยจีนที่ยังคบคิดกันลอบลักเข้าทรงลงเจ้าในหลังบ้านเรือนมีอยู่เนือง ๆ คนทรงนั้นแจ้งเหตุล่อลวงทำให้คนตื่นอย่างเช่นครั้งก่อนนั้นอีก แลการที่ราษฎรบางคนยังขืนประพฤติล่วงประกาศนี้ ก็เปนไปด้วยมีสันดานเขลาเบาความคิด หลงเชื่อถือคนทรงมีอยู่มาก..”

ดังนั้น เพื่อเป็นการปราบปราม ในประกาศเดียวกันนั้นจึงเขียนด้วยว่า “(หาก) มีผู้นำเหตุมาแจ้งต่อเจ้าพนักงานกรมพระนครบาลพิจารณาสอบสวนได้ความสมจริงแล้ว ผู้เปนคนทรงลงเจ้านั้นจะลงพระราชอาญาตามประกาศ…แลจะปรับเจ้าของตึกเจ้าของเรือนเจ้าของโรงผู้เปนเจ้าของที่ให้ทรงเจ้าเปนเงิน 20 บาท พระราชทานเปนรางวัลแก่ผู้มาแจ้งเหตุกึ่งหนึ่ง เปนพินัยหลวงกึ่งหนึ่ง ถ้าผู้ที่แจ้งเหตุนำเจ้าพนักงานเกาะตัวผู้เข้าทรงเจ้าได้ในขณะเข้าทรงลงเจ้านั้น จะพระราชทานเงินที่ปรับเจ้าของตึกเจ้าของเรือนเจ้าของโรง 20 บาทเปนรางวัลจงเต็ม”

ถ้าเราตัดประเด็นปัญหาเรื่องการลอบวางเพลิงออกไป ก็แสดงว่าการเข้าทรงในแบบที่เป็น “ตำหนัก” หรืออยู่ตามบ้านเรือนในปัจจุบันนั้นคงเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หรือก่อนหน้านั้นแล้ว และดูแนวโน้มจะเป็นธุรกิจแบบหนึ่งที่คนทรงเจ้าหากินกับชาวบ้านไทย-จีน ซึ่งก็คล้าย ๆ กับปรากฏการณ์ในปัจจุบัน แต่อาจต่างกันตรงที่เจ้าที่ลงก็คงจะเป็นเทพเจ้าจีน หรือเป็นผี ไม่ใช่ตัวละครในวรรณคดี หรือกษัตริย์จากประวัติศาสตร์ชาติ เพราะตอนนั้นยังไม่ซึมลึกในระดับจิตสำนึกทางสังคม

อย่างไรก็ตาม จะสังเกตได้ว่าโลกทรรศน์ของชนชั้นนำสยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นมานั้น สามารถแยกระหว่าง “ความจริง” กับ “ความงมงาย” ออกจากกันได้ และเมื่อพบว่าเป็นเรื่องของการหลอกลวง ก็ใช้อำนาจรัฐที่เด็ดขาดจัดการกับปัญหา มากกว่าจะปล่อยให้ประชาชนต้องหลงงมงายกันต่อไป…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาบางส่วนจากบทความ“รัฐประหาร-ร่างทรง ถึงวีรบุรุษในประวัติศาสตร์ไทย” เขียนโดย พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2559

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 ตุลาคม 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทรงเจ้า-ร่างทรง ของชาวจีนในสยามสมัยรัชกาลที่ 5 ศักดิ์สิทธิ์หรือหาผลประโยชน์?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...