โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฝีดาษลิงคืออะไร ? ทำความเข้าใจฉบับรวบรัด

Mango Zero

เผยแพร่ 10 ส.ค. 2565 เวลา 07.32 น. • Mango Zero

ฝีดาษลิงคืออะไร ? ทำความเข้าใจฉบับรวบรัด

โควิดยังไม่หมดไป ก็มีโรคติดเชื้อใหม่มาให้คนไทยได้หวั่นใจกันอีกครั้ง เมื่อได้มีข่าวคราว “ฝีดาษลิง” หรือฝีดาษวานร (Monkeypox Virus)แพร่ระบาด และมีผู้ป่วยทั่วโลกเกือบ 3 หมื่นราย โดยส่วนใหญ่พบอยู่ในแถบทวีปยุโรปอย่างสหรัฐอเมริกา, สเปน, เยอรมัน, และฝรั่งเศส เป็นต้น ซึ่งทางฝั่งไทยก็มีผู้ติดเชื้อล่าสุดอยู่ที่จำนวน 4 ราย (อัพเดท ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2565) เป็นทั้งชาวต่างชาติและคนไทย ทำให้มีหลายๆ คนที่เริ่มกังวลใจเกี่ยวกับโรคระบาดนี้อยู่ไม่น้อย ด้วยแผลของโรคที่อาจทิ้งรอย และความทรมาณของอาการ อย่างไรก็ตาม “โรคฝีดาษลิง” ไม่ได้ติดต่อกันง่ายนัก เนื่องจากติดต่อจากการสัมผัสกับสารคัดหลั่งอย่าง เลือด หนอง น้ำลายของผู้ติดเชื้อ และการใกล้ชิดมากๆ หากระมัดระวัง งดสัมผัสใกล้ชิดกับคนแปลกหน้า ก็ช่วยให้ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้ แต่เพื่อให้ทุกคนเข้าใจ Mango Zero ได้สรุปข้อมูลเกี่ยวกับที่มาที่ไป, อาการ, วิธีป้องกันและปัญหาค้างคาใจที่ควรรู้เกี่ยวกับฝีดาษลิง/ฝีดาษวานร มาให้อ่านกัน!

โรคฝีดาษลิงคืออะไร?

ฝีดาษลิง (Monkeypox Virus)เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัส Othopoxvirus จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับ ไวรัสโรคไข้ทรพิษ (Smallpox) ถูกค้นพบครั้งแรกในลิงเมื่อประมาณ 60 ปีก่อน และยังได้พบการติดเชื้อในคนเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2513 ที่ประเทศคองโก โดยแพร่ระบาดอยู่ทั่วไปในทวีปแอฟริกา ซึ่งหลักๆ การติดเชื้อก็มาจากพาหะอย่างสัตว์กัดแทะไม่ว่าจะเป็นลิง หนู กระต่าย แต่ก็สามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้เช่นกัน ฝีดาษลิงแบ่งออกเป็น 2 สายพันธ์หลักได้แก่

  • สายพันธุ์ Congo Basin (แอฟริกากลาง) พบอัตราการเสียชีวิต 10% และมีรายการการติดต่อจากคนสู่คน
  • สายพันธุ์ West African (แอฟริกาตะวันตก) พบอัตราการเสียชีวิต 1%

ระยะการฟักตัวและอาการ

  • เริ่มแรก หลังได้รับเชื้อ ไวรัสจะอยู่ในต่อมน้ำเหลืองของผู้ป่วย และใช้เวลาฟักตัวประมาณ 7-21วัน
  • เมื่อเริ่มมีไข้สูง ต่อมน้ำเหลืองโต จากนั้น 1-2 วัน จะมีผื่นขึ้น โดยมักจะเริ่มจากมีแผลในปาก ตามด้วยผื่น (ขนาด 2-10 มม.) ขึ้นที่ตัว หน้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และส่วนต่างๆ ของร่างกาย
  • 2-4 สัปดาห์ต่อมา ผื่นจะค่อย ๆ เปลี่ยนรูปแบบ จากผื่นนูนแดงเป็นตุ่มน้ำ จนกลายเป็นฝี จากนั้นเมื่อตุ่มหนองแตกและแห้ง ผู้ป่วยก็จะอาการดีขึ้น

ฝีดาษลิง vs ไข้ฝีดาษ - ไข้ทรพิษ

ถึงแม้จะเป็นไวรัสในกลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ฝีดาษลิงและไข้ฝีดาษมีความแตกต่างตรงที่ ไข้ฝีดาษหรือไข้ทรพิษจะมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 30% ซึ่งเชื้อไวรัสจะอยู่ในคนเป็นหลัก และติดต่อได้ง่ายกว่าผ่านการหายใจ ละอองน้ำลาย ขณะที่ฝีดาษลิง ติดต่อได้เมื่อสัมผัสกับสารคัดเลือดจำพวกเลือด หนอง น้ำลายโดยตรง เชื้ออยู่ในทั้งสัตว์และคน ความรุนแรงของอาการและอัตราการเสียชีวิตขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่กล่าวมาข้างต้น

วิธีป้องกันให้ห่างโรค

  • ออกห่างจากผู้ติดเชื้อ หรือผู้มีประวัติสัมผัสผู้ป่วย
  • หมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ 70% ขึ้นไป
  • หลีกเลี่ยงสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของผู้เสี่ยงติดเชื้อและสัตว์
  • ทานเนื้อสัตว์ปรุงสุก
  • เฝ้าระวังอาการ 21 วันหลังกลับจากประเทศเขตติดโรค

Q&A

ฝีดาษลิงติดต่อได้ทางไหนบ้าง ?

ตอบ : การติดเชื้อฝีดาษลิง ติดได้จากทั้ง “คนสู่คน”และ “สัตว์สู่คน” เช่น การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งอย่างไอ จาม ผื่น ตุ่มหนอง น้ำหนองของสัตว์หรือผู้ติดเชื้อ, การถูกกัดหรือข่วน, กินเนื้อสัตว์ที่มีเชื้อ ปรุงสุกไม่เพียงพอ เป็นต้น

สัตว์ที่เป็นพาหะฝีดาษลิงมีอะไรบ้าง ?

ตอบ : ถึงแม้โรคจะชื่อฝีดาษลิง แต่ควรระวังสัตว์กัดแทะทุกชนิด โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลหนูต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ รวมถึงกระรอก กระต่ายก็เป็นพาหะของไวรัสนี้ได้

ฝีดาษลิงเป็นแล้วหายเองได้ไหม ?

ตอบ : สามารถหายจากโรคเองได้ ไม่ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 2 – 4 สัปดาห์จึงหายจากโรค

การฉีดวัคซีนป้องกันฝีดาษลิงได้หรือไม่ ?

ตอบ : การฉีดวัคซีนป้องกันฝีดาษคนหรือไข้ทรพิษสามารถป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ แต่ในไทยผู้ที่เกิดหลังปี พ.ศ. 2523 จะไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนฝีดาษหรือไข้ทรพิษมาก่อน ปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนของเดนมาร์กอย่าง “Ankara” นอกจากนี้ยังมีการรักษาโดยใช้ยา Tecovirimat, Cidofovir, Brincidofovir ซึ่งเป็นยากลุ่มเดียวกันกับที่ใช้รักษาโรคไข้ทรพิษ ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลวิชัยเวช, โรงพยาบาลศิครินทร์, โรงพยาบาลกรุงเทพ, โรงพยาบาลพระราม 9

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...