ดีมานด์แม่พันธุ์หมูใต้พุ่งรายย่อยแห่เลี้ยงอานิสงส์ท่องเที่ยวฟื้น
ผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยภาคใต้ ทั้งภูเก็ต-สุราษฎร์ฯ-สงขลา-พัทลุง แห่ลงเลี้ยงสุกรใหม่ ทำดีมานด์แม่พันธุ์สุกรพุ่ง หลังตลาดท่องเที่ยวฟื้นตัว การบริโภคเพิ่ม ด้านนายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้เตือนผู้เลี้ยงรายย่อยต้องซื้อสุกรจากแหล่งที่ได้มาตรฐาน GFM และ GAP มีระบบป้องกันในฟาร์มที่ดี เหตุความเสี่ยงจากโรค ASF ยังสูง ยังไม่มีวัคซีน
นายบัณฑิต น่องมา อดีตกำนันตำบลตะโหมด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เจ้าของสวนเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ผู้เลี้ยงสุกรในพื้นที่ภาคใต้มีความต้องการแม่พันธุ์สุกรสูงมาก เนื่องจากหลายคนเริ่มเข้ามาลงทุนเลี้ยงกันใหม่ ตั้งแต่ จ.ภูเก็ต จ.สุราษฎร์ธานี จ.สงขลา จ.พัทลุง ฯลฯ เพื่อนำไปขยายพันธุ์ต่อไป ทำให้ผู้ผลิตขยายพันธุ์ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
โดยสุกรแม่พันธุ์ราคาประมาณ 14,000 บาท/ตัว ส่วนลูกสุกรที่จะนำไปผลิตเป็นแม่พันธุ์ ขนาดลูกหย่านม อายุขนาดประมาณ 1 เดือน ราคาประมาณ 2,200 บาท/ตัว ในส่วนฟาร์มของตนที่ผ่านมาได้ลงทุนทำฟาร์มสุกรแม่พันธุ์จำนวน 420 แม่ ผลิตลูกสุกรขุนได้ประมาณ 3 รุ่น/ปี ล่าสุดได้ลงทุนสร้างฟาร์มใหม่ขนาดเล็กขึ้นมาอีก 1 ฟาร์ม เพื่อขยายการเลี้ยงแม่พันธุ์เพิ่ม
นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาวะสุกรตอนนี้มีแรงจูงใจที่จะเข้ามาลงทุนเลี้ยงกันใหม่ โดยราคาตลาดสุกรค่อนข้างดี ราคาหน้าฟาร์มสุกรมีชีวิตประมาณ 100 บาท/กก. เนื่องจากการบริโภคขยายตัวเติบโต โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ ในภาคใต้เริ่มฟื้นตัว เช่น อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ชายแดนไทย-มาเลเซีย
ส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ร้านอาหาร เกิดการใช้จ่ายการบริโภค ส่งผลให้ตลาดเนื้อสุกรดีขึ้นตามไปด้วย คาดว่าประมาณกลางปี 2566 ตลาดสุกรจะเริ่มขับเคลื่อนเข้าสู่ระดับที่ดี ทั้งนี้ ราคาสุกรที่ปรับตัวดีขึ้น แต่ผลส่วนต่างกำไรไม่ได้มากนัก เนื่องจากต้นทุนการผลิตสุกรที่เพิ่มสูงขึ้นทุกตัว
“ตลาดการบริโภคขยายตัวเติบโตช่วงระยะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า ภาพรวมการเลี้ยงสุกรจะกลับมาเหมือนในอดีต เพราะก่อนหน้านี้ฟาร์มเลี้ยงสุกรได้หดหายไปจำนวนมากจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกันสุกร (ASF) โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเฉพาะฟาร์มเลี้ยงสุกรในพื้นที่ภาคใต้ ฟาร์มหดหายไปประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์”
“ซึ่งทางภาคใต้จะเสียหายปริมาณน้อยกว่าทางภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง เพราะโรค ASF เข้ามาระบาดทางภาคเหนือก่อน ระบาดไปทางภาคอีสาน ลงมาทางภาคกลาง ส่วนภาคใต้ระบาดเป็นลำดับสุดท้าย ทำให้ทางภาคใต้ตื่นตัวป้องกันตั้งการ์ดไว้อย่างเข้มข้นสูงมากในการป้องกันโรค ASF จึงเสียหายปริมาณน้อย”
นายปรีชากล่าวต่อไปว่า ภาคใต้มีการเลี้ยงสุกรประมาณ 100,000 แม่พันธุ์ ตอนนี้ยังเหลือประมาณ 70,000-80,000 แม่พันธุ์ จะให้ผลผลิตลูกสุกรประมาณ 1.6 ล้านตัว/รุ่น โดยเฉลี่ยแม่พันธุ์จะให้ลูกประมาณ 20 ตัว/รุ่น
ดังนั้น สถานการณ์การเลี้ยงสุกรจะเข้าสู่ปกติจะต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะหนึ่ง เพราะผู้เลี้ยงบางส่วนที่ประสบกับโรค ASF ยังหวั่นวิตก จึงยังไม่กล้าตัดสินใจลงทุนเลี้ยงใหม่ เพราะยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ASF ในสุกร
นายปรีชากล่าวว่า ผู้เลี้ยงสุกรที่จะเข้ามาลงทุนเลี้ยงใหม่ จะต้องลงทุนซื้อแม่พันธุ์เพื่อขยายผลนำลูกสุกรมาเป็นแม่พันธุ์ โดยการเลี้ยงแม่พันธุ์สุกรจะต้องใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 5-6 เดือน กว่าจะได้ลูกสุกรและราคาลูกหย่านมประมาณอายุ 1 เดือน ราคากว่า 2,000 บาท/ตัว และลูกสุกรที่มีน้ำหนักและอายุมากกว่านั้น ราคากว่า 3,000 บาท/ตัว
ส่วนที่นำไปเลี้ยงเป็นสุกรขุนกว่าจะเข้าสู่โรงเชือดใช้เวลาประมาณอีก 6 เดือน รวม 1 ปี จึงส่งสุกรออกสู่ตลาดได้ ภาพรวมแล้วประมาณ 1 ปี อย่างไรก็ตาม คาดว่าประมาณกลางปี 2566 ตลาดสุกรจะเริ่มขับเคลื่อนที่จะเข้าสู่ในระดับที่ดี
นายปรีชากล่าวต่อไปว่า ขอฝากไปยังกลุ่มผู้เลี้ยงที่ตัดสินใจลงทุนเลี้ยงสุกรกันใหม่ ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ 1.การป้องกันโรค การฆ่าเชื้อโรคจะต้องป้องกันให้ได้ 2.สุกรที่จะนำมาเลี้ยงต้องปลอดจากโรค ต้องคัดเลือกแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งเพาะเลี้ยงที่มีมาตรฐาน
3.ฟาร์มสุกรต้องยกระดับอย่างเข้มข้นตามมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ ต้องมีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (Good Farming Management-GFM) และมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร (Good Agricultural Practices : GAP) ถึงจะปลอดภัยจากโรคได้