“FED” ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด +0.75% อย่ารีบดีใจ... “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ยังไม่จบ- “กองหุ้นเทคฯ” ฟื้นยาก “WE-CYBER” กลุ่มเทคฯ โลกดิ่งหนักสุด -51.37% !!!
Fun of Funds: เมื่อเจอ “ของแสลง” ดอกเบี้ยขาขึ้นจากสงครามกับเงินเฟ้อของ “ธนาคารกลางสหรัฐฯ” (FED) เป็นตัวสกัดราคาหุ้นของ “หุ้นกลุ่มเติบโต” ให้แป๊กกันไปทันที
ล่าสุด (วันที่ 27 ก.ค. 22) ทาง FED ก็ขึ้นดอกเบี้ย +0.75% ตามคาด มาสู่ระดับ 2.25 -2.50% และส่งสัญญาณว่าน่าจะเอาเงินเฟ้อได้อยู่ ทำให้ตลาดตอบรับในเชิงบวกทันที ตามมาด้วยความกังวลในเรื่องของ “เศรษฐกิจถดถอย”(Recession) แทน
อย่างไรก็ตาม…“จุดจบดอกเบี้ยขาขึ้น” จะอยู่ตรงไหนนั้น ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ตลาดยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด โดยตลาดมองว่าที่ระดับ 3.5-3.8% น่าจะเพียงพอ แต่จะพออย่างที่คิดหรือไม่ คงต้องตามกันต่อไป ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางของหุ้นเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน
แต่นักลงทุนอาจจะตั้งข้อสงสัยขึ้นว่า “ตลาดหุ้นจีน” เองก็เป็นตลาดที่มี “หุ้นเทคโนโลยี” ค่อนข้างสูงเช่นกัน ซึ่งในช่วงแรกก็ดูเหมือนจะกอดคอร่วงกับหุ้นเทคโนโลยีฝั่งสหรัฐและโลกเช่นเดียวกัน แต่ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา เริ่มเห็น “สัญญาณฟื้นตัวที่แตกต่าง” แล้ว
เพื่อให้เห็น “ความแตกต่าง” ระหว่างหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของทั่วโลกกับประเทศจีน ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้ทำการหยิบยกผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบันที่ “แย่สุด” ของทั้ง 2 ฝั่ง มาฝากให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจ
“หุ้นเทคฯ โลก” ยังไม่ฟื้น… “WE-CYBER” ผลงาน ‘แย่สุด’ ในกลุ่ม ตั้งแต่ต้นปีติดลบไป -51.37%
อย่างที่นักลงทุนทราบกันดีว่า “หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี” เป็นหุ้นที่มีการปรับตัวลดลงมากที่สุดต่อเนื่องในปีนี้ หลังจากที่เคยปรับตัวขึ้นร้อนแรงไปก่อนหน้า ด้วยระดับ P/Eที่ปรับตัวขึ้นมาสูงจนทำให้นักลงทุนมองว่า ‘ค่อนข้างแพง’
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสที่2 ที่ผ่านมา ได้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของ “หุ้นจีน” ค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีเอง ภาพดูจะตรงข้ามกับ “หุ้นสหรัฐ” ที่ตลาดยังไม่ฟื้นและดำดิ่งต่อไป
นั่นจึงไม่น่าแปลกใจว่าในช่วงตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันนั้น ฝั่งที่ผลการดำเนินงานปรับตัว ‘ลดลงมากสุด’ หรือ ‘แย่ที่สุด’ จะเป็น “กองหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก” ที่ติดลบถึง 51.37% ก็คือ “กองทุนเปิด วี เน็กซ์ เจเนอเรชั่น อินเทอร์เน็ต” หรือ “WE-CYBER”ที่ได้ลงทุนในหน่วยลงทุนของ ‘ARK Next Generation Internet ETF’ เป็นกองทุนหลักในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเพียงกองทุนเดียว
“เห็นตัวเลขผลตอบแทนติดลบระดับมากกว่า -50% เช่นนี้ ตัวเลข ‘กำไร’ที่ต้องทำเพื่อตีตื้นขึ้นมาให้เสมอตัวก็ต้องทำกันระดับ +100% กันเลยทีเดียว ใครที่ถืออยู่ก็คงต้องมองภาพระยะยาวไว้ รอลุ้นแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงกันอีกครั้งในอนาคตอันใกล้”
ซึ่งกองทุนหลักเป็นกองทุนอีทีเอฟที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ NYSE Arca, Inc ประเทศสหรัฐอเมริกา และบริหารจัดการลงทุนโดย “ARK Investment Management LLC.”โดยกองทุนหลักเน้นการบริหารจัดการกองทุนเชิงรุกผ่านการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตยุคใหม่
“หุ้นเทคฯ จีน” สัญญาณฟื้นตัวชัด…“TMB-ES-STARTECH” ผลงาน ‘แย่สุด’ ของกลุ่ม ตั้งแต่ต้นปีผลงานติดลบ -25.92%
ขณะที่ฝั่งของ “กองหุ้นเทคโนโลยีจีน” เองนั้น มีการฟื้นตัวตามตลาดในช่วงที่ผ่านมา หลังจากในช่วงแรกสภาพก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับฝั่ง “หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐ” และ “หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก” เช่นเดียวกัน
โดยกองทุนรวมที่ ‘ติดลบหนักที่สุด’ ในอุตสาหกรรมนับตั้งแต่ต้นปีมานั้นอยู่ที่ -25.92%เป็น“กองทุนเปิดทีเอ็มบี อีสท์สปริง Star50 Chinese Technology” หรือ “TMB-ES-STARTECH”ที่จะลงทุนในหน่วยลงทุน ‘KraneShares SSE STAR Market 50 Index ETF’เป็นกองทุนหลัก
“ซึ่งกองทุนดังกล่าวจะมุ่งหวังให้ผลตอบแทนเคลื่อนไหวตามดัชนี Shanghai Stock Exchange (SSE) Science and Technology Innovation Board 50 Index ในหลักทรัพย์ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีอ้างอิงจะประกอบด้วยหุ้น และ depositary receipts ของบริษัทชั้นนำ 50 บริษัทตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่จดทะเบียนใน ‘SSE STAR Market’ซึ่งรวมดาวหุ้นเทคโนโลยีของจีน”
โดยตลาดดังกล่าวเป็นตลาดใหม่ที่ดูแลโดยตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเกิดใหม่ที่มีเทคโนโลยีสูงและมีกลยุทธ์ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่ Biomedicine อุปกรณ์หรือเครื่องมือระดับไฮเอ็นด์และอุตสาหกรรมอื่นๆ
“กองทุนเทคโนโลยี…ที่เราหยิบยกมาอาจจะเป็นกองที่มีผลการดำเนินงาน ‘แย่ที่สุดในกลุ่ม’เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่าง ‘หุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก’และ ‘หุ้นเทคโนโลยีจีน’ซึ่งถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อตลาดในปัจจุบันไม่แพ้กันเลยทีเดียว แต่ในบางช่วงภาวะตลาดก็อาจจะเป็นกองทุนมีผลการดำเนินงานที่ดีที่สุดได้เช่นกัน ด้วยนโยบายการลงทุนและกองทุนหลักที่ทางบลจ.เป็นผู้คัดเลือกซึ่งทำให้ผลการดำเนินงานที่ออกมามีความแตกต่างกันไปในช่วงของตลาดที่แตกต่างกันนั่นเอง”