อินโดรามา Q2 พลิกขาดทุน 2.3 หมื่นลบ. สำรองด้อยค่าก้อนใหญ่ เดินหน้าใช้ AI
IVL ไตรมาส 2/67 พลิกขาดทุน 2.3 หมื่นล้านบาท บันทึกด้อยค่าและสำรองค่าใช้จ่าย 666 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังปรับโครงสร้างธุรกิจทั่วโลก เดินหน้าใช้ AI
บมจ. อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) และบริษัทย่อย รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/67 ขาดทุนสุทธิ 2.3 หมื่นล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 4.13 บาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 411.13 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.04 บาท
สำหรับรายได้ในไตรมาส 2/57 อยู่ที่ 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 5% จากไตรมาสก่อน และทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของปริมาณยอดขายเพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อน และ 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่ผ่านมา ทำให้ยอดขายอยู่ที่ 3.64 ล้านตัน
ในไตรมาส 2/67 บริษัทมี Adjusted EBITDA เท่ากับ 370 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 1% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 11% เมื่อเทียบกับไตรมาส เดียวกันในปีที่ผ่านมา
IVL ระบุว่า สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกนี้ยังคงได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่ยังมีต่อเนื่อง และสภาวะอัตราดอกเบี้ยที่สูงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้าโดยเฉพาะในจีนและสหรัฐอเมริกา สะท้อนจากตัวเลขดัชนีภาคการผลิต PMI ที่อ่อนแอ
สำหรับครึ่งปีแรกของ ปี 2567 บริษัทมีปริมาณยอดขายทั้งกลุ่มธุรกิจเติบโต 2% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่ผ่านมา ขณะที่รายได้และ Adjusted EBITDA ลดลง 3% และ 6% ตามลำดับ
IVL รายงานว่า ยอดขายที่เติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจส่งสัญญาณถึงการสิ้นสุดของสถานการณ์การลดสต๊อกเร่งระบายสินค้าที่เป็นมายาวนาน เริ่มต้นในช่วงปลายปี 2565 อัตรากำลังการผลิตของกลุ่มมีการเพิ่มขึ้นจาก 74% เป็น 76% สำหรับรอบระยะเวลานี้ถึงแม้จะนับว่ายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ซึ่งบ่งบอกถึงสภาวะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ หากนำผลของการปรับปรุง สินทรัพย์มาพิจารณาร่วมด้วยแล้ว อัตราการผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 81%
สำหรับราคาน้ำมันที่คงระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ยังคงตอกย้ำถึงความได้เปรียบในการแข่งขันด้วยการผลิตจากก๊าซในสหรัฐฯ โดย IVL สามารถใช้ประโยชน์จากฐานการผลิตในประเทศ และใช้วัตถุดิบการ์ดเพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันในสภาวะแวดล้อมที่เป็นอยู่ขณะนี้
ทั้งนี้สภาพเชิงเศรษฐศาสตร์ที่เอื้อต่อการผลิตโดย Shale gas ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 นี้ ส่งผลดีต่อธุรกิจแฟรนไชส์ในทวีปอเมริกาเหนือของบริษัท ซึ่งมีปริมาณยอดขายประมาณ 37% ของปริมาณยอดขายรวม
“อุตสาหกรรมโพลีเอสเตอร์ ที่ยังอยู่ในช่วงวัฏจักรที่อ่อนแอ IVL อาศัยระยะเวลานี้ในการปรับปรุงธุรกิจ ทั้งในด้านต้นทุน กระบวนการจัดการดำเนินงาน และโครงสร้างองค์กรเพื่อให้พร้อมสำหรับการกลับมา เมื่ออุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในอนาคต”
IVL ระบุว่า บริษัทได้ปรับการใช้จ่ายทุนได้อย่างเหมาะสมอย่างต่อเนื่องรวมถึงค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนด้านความยั่งยืน เช่นการรีไซเคิลในประเทศอินเดีย และระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิตอลรวมถึงโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่
โดยคณะผู้บริหารของบริษัทมุ่งเน้นในการสร้างประโยชน์สูงสุดจากโปรแกรมลดต้นทุนหลากหลายประการ รวมถึงโครงการ Olympus 2.0
ครึ่งปีแรกของปี 2567 บริษัทประสบความสำเร็จในการลดต้นทุนจะประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นคิดเป็น 47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ไตรมาส 2 ของปี 2567:29 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ซึ่งมาจากความเป็นเลิศด้านการดำเนินงาน การขาย และการจัดซื้อ
ความสำเร็จจากโครงการเหล่านี้ เป็นเครื่องช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนที่เกิดในภาวะเงินเฟ้อ การสร้างสรรค์โครงการด้านดิจิทัล ยังคงมีการดำเนินต่อไปในปี 2567
“IVL กำลังนำโซลูชั่นดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ ( AI ) ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างความเป็นเลิศในการดำเนินงานหลักๆ เช่นการผลิต การค้าพาณิชย์ การจัดซื้อ การขาย ห่วงโซ่อุปทาน และการเงิน”
โดยจะมีการส่งมอบผลงานแล้วเสร็จในลักษณะเป็นขั้นตอนในช่วงปี 2567-2569 ซึ่งรวมถึงเครื่องมือการวางแผนด้านห่วงโซ่อุปทานตลอดครบวงจร และการวางแผนอย่างครอบคลุมทั่วโลก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและเครือข่ายอุปทานซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนยิ่งขึ้น
ในช่วงต้นปี 2567 บริษัทได้มีความก้าวหน้าอย่างมากในการเดินหน้าตามเป้าหมายในการลดภาระหนี้และเพิ่มคุณภาพของรายได้ ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพทรัพย์สินของบริษัท
ในไตรมาส 2 บริษัทได้บันทึกการด้อยค่าและสำรองค่าใช้จ่ายรวม 666 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (รายการที่ไม่ใช่เงินสดจำนวน 543 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) จากการที่บริษัทกำลังปรับตัวเข้ากับสภาวะแวดล้อมของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป
การจัดการดำเนินการดังกล่าวนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนของสินทรัพย์ สำหรับส่วนที่ยังคงมีการดำเนินงานและปฏิบัติการต่อไปบริษัทเชื่อว่าในการปรับปรุงสินทรัพย์ที่เหลืออยู่จะไม่ทำให้เกิดการด้อยค่าที่เป็นสาระสำคัญในอนาคต
สำหรับแนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 มีดังนี้
1. บริษัทคาดว่าปริมาณยอดขายยังคงเติบโตไปยังทุกกลุ่มธุรกิจ คาดการณ์เชิงบวกนี้มาจากการขายของสภาวะการเร่งลดสต๊อกระบายสินค้า (destocking) อย่างไรก็ตามระดับอัตราส่วนต่างกำไรมาตรฐานของอุตสาหกรรม (benchmark spreads) ยังคงได้รับความกดดันซึ่งผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจ PET และ Polyester Fibers
2. ในประเทศสหรัฐอเมริกา การที่ Ethane มีราคาลดลง และบริษัทเกิดความได้เปรียบจากการผลิตโดย shale gas จะช่วยให้อัตรากำไรของ Ethylene crack ยังคงมีแนวโน้มที่ดีต่อไป
3. การดำเนินงานและปฏิบัติการสำหรับธุรกิจ Indovinya มีความก้าวหน้าและเป็นไปตามแผนด้วยดี เพื่อที่จะทำให้สร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง สอดคล้องกับบริษัทคู่แข่งในกลุ่มธุรกิจ Specialty ชั้นนำ ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ด้านนวัตกรรมและโซโลชั่นที่ยั่งยืนและมีมูลค่าสูงเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ
4. การหยุดชะงักทางการค้าและต้นทุนค่าขนส่งยังคงระดับสูง ทำให้ความต้องการและการพึ่งพาสินค้าจากผู้ผลิตภายในท้องถิ่นยังคงอยู่ระดับสูงเช่นกัน ซึ่งเป็นผลดีต่อธุรกิจของบริษัท
5. การปรับปรับปรุงสินทรัพย์และการตั้งด้อยค่าที่ดำเนินการในไตรมาส 2 ปี 2567 นับเป็นเป็นการเตรียมการให้เกิดพัฒนาการในการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินงานราบรื่น และเพิ่มประสิทธิภาพทางการเงินในระยะถัดไป
IVL ประเมินว่าจะสามารถเริ่มลดต้นทุนของที่ลงได้ในไตรมาส 3 ปี 2567 การประหยัดต้นทุนคงที่จำนวน 170 ล้านเหรียญสหรัฐ จะเริ่มเห็นผลในปี 2568 ซึ่งจะทำให้ EBITDA ดีขึ้นประมาณ 150-160 ล้านเหรียญสหรัฐ
บล.กรุงศรี ระบุว่า IVL ประกาศงบ Q2/24 พลิกขาดทุนสุทธิ 22,996 ล้านบาท เทียบกับมีกำไรสุทธิ 1,133 ล้านบาทใน Q1/67 และ 411 ล้านบาทใน Q2/66 และยังขาดทุนสุทธิมากกว่าที่ Bloomberg Consensus คาดว่าจะขาดทุนเพียง 16,575 ล้านบาท หลักๆ มาจากรายการพิเศษจากการตั้งด้อยค่าเงินลงทุน 25,000 ล้านบาท นักวิเคราะห์ของเรายังแนะนำ "ขาย" ให้ราคาเหมาะสม 19.50 บาท