โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สัมภาษณ์ ปั้น วง LUSS นักร้องผู้เขียนเพลงจาก ‘ความเบียว’ ของตัวเอง

BT Beartai

อัพเดต 27 ก.ย 2567 เวลา 11.07 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2567 เวลา 11.06 น.
สัมภาษณ์ ปั้น วง LUSS นักร้องผู้เขียนเพลงจาก ‘ความเบียว’ ของตัวเอง

นักร้องสาวผู้หลงรักการทำเพลงและความเบียวสุดแปลกใหม่ของตัวเองอย่าง ปั้น-นลพรรณ อัมพุช จากวง LUSS ที่มีเพลง เนื้อร้อง และดนตรีสุดสร้างสรรค์ โดย BT BUZZ มีโอกาสได้พูดคุยกับ ปั้น ถึงเบื้องหลังการทำเพลง และช่วงเวลาที่เคยรู้สึกหมดไฟในการเป็นศิลปิน

พูดถึงวง LUSS นึกถึงอะไร ?

ปั้น: จริง ๆ LUSS มี 2 คน แต่วันนี้ปั้น (นลพรรณ อัมพุช) มาคนเดียว ปั้นเป็นนักร้องนำหญิง เป็นคนแต่งเพลง เบน (ศิรสิทธิ์ ตั้งบุญดวงจิตต์) เป็นโปรดิวเซอร์หลักของวง ความเป็น LUSS มันก็จะมี ความเนิร์ด ความเบียว ความแปลกที่ไม่เหมือนใคร เพลงที่ทําให้คนรู้จักเรามากขึ้นคือ “247”, “หยอก หยอก”, “KUNGFU” เป็นจุดเริ่มต้นของการที่เรารู้สึกว่าคาแรกเตอร์ LUSS มันออกมาในแบบที่ไม่เหมือนใคร ทั้งในภาพและเนื้อเพลง

ที่มาของชื่อวง LUSS

ปั้น: มันแค่เข้าปากเฉย ๆ มันไม่ได้มีความหมายอะไร ตอนนั้นแค่พูดขึ้นมาว่า LUSS แล้วมันก็ดีนะ ก็เลยใช้มาตลอดค่ะ

ทำงานกับ ‘เบน’ เป็นอย่างไรบ้าง ?

ปั้น: เมื่อก่อนพี่หลาย ๆ คนในค่ายจะบอกว่า ถ้าอยู่กับปั้นกับเบนจะเวียนหัวมาก เพราะว่ามันเหมือนคนสมาธิสั้นตลอดเวลา เบนมีความสมาธิสั้นบวกความกวนตีน บางทีพยายามทําเพลงหนึ่งค่ะ แล้วอยู่ ๆ ก็ได้เพลงอื่น ซึ่งเราว่ามันเป็นกระบวนการทําเพลงที่ประหลาดดี บางทีมันต้องปล่อยให้เวลาและอารมณ์มันพาไป

ไอเดียการแต่งเพลงของปั้น มาจากอะไร ?

ปั้น: จริง ๆ เมื่อก่อนปั้นเป็นคนที่ไม่กล้าเล่าเรื่องของตัวเอง เพราะรู้สึกว่าคนฟังใกล้เรามากเกินไป เรารู้สึกว่าเรามีกําแพงที่ไม่อยากให้เขารู้จักเรามากเกินไป คือแรงบันดาลใจที่ผ่านมาเราไปหาจากคนอื่น เราหาเรื่องรอบตัวมาตลอดแล้วก็เอามาเล่า แต่ว่าในอัลบั้ม ‘Is there anything on the Moon?’ เราเอามาจากตัวเองล้วน ๆ โดยเฉพาะครึ่งหลังของอัลบั้มจะเห็นสีที่ค่อนข้างชัดขึ้นค่ะ ตั้งแต่เพลง “เตลิด” ที่ปล่อยไป แล้วก็ “howyoulie.” ที่ร่วมมือกับ ฮาย Paper Planes แล้วก็เพลง “Pao Ying Chub!” กับ TangBadVoice ก็เป็นเรื่องของตัวเองหมดเลย

แต่ว่า “เตลิด” เราเอามาในมุมที่เราตกหลุมรักตัวละครในอนิเมะ เพราะเราเป็น ‘โอตาคุ’ คือ เอาตัวละครในอนิเมะมาเล่า เพราะประสบการณ์จริงของเราไม่ค่อยตกหลุมรักผู้ชายเท่าไหร่ ไม่รู้ทําไมเหมือนกัน แต่ว่าเวลาดูพวกอนิเมะ เราจะชอบตัวละครที่มันแบด ๆ โดยเฉพาะตัวละครผู้หญิงที่เราเอาใส่ลงไปในนั้นด้วย เพราะเราชอบมาก ๆ ชื่อ ‘มาคิมะ’

เพลง “howyoulie.” จริง ๆ ก็เป็นประสบการณ์เมื่อก่อนเหมือนกัน ตอนเด็ก ๆ เป็นเพลงอารมณ์เหมือนอกหักเพลงแรกของ LUSS แล้วมันไม่ได้เป็นอกหักทั่วไปนะ มันเหมือนกับว่าวันนี้เรายอมให้เธอโกหก แต่ว่าในวันที่ฉันพร้อมแล้ว ฉันก็เลือกที่จะไปเองเหมือนกัน มันก็เลยเป็นมุมเศร้าในแบบของ LUSS

จนมาเพลง “Pao Ying Chub!” ก็เป็นเรื่องที่เวลาไปเที่ยวคลับ เพื่อน ๆ ขี้เมาทั้งหลายมันก็จะเมา แล้วเราก็เป็นคนที่ไม่ค่อยดื่ม เราก็ต้องเป็นคนที่รวบทุกคนกลับมา จะไปห้องน้ำใช่ไหมเดี๋ยวพาไปอะไรอย่างนี้ แล้วห้องน้ำผู้หญิงมันแถวยาวมาก คือเราจะสงสัยตลอดว่าทําไมแถวถึงยาวขนาดนั้น ก็เลยหาจังหวะที่อยากจะเอามาเล่าในสักเพลง ๆ หนึ่ง ซึ่งมันก็คือเพลงนี้ ที่เราเห็นหน้าพี่ตั้ง (ตะวันวาด วนวิทย์) ลอยออกมา เหมือนต้องเป็นพี่ตั้งเท่านั้นที่เราอยากจะให้มาช่วยเล่ามุมห้องน้ำผู้ชาย เพราะว่าเราไปคุยกับเพื่อนศิลปินต่างชาติมาเยอะมาก แล้วมันไม่มีประเทศไหนที่มีคนมานวดในห้องน้ำแบบประเทศไทย คือเราก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าห้องน้ำผู้ชายมันจะมีคนมานวดแล้วเราต้องให้เงินใช่ไหม แล้วเราก็รู้สึกว่าไม่เห็นมีใครเล่าเรื่องนี้เลย ก็เลยบอกพี่ตั้งว่าช่วยเล่าให้หน่อย แล้วคือพี่ตั้งเขาก็เล่าได้เป็นฉาก ๆ แบบชาญฉลาดมาก

ที่มาของชื่ออัลบั้ม ‘Is there anything on the Moon?’

ปั้น: จริง ๆ ตอนแรกอัลบั้มจะชื่อ พิงก์สกาย (Pink Sky) แล้วเราก็ทําความรู้จักกับตัวเองอีกทีว่า พิงก์สกาย มันไม่เหมาะกับเรา จริง ๆ เราเบียวนี่หว่าก็เลยคิดชื่อกับเบนใหม่ แล้วเบนก็เห็นปั้นชอบมองพระจันทร์ทุกวันเลย ‘Is there anything on the Moon?’ คือทุกวันที่ออกมาจากสตูดิโอ ก็จะต้องพาน้องหมาไปเดินเล่น เพื่อที่จะเตรียมตัวคิดงานในวันต่อไปที่จะต้องทํา แล้วมันจะเป็นจังหวะเดียวที่เราไม่ได้ถือโทรศัพท์ไปด้วย ทุกวันเราก็จะมองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วก็จะชี้ให้เบนดู แล้วเราเพิ่งมาสังเกตตัวเองว่าเราเป็นทุกวัน เบนก็เลยบอก ‘Is there anything on the Moon?’ เลยสิ เพราะเห็นถามอยู่ทุกวันไม่ใช่เหรอว่าวันนี้พระจันทร์เป็นไงบ้าง ก็เลยเริ่มค้นหาคำจำกัดความเพิ่มว่ามันสะท้อนกับความกวนตีนของ LUSS ได้ แบบมันจะสงสัยทุกอย่างเลยเหรอ สงสัยไปจนถึงดวงจันทร์เลยเหรอ แล้วพระจันทร์มันจะมีระยะต่าง ๆ ของมัน แบบ Full Moon, New Moon ที่ไม่มีดวงจันทร์บนฟ้าเลยหรือว่าจันทร์เสี้ยวอะไรอย่างนี้ เราว่ามันก็เหมือนช่วงระยะเวลาการเดินทางของ LUSS ด้วย แล้วก็อารมณ์ในเพลงทั้งหมดของอัลบั้มด้วย ที่อยู่ ๆ ก็มีความสุขจัง อยู่ ๆ ก็เศร้า มันคือช่วงเวลาของชีวิตมนุษย์ แล้วก็ความรู้สึกของมนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะของ LUSS คือมีหลายอารมณ์มากในหนึ่งวัน เราก็เลยว่ามันเหมาะที่สุดที่จะเป็นชื่อนี้ค่ะ

แรงบันดาลใจในการทำอัลบั้มนี้ ?

ปั้น: จริง ๆ แล้วอัลบั้มตั้งใจทําไว้ก่อนที่คุณน้าของเบนที่เราสนิท ตั้งใจทําไว้ก่อนที่เขาจะเสีย ตอนนั้นเขายังไม่ได้ป่วย แต่ว่าครึ่งสองของอัลบั้มที่มันมาจบได้เพราะว่าเป็นเรื่องของตอนที่เขาไม่อยู่นี่แหละ เราถึงมาคอมพลีท (Complete) อัลบั้มนี้ได้ ตอนแรกเราปล่อย 4 เพลงแล้วเราตัน ซึ่งเพลงสุดท้ายของปีที่แล้วคือเพลง “เพื่อนคนโปรด” เราไม่รู้ว่าสังเกตเห็นกันไหมแต่เราว่ามันเหมือนจิตวิญญาณเต็มไปด้วยอารมณ์ของเพลง มันค่อนข้างต่างกันนะ เหมือนพอคุณน้าเขาเสียไปแล้วมันทําให้เรารู้ว่าชีวิตมันสั้น คือเปิดใจจริงใจกับงานของเราได้แล้วเพราะว่าถ้าไม่จริงใจตอนนี้เราจะทําไปทําไม มันจะจริงใจได้อีกทีเมื่อไหร่ เพราะว่าอยู่ ๆ เขาก็หายไปเนอะ คือคุยกันทุกวันแต่ว่าอยู่ ๆ คน ๆ หนึ่งมันหายไปได้ยังไง มันก็เลยทําให้เรากล้าเปิดใจที่จะเอาเรื่องราวนี้มาใส่ในเพลง ที่สุดท้ายแล้วมันจะถูกปล่อยพร้อมอัลบั้ม ซึ่งเพลงนั้นเป็นเพลงแรกที่ทําให้เราแต่งอีก 7 เพลงที่เหลือในอัลบั้มได้ มันเหมือนเปิดประตูสู่โลกแห่งจินตนาการอีกขั้นหนึ่งของเรา ที่เมื่อก่อนเราต้องยืมเรื่องของคนอื่นมาเขียนตลอด แต่ตอนนี้มันเหมือนมาจากข้างใน เมื่อก่อนมันจะต้องเอาจากข้างนอกเข้ามา เพราะว่าเขาเนี่ยแหละ เรารู้สึกว่าเราอยากจริงใจกับตัวเองได้แล้วเพราะว่าเราไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่

เคยรู้สึกหมดไฟจากการทำงาน แต่ก็กลับมาได้ ?

ปั้น: เราว่ามันมีการหมดไฟหลาย ๆ อย่าง ของเราจะเป็นการตัดสินใจในทุก ๆ เรื่องเกินไป แทนที่เราจะเอาหัวไปตัดสินใจในสิ่งที่สําคัญจริง ๆ เป็นสิ่งที่เราต้องทํา แต่เรากลับไม่ปล่อยให้คนอื่นที่เขาทํางานในส่วนอื่น ๆ ทำ บางทีอาจจะดีกว่าเราด้วยซ้ำ มันเป็นสิ่งที่เราเพิ่งเข้าใจว่า ไม่ต้องทําทุกอย่างด้วยตัวเอง มันเป็นไปไม่ได้ ตอนนั้นที่เราหมดไฟคือเราไม่ไหว มันสะสมมาหลายเดือนมาก จนมันมาโป๊ะในวันนั้นวันเดียว แล้วก็รู้ว่าเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว งานมันไม่มีประสิทธิภาพถ้าเราไม่ปล่อยให้คนอื่นทํา คนอื่นทําอาจจะทําตรงใจเรา 90% แต่มันต้องเลือกเรื่อง ต้องจัดลำดับความสำคัญให้ดี เราต้องเรียนรู้ที่จะเชื่อใจคนอื่นได้แล้ว เชื่อในการตัดสินใจของคนอื่นให้มากกว่าตัวเอง ต้องยอมรับว่าคนเรามันเก่งที่สุดทุกเรื่องไม่ได้ แต่ละคนมันมีความสามารถที่ต่างกัน เราก็เลยเรียนรู้ที่จะไว้ใจคนอื่นแล้วก็ปล่อยให้เขาตัดสินใจ ตอนนั้นเราไม่ปล่อยให้ทีมตัดสินใจเลย ซึ่งเขาก็พยายามจะช่วยเราแต่เราก็ปฏิเสธ เลยกลายเป็นหมดไฟเพราะสิ่งนี้

อะไรคือบทเรียนสำคัญที่ปั้นได้จากการรู้จักตัวเอง ?

ปั้น: บางทีเรามองไม่เห็นว่าความเครียดมันส่งผลต่อร่างกายเรา เราต้องไล่ย้อนกลับไปนะว่าการทํางานของเราแบบไหนที่เราควรจะเก็บไว้ หรือแบบไหนที่ควรจะโยนทิ้งมันไป เราต้องใจดีกับตัวเองมากขึ้น เรารู้ตัวว่าเราเป็น Perfectionist มันต้องคุยกับตัวเองถึงจะรู้แล้วยอมรับ เราต้องเปิดใจ ใจดีกับตัวเอง บางทีที่เราไปโทษคนอื่นว่าเขาทํางานไม่ดี แต่สุดท้ายแล้วปัญหามันอาจจะเป็นเราด้วยก็ได้ ถ้าให้แนะนําลองคุยกับตัวเองทุกวันคุยบ่อย ๆ แล้วก็ประเมินตัวเองทุกสัปดาห์เสมอค่ะ ทําอะไรดีก็ชื่นชม ทําอะไรที่ไม่ดีเราพร้อมจะแก้อยู่เสมอ ต้องเปิดใจและต้องถอดอีโก้ด้วย ไม่งั้นจะทํางานร่วมกันกับคนอื่นไม่ได้ แล้วที่สําคัญคือเราเรียนรู้จากการเป็น Perfectionist ว่าเราแบกทุกอย่างไว้คนเดียวไม่ได้ คนอื่นทําเก่งกว่าเราในหลาย ๆ เรื่องมาก ทําไมเราไม่เปิดใจให้เขาทําล่ะ

ฝากผลงาน

ปั้น: ขอฝากเพลง “Pao Ying Chub!” ของพวกเราด้วยนะคะ และอัลบั้มเต็มของพวกเรา ‘Is there anything on the Moon?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...