โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัวร์ก่อนแชร์ : ให้สุนัขกินตับมากอันตราย จริงหรือ ?

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 28 ต.ค. 2567 เวลา 13.50 น. • เผยแพร่ 28 ต.ค. 2567 เวลา 06.50 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

บนสื่อสังคมออนไลน์มีการแชร์ว่า การให้สุนัขกินตับมากจะเป็นอันตราย วิตามินเอสะสมจนเป็นพิษ ทำให้สุนัขซึม เบื่ออาหาร เจ็บขาเวลาเดิน ?

🎯 ตรวจสอบข้อเท็จจริงและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รศ.สพ.ญ.ดร.อุตรา จามีกร ภาควิชาสัตวบาล คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ถ้าให้สุนัขกิน “ตับ” ปริมาณมากอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาพอสมควร สามารถเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้ในภายหลัง

มีหลายปัจจัยที่ให้สุนัขกินตับมากอาจเป็นอันตรายได้ ?

“ตับ” มีวิตามินเอสูงมาก หากสะสมในร่างกายมากเกินไปจะเป็นพิษต่อสุนัขได้

ตับไก่ 100 กรัม มีวิตามินเอประมาณ 10,000 I.U.

ตับหมู 100 กรัม มีวิตามินเอประมาณ 21,000 I.U.

ถ้าเปรียบเทียบความต้องการวิตามินเอของสุนัขและแมว ก็จะอยู่ที่ประมาณ 100-110 I.U. ต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว

พูดง่าย ๆ ถ้าเลี้ยงสุนัขมีน้ำหนักตัว 10 กิโลกรัม ก็จะต้องการวิตามินเอเพียงแค่ประมาณ 1,100 I.U. เท่านั้น

ดังนั้น ถ้าให้ตับไก่ 100 กรัมก็มีวิตามินเอแล้ว 1,1000 I.U. เท่ากับมากกว่าความต้องการไปแล้ว 10 เท่า

การที่จะทำให้เกิดภาวะความเป็นพิษ สุนัขจะต้องได้รับวิตามินเออย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เช่น หลาย ๆ เดือน หรือว่าได้รับครั้งเดียวมาก ๆ ซึ่งอาการจะปรากฏก็อยู่ในช่วงที่ได้รับวิตามินเอเกินตั้งแต่ 100 เท่า ถึง 1,000 เท่าขึ้นไป สัตว์ถึงจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติของความเป็นพิษจากวิตามินเอ

เมื่อสุนัขได้รับวิตามินเอมากเกินไป จะส่งผลให้มีอาการซึม น้ำหนักลด และเบื่ออาหาร ซึ่งเป็นอาการโดยภาพรวมที่เจ้าของจะเริ่มสังเกตได้แต่อาการเหล่านี้จริง ๆ แล้วก็เป็น “อาการร่วม” ไม่ได้เป็นอาการที่จะชี้จำเพาะว่าถ้าสัตว์มีอาการเหล่านี้แล้วแปลว่ามีภาวะความเป็นพิษจากวิตามินเอที่ได้รับมากเกินไป

สุนัขมีขนและผิวหนังหยาบกร้าน ?

เรื่องนี้เริ่มมีความจำเพาะเจาะจงกับความเป็นพิษของวิตามินเอมากยิ่งขึ้น คือผิวหนังมีความผิดปกติ อาจจะมีการหนาตัว มีการลอก หรือที่เรียกว่าหยาบกร้านก็ได้

เมื่อสัตว์ป่วย ขนหรือสภาพเส้นขนจะไม่เป็นมันเงา แต่เป็นในทางตรงกันข้าม เรื่องนี้ถือว่าจริง

วิตามินเอส่งผลให้สุนัขเดินแล้วเจ็บขาอีกด้วย ?

ความเป็นพิษของวิตามินเอจะไปออกอาการที่ข้อ เรียกว่าเกิดอาการข้อแข็ง การขยับเขยื้อนอาจจะทำได้ลำบาก แล้วก็มีอาการเจ็บขา เรื่องนี้เป็นความจริง

อย่างที่บอกไปแล้วว่าอาการเหล่านี้ไม่ได้เป็นอาการที่จำเพาะเจาะจง อาจจะเป็นอาการที่เกิดจากสาเหตุอื่นก็ได้ อยากให้เจ้าของระวังไว้ ถ้าเป็นข้ออักเสบแล้วสุนัขไม่ยอมลุกขึ้นเดิน จะกลายเป็นว่าไม่ได้ให้กินตับ แต่ทำไมมีภาวะวิตามินเอเป็นพิษ

ให้ลูกสุนัขกินตับมากเกินไป อาจทำให้แคระแกร็น จริงหรือ ?

ทั้งลูกสุนัขและสุนัขที่โตเต็มที่แล้ว ถ้าได้รับสารอาหารที่ไม่สมดุลก็จะทำให้เกิดความผิดปกติได้

“วิตามินเอ” เป็นวิตามินกลุ่มที่ละลายในไขมัน ถ้าร่างกายได้รับมากเกินไปก็จะไปรบกวนการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันชนิดอื่น ๆ (เช่น วิตามินดี) ซึ่งตรงนี้ โดยตัววิตามินเอที่มากเกินไป รวมไปถึงอาจจะไปเหนี่ยวนำให้ขาดวิตามินดี ก็เป็นสาเหตุร่วมที่จะทำให้เกิดความผิดปกติของพัฒนาการกระดูก อาจจะทำให้ผิดรูปร่าง หรือลูกสุนัขมีอัตราการเจริญเติบโตช้าลง หรือมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ

คำแนะนำเรื่องปริมาณของตับที่ให้สุนัขกิน ?

ถ้าปกติ มีอาหารมื้อหลักที่เป็นอาหารสำเร็จรูป ผลิตอย่างมีมาตรฐาน ภายใต้การควบคุม หรือมีการขึ้นทะเบียนทางกฎหมาย ถ้ากินอาหารพวกนี้แล้วก็ไม่ควรให้เสริมมาก เพราะในอาหารสำเร็จรูปจะมีปริมาณของวิตามินเออยู่เพียงพอกับความต้องการของสัตว์แล้ว

ดังนั้น ให้ “ตับ” เสริมปริมาณไม่มากได้ และไม่ต้องให้ทุกวัน หรือไม่ควรให้เป็นอาหารมื้อหลักในปริมาณมาก ๆ

สุนัขกินตับมากก็ไม่จำเป็นว่าวิตามินเอเป็นพิษเสมอไป เนื่องจากมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น น้ำหนักตัว ความสม่ำเสมอ ความถี่ ความสด และวิธีการปรุงเกี่ยวข้องด้วย

สารอาหารทุกชนิดมีประโยชน์ แต่หากได้รับในปริมาณมากเกินไปอาจก่อให้เกิดโทษได้

สัมภาษณ์โดย ณัฐี วัฒนกูล

เรียบเรียงโดย คมส์ธนนท์ ศุขอัจจะสกุล

ดูเพิ่มเติมรายการชัวร์ก่อนแชร์ : ให้สุนัขกินตับมากอันตราย จริงหรือ ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...