ธรรมเนียมการฉลองอายุ 'วันเฉลิมฯ' เริ่มใน 'รัชกาลที่ 4' ให้ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท
ธรรมเนียมการฉลองอายุ ‘วันเฉลิมฯ’ เริ่มใน ‘รัชกาลที่ 4’ เตือนใจ ‘ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท’
“การเรียนรู้ในเรื่องราวและวิชาการสาขาต่างๆ โดยกว้างขวาง เป็นเหตุให้เกิดความรู้ ความคิดและความฉลาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต ช่วยให้บุคคลสามารถสร้างประโยชน์สุข สร้างความเจริญมั่นคงให้แก่ตนเอง ทั้งแก่สังคมและบ้านเมืองอันเป็นที่พึ่งอาศัยได้ ทุกคนจึงควรมีโอกาสที่จะศึกษาความรู้ได้ตามความประสงค์และกำลังความสามารถโดยทั่วกัน”
พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะกรรมการจัดทำสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2512
จากพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ จึงได้จัดพิมพ์สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนเผยแพร่มาตั้งแต่ พ.ศ.2516 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน รวมแล้ว 44 เล่ม
นอกจากนี้ มูลนิธิยังได้พิมพ์สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฉบับเสริมการเรียนรู้ ซึ่งได้คัดเลือกเรื่องจากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนมาเรียบเรียงและจัดทำภาพประกอบใหม่ให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยจัดพิมพ์เป็นหนังสือเล่มเล็กเหมาะแก่การพกพาและสะสม เพื่อเผยแพร่และจัดจำหน่ายแก่เยาวชนและผู้สนใจในราคาย่อมเยา โดยเล่มแรกเผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2548 ปัจจุบันจัดพิมพ์ถึงเล่มที่ 22
ในปี 2567 ซึ่งเป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มูลนิธิได้จัดพิมพ์สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฉบับเสริมการเรียนรู้เล่ม 23 ขึ้น ประกอบด้วย 3 เรื่อง คือ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระพุทธรูปสำคัญในพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และนวัคคหายุสมธัมม์
ในโอกาสนี้ มูลนิธิจัดงานเสวนาเรื่อง “ความรู้หลายเรื่อง เนื่องในวันเฉลิมฯ” ณ ห้องสุรเกียรติ์ เสถียรไทย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ, รองศาสตราจารย์ดร.ชัชพล ไชยพร ร่วมวงเสวนา
อ.ธงทอง กล่าวว่า พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นวันแห่งความปีติยินดียิ่ง อย่างปีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ ซึ่งแต่เดิมชนชาติแรกที่คิดค้นระบบการนับวันแบบปฏิทินได้ คือ ชาวบาบิโลเนียน โดยมีปฏิทิน 2 แบบ คือ ปฏิทินแบบจันทรคติ และต่อมาเมื่อความรู้มนุษย์ก้าวหน้าขึ้น ก็มีการสร้างปฏิทินอีกระบบ คือ ปฏิทินแบบสุริยคติ
“ธรรมเนียมการฉลองอายุน่าจะเริ่มต้นมาในสมัยกรีกที่มีการนับถือเทวดาหลายองค์ เมื่อถึงวันครบรอบวันเกิดของเทวดา จึงมีการจัดพิธีบูชาขึ้น เมื่อเริ่มมีการฉลองวันเกิดของเทวดา ก็นำไปสู่การฉลองวันเกิดของผู้มีวาสนา เจ้าเมือง เจ้านคร จนในชั้นหลัง ก็เป็นวันเกิดเศรษฐี วันเกิดคนทั่วไป ซึ่งนี่คือฝั่งตะวันตก ส่วนทางฝั่งซีกโลกตะวันออก การฉลองวันเกิดก็มีแบบแผนมาแต่โบราณ ปรากฏชัดคือการฉลองอายุที่เกิดขึ้นในจีนที่มีอายุครบ 60 ปี ซึ่งนับว่าผู้ที่มีอายุยืนยาวถึง 60 ปี ถือเป็นสิริมงคลยิ่ง”
อ.ธงทองกล่าวอีกว่า แม้ประเทศไทยจะมีความใกล้ชิดกับทั้งตะวันตกและตะวันออก แต่ธรรมเนียมการฉลองวันเกิดบ้านเราไม่เคยมีธรรมเนียมปฏิบัติมาก่อน เพราะธรรมชาติคนไทยในอดีต คือ การปิดบังวันเกิด กลัวคนทำคุณไสยทำเสน่ห์ อีกอย่างบางคนก็ไม่รู้วันเกิดของตัวเอง
“ล่วงมาถึงรัชกาลที่ 3 พระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงตั้งธรรมเนียมใหม่ขึ้นอย่างหนึ่ง คือ การสร้างพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษา ปีละ 1 องค์ เป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลประจำทุกปี แต่ไม่ได้เคร่งครัดว่าต้องตรงกับวันพระบรมราชสมภพ ทรงกำหนดวันที่สะดวกตามแต่พระราชหฤทัย จึงเรียกว่าเป็นงานเฉลิมพระชนมพรรษาอย่างทุกวันนี้ไม่ได้”
“โดยธรรมเนียมวันเกิด วันเฉลิมพระชนมพรรษา หรือวันพระบรมราชสมภพ ผู้ที่เป็นต้นทางคือ รัชกาลที่ 4 ซึ่งทรงปฏิบัติมาตั้งแต่ครั้งยังทรงผนวช ซึ่งพระองค์ผนวชเป็นพระภิกษุเป็นระยะเวลา 27 ปี พระองค์ทรงศึกษาตำราฝรั่ง ศึกษาเมืองจีนมีขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างไรจนทราบแน่แก่พระราชหฤทัย”
“แล้วมาประกอบกับพระราชดำริของพระองค์ด้วยว่า ชีวิตมนุษย์ล่วงมา 1 ปี ไม่ควรตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ปีหน้าจะได้ฉลองหรือเปล่ายังไม่รู้เลย ถ้าเรารู้ว่าครบ 1 ปี ควรถือโอกาสนั้นทำบุญกุศลเป็นการใหญ่ เตือนใจตัวเอง ให้ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ซึ่งพระราชดำรินี้ ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลมาตั้งแต่ครั้งที่ยังทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ทรงประกอบพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลเลี้ยงพระเป็นการภายในอย่างเงียบๆ”
อ.ชัชพลกล่าวเสริมว่า “รัชกาลที่ 4 ทรงพระปรีชาสามารถด้านการคำนวณ การโหราศาสตร์ ซึ่งโหราศาสตร์ไม่ได้แปลว่า “มู” แต่หมายถึงการคำนวณประกอบเข้ากับดาราศาสตร์ ประกอบเข้ากับการพิจารณาเรื่องปฏิทิน วัน เวลา การแบ่งเศษ พระองค์ทรงทำปฏิทินรูปแบบใหม่ขึ้นมา เรียกว่า ปักขคณนา ซึ่งเมื่อทรงคำนวณได้ ก็ทรงรู้วันเกิดของพระองค์ และจริงๆ ทรงทราบอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่ทรงเป็นนักการศาสนา และนักวิทยาศาสตร์ จึงไม่ได้ทรงกลัวไสยศาสตร์”
“แต่ทรงเห็นว่าการมีวันเกิดและฉลองวันเกิด แสดงถึงความเจริญของสังคมไทย อนุรูปตามแบบอย่างฝรั่ง ว่าที่ฉลองวันเกิดนั้น เราใช้วิธีคิดของความไม่ประมาท ไม่ใช่ฉลองวันเกิด เพื่อความสนุกแบบประมาท พระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 4 จึงกว้างขวาง เรานึกว่าพระองค์ฉลองวันเกิดเพื่อสวัสดิมงคลส่วนพระองค์ แต่จริงๆ คือความก้าวหน้าของระบบความคิดว่าอย่าไปสนใจเรื่องไสยศาสตร์มากนัก ฉะนั้น เรามาใช้บุญกุศลในทางพุทธศาสนา ประกอบเข้ากับว่าการที่เราฉลองแบบนี้ สากลประเทศเขาทำกัน ก็เลยเกิดธรรมเนียมวันเกิดขึ้นมา”
ครั้นเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ได้เสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 4 เมื่อ พ.ศ.2394 งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา จึงมีสาระหลักเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลในพระพุทธศาสนา เป็นงานหลวง หรืองานทางราชการตามพระราชนิยม และประพฤติปฏิบัติสืบมาทุกวันนี้
ซึ่งรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานบำเพ็ญพระราชกุศลเป็น 2 ตอน คือ การฉลองพระพุทธรูปที่สร้างสำเร็จ กำหนดให้มีการพระราชกุศลพระพุทธรูปประจำพระชนมพรรษา ที่สร้างประจำทุกปี ปีละ 1 องค์ ตามแบบแผนตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 3 ส่วนการเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นงานบำเพ็ญพระราชกุศลสำคัญประจำปี
อ.ธงทองกล่าวต่อว่า ที่กล่าวมาเป็นพระราชพิธีฝ่ายคติทางพระพุทธศาสนา แต่คติที่เป็นคติสากลหรือธรรมเนียมประเพณีโดยทั่วไป เช่น การเสด็จออกมหาสมาคม ให้ผู้มีตำแหน่งเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล และมีพระราชดำรัสตอบ ซึ่งนี่ก็เป็นภาพที่เราเห็นในปัจจุบันเมื่อถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา อีกทั้งยังมีการประดับประทีปโคมไฟ ธงทิวต่างๆ
“ซึ่งฝรั่งเขาเริ่มฉลองอย่างนี้มาช้านานแล้ว บ้านเมืองปกติอาจจะมืดๆ เมื่อถึงวันเฉลิมทั้งทีก็ทำให้สว่างไสว ให้รื่นเริงบันเทิงใจ ผู้คนไปมาหาสู่ มีมหรสพฉลองด้วย อย่างผมเคยทันเห็น แต่ก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษารัชกาลที่ 9 มีการฉายหนัง 100 จอที่สนามหลวง ซึ่งสมัยนี้ก็มีพลุและโดรน ก็เป็นการเฉลิมฉลองที่มีอะไรต่ออะไรที่งอกเงยขึ้นมามากมายตามธรรมเนียม”
นอกจากการบำเพ็ญพระราชกุศลและการเฉลิมฉลองที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีการสร้างถาวรสถานขึ้นเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลพิเศษ และเป็นที่ระลึกแห่งการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นประจำทุกปี เช่น การสร้างสะพาน โดยเริ่มในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 42 พรรษา ในปี พ.ศ.2438
“ในเวลาที่บ้านเมืองเรากำลังเปลี่ยนแปลง จากเดิมพายเรือหากัน ถนนน้อย รถไม่มี เรามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ในยุคสมัย รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 เรามีถนนมากขึ้น เรามีรถยนต์มากขึ้น ลำพังมีแค่แม่น้ำลำคลองไม่พอแล้ว ต้องมีสะพาน ในหลวง รัชกาลที่ 5 จึงมีพระราชดำริว่า ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ วันที่ 20 กันยายนของทุกปี จะพระราชทานเงินเพื่อสร้างสะพาน โดยเรียกว่า สะพานชุดเฉลิม มีจำนวนทั้งสิ้น 17 สะพาน เช่น สะพานหัวช้าง ซึ่งจริงๆ ไม่ได้ชื่อสะพานหัวช้าง เป็นชื่อเล่น ชื่อจริงๆ ชื่อสะพานเฉลิมหล้า ๕๖ โดยเลข ๕๖ คือ ปีพระชนมพรรษา”
ด้าน อ.ชัชพลกล่าวต่อว่า ต่อมาในรัชกาลที่ 6 มีพระราชดำริจะทรงสร้างสะพานเหมือนรัชกาลที่ 5 แต่เมื่อสร้างมากๆ เข้าก็เป็นการขยายธุรกิจการค้า ชุมชน ซึ่งรัชกาลที่ 6 ทรงพัฒนาโครงการทางเศรษฐกิจด้วย ขยายการคมนาคม เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้พระราชทานนามสะพานขึ้นเป็น สะพานชุดเจริญ ที่น่าสนใจ คือ เดิมสะพานชุดเฉลิมไม่มีข้ามไปฝั่งธนฯเลย แต่สะพานชุดเจริญมีการสร้างที่ฝั่งธนฯ แปลว่า เมืองเริ่มขยาย เช่น สะพานเจริญพาศน์ ด้วยรัชกาลที่ 6 ตั้งพระราชหฤทัยที่จะขยายเมืองออกไปสู่ภาคตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา และเมืองหลวงสำรอง คือ นครปฐม เป็นเมืองยุทธศาสตร์ ทรงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีพระปฐมเจดีย์เป็นศูนย์กลาง และทำให้เครือข่ายของรถไฟพาดไปถึง
“ทราบกันไหมว่า หน้าพระปฐมเจดีย์ ไม่ใช่ฝั่งพระร่วง แต่หน้าพระปฐมเจดีย์ คือ พระวิหารหลวง ฝั่งตะวันออก ซึ่งทุกวันนี้ ไม่มีใครไปทางฝั่งนั้นเลย เพราะในหลวง รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชวิสัยทัศน์ ทรงสร้างพระร่วงโรจนฤทธิ์ไว้ตรงนั้น เพื่อให้เปลี่ยนหน้าพระปฐมเจดีย์ให้รับกับทางรถไฟ นั่นคือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทรงเปลี่ยนทิศทาง”
นอกจากนี้ ในรัชกาลต่อมาได้มีการสร้างถาวรสถานเพื่อเป็นที่ระลึกแห่งการเฉลิมพระชนมพรรษาที่สำคัญและเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ การพระราชทานเลี้ยง รวมไปถึงการลงนามถวายพระพรชัยมงคล
อ.ชัชพลกล่าวว่า พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา มีพลวัต มีไดนามิกพัฒนามาเรื่อยๆ จากที่ไม่เคยมีเลย จากที่สะเดาะเคราะห์ แล้วเริ่มมีรายละเอียด มีการนำสิ่งต่างๆ เข้ามาประกอบ จะเห็นได้ว่าพระมหากษัตริย์แต่ละสมัย ทรงกำหนดพระราชนิยมเพื่อให้สอดคล้องกับกาลเทศะ เพราะฉะนั้น ไม่ได้แปลเหมือนที่พระบรมไตรโลกนาถ กำหนดกฎมณเฑียรบาล ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา ทุกอย่างคือความเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะ ตามโอกาสที่เอื้ออำนวย อย่างการลงนามถวายพระพร ก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ที่เกิดขึ้นเป็นพระราชนิยมใหม่ในรัชกาลปัจจุบัน คือ การถวายพระพรออนไลน์ ซึ่งเป็นพระราชนิยมในสมัยรัชกาลปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นในห้วงเวลาโควิด-19 ก็พระราชทานโอกาสให้แสดงความจงรักภักดีผ่านทางออนไลน์ หลังจากนั้นก็กลายเป็นวิธีปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบันที่จะแสดงความจงรักภักดีต่อเจ้านายพระองค์ต่างๆ
อ.ธงทองกล่าวอีกว่า สำหรับปีมหามงคลพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาปีนี้นั้น แม้จะผ่านพ้นวันสำคัญ 28 กรกฎาคมไปแล้ว ก็ยังมีพระราชพิธีสำคัญอีกงานหนึ่ง คือ “พยุหยาตราทางชลมารค” ในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วันที่ 27 ตุลาคมนี้ และความพิเศษอีกเรื่องหนึ่งในปีนี้ เสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐินทางกระบวนรถยนต์ไปพระพุทธบาท จ.สระบุรี เป็นบุญสถานสำคัญสำหรับบ้านเราตั้งแต่พระเจ้าทรงธรรม
ทั้งนี้ ยังมีสาระความรู้ที่เป็นวิวัฒนาการของประเพณีสำคัญที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีความภาคภูมิใจร่วมกันในวัฒนธรรมที่มีความยั่งยืนและงดงามของประเทศไทยในสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฉบับเสริมการเรียนรู้ เล่ม 23 อีกมากมาย ผู้สนใจสามารถหาซื้อมาอ่านได้ติดตามรายละเอียดได้ที่ เฟซบุ๊ก มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ
“หนังสือเล่มนี้มีความตั้งใจทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปีมหามงคลนี้ ขอให้อ่านแล้วมีความสุข มีความเข้าใจ” อ.ธงทองกล่าวทิ้งท้าย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธรรมเนียมการฉลองอายุ ‘วันเฉลิมฯ’ เริ่มใน ‘รัชกาลที่ 4’ ให้ตั้งอยู่บนความไม่ประมาท
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th