โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

วิกฤตอสังหาฯ 'กบในหม้อต้ม' ตั้งการ์ดสูง-ไม่ประมาท-ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 พ.ย. 2567 เวลา 10.14 น. • เผยแพร่ 23 พ.ย. 2567 เวลา 01.20 น.
อุทัย อุทัยแสงสุข

เวทีสัมมนาแห่งปี “Thailand 2025 โอกาส ความหวัง ความจริง” จัดโดยประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา หนึ่งในไฮไลต์เป็นช่วงของ “อุทัย อุทัยแสงสุข” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ตอบรับคำเชิญขึ้นเวทีบรรยายหัวข้อ “Property Insight ความหวังเศรษฐกิจไทย” เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมไม่สดใสมากนักในช่วงปี 2566 ต่อเนื่องถึงปี 2567

แต่ก็มีคำถามอย่างมากมายเช่นกันว่า แสนสิริกลายเป็นข้อยกเว้นเพราะยังคงประสบความสำเร็จในด้านผลประกอบการ ซึ่งล่าสุด สถิติ 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน 2567) มียอดรายได้รวม 28,877 ล้านบาท ครองอันดับ 1 เมื่อเทียบกับบิ๊กแบรนด์อสังหาฯ ที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 40 บริษัทด้วยกัน

คำตอบแบบกระชับของบิ๊กแสนสิริก็คือ “…เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตชะลอตัว อสังหาฯก็เช่นเดียวกันที่เติบโตชะลอตัว ถามว่าทำไมแสนสิริเติบโตได้ดีใน 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าเรื่องหนึ่งเป็นเพราะเรามีการปรับตัวตามสถานการณ์ และเราไม่ประมาทกับสิ่งที่เราเห็น เรื่องการปรับตัว มีอยู่เรื่องหนึ่งในช่วงที่ผ่านมา ต้องบอกว่าเป็นนโยบายของท่านนายกฯ เศรษฐา (ทวีสิน) ซึ่งเมื่อก่อนท่านเคยเป็นซีอีโอแสนสิริ ได้มีการวางรากฐานของแสนสิริไว้ในเรื่องสปีดทูมาร์เก็ต”

จีดีพีโต-อสังหาฯโตสูงกว่า 1.5-2 เท่า

“อุทัย” เปิดประเด็นด้วยมุมมองนิยามอสังหาริมทรัพย์มีหลายประเภท แสนสิริโฟกัสอสังหาฯประเทภที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นสินค้าปัจจัย 4 ถึงยังไงคนเราต้องมีที่อยู่อาศัย ขณะที่ที่อยู่อาศัยถูกเติมนิยามพิเศษในแง่สินค้าซื้อลงทุนก็ได้ ซื้อเก็บไว้เป็นสมบัติทรัพย์สิน ซื้อเป็นมรดกให้ลูกหลาน เป็นต้น

ข้อมูลน่าสนใจ อสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่มีทิศทางสอดคล้องกับจีดีพีของประเทศ ปีไหนจีดีพีเติบโตสูง อสังหาฯก็จะเติบโตสูง ปีไหนจีดีพีต่ำ ภาคอสังหาฯก็ตกต่ำตามไปด้วย ในอดีตเคยมีหลักคิดง่าย ๆ ที่ว่า จีดีพีเติบโตเท่าไหร่ ภาคอสังหาฯจะเติบโตอยู่ที่ 1.5-2 เท่าของจีดีพีเสมอ

เช่น ปีที่จีดีพีโต 3% ภาคอสังหาฯจะโตได้ 4.5% อย่างไรก็ตาม ปี 2566 ที่ผ่านมา กฎนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเพราะมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง

ข้อมูล IMF-กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF บอกว่าคาดการณ์ประเทศไทยในปี 2567-2568 จีดีพีจะเติบโต 3-3.5% แต่ถ้าเทียบกับประเทศอาเซียนไฟฟ์ ไทยเทียบไม่ได้เลยเพราะคาดการณ์จีดีพีเติบโตขั้นต่ำ 5-6% ขึ้นไป เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ฉะนั้น ประเทศไทยมีภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตช้า เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในประเทศข้างเคียง

ย้อนรอยภาคอสังหาฯไทยในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ช่วงที่เราเติบโตมากที่สุดเป็นช่วงที่มีการทำรถไฟฟ้าบีทีเอสสร้างเสร็จ ธุรกิจคอนโดมิเนียมเริ่มมีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ มีการทำอินฟราสตรักเจอร์ มีการทำรถไฟฟ้า ทางด่วน ออกไปนอกเมือง และย้อนหลังไปช่วง 20 ปีที่แล้ว ประเทศไทยก็มีการเติบโต แต่การเติบโตของจีดีพีเริ่มลดลงเป็นลำดับ

วิกฤตเศรษฐกิจรอบล่าสุดจากสถานการณ์โควิด มูลค่าการโอนเคยหล่นหายไปเหลืออยู่ที่ 9 แสนกว่าล้านบาท ตัวเลขกระเตื้องขึ้นมาในช่วงปี 2564-2565 ที่รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จุดโฟกัสปี 2565 มีการผ่อนปรนมาตรการ LTV-Loan to Value (มาตรการบังคับเงินดาวน์แพงในการขอสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เป็นต้นไป) มีผลทำให้ยอดการโอนเพิ่มทะลุเกิน 1 ล้านล้านบาท

หลังจากนั้นกลับมาบังคับเข้มงวดอีกครั้งในปี 2566 ถึงปัจจุบัน ทำให้ยอดการโอนหล่นวูบไปอีกครั้ง

ล่าสุด แนวโน้มปี 2567 การไม่ผ่อนปรน LTV คาดการณ์ว่ายอดโอนในภาพรวมจะตกลงมา -3% ถึงแม้จะมีมาตรการรัฐกระตุ้นอสังหาฯแล้วก็ตาม

อีกแฟกเตอร์สำคัญมาจาก “รายได้ที่มีความแตกต่างกัน” หลังจากโควิดเป็นต้นมา เกิดเทรนด์การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในรูปแบบ K Shape อย่างชัดเจน ตัวเลขเคเชปทำให้คนที่มีรายได้น้อยก็มีรายได้ลดลง คนที่มีรายได้สูงก็มีรายได้ที่เยอะขึ้น แต่อัตราส่วนของคนที่มีรายได้สูงขึ้นมีจำนวนที่ไม่เยอะ ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ฉุดรั้งให้ภาพรวมของตลาดอสังหาฯลดลง

ปรับกลยุทธ์แข่งขัน 360 องศา

สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ มีทั้งเทรนด์สินเชื่อบ้านปล่อยใหม่ที่ตกต่ำในรอบ 20 ปี, สถานการณ์โควิดทำให้หนี้ครัวเรือนสูงเกิน 90% ต่อจีดีพี ทำให้อำนาจการซื้อของคนลดลง, ภาวะดอกเบี้ยแพง, มาตรการ LTV-ยอดปฏิเสธสินเชื่อสูงเป็นประวัติการณ์,

ไทยเข้าสู่สังคมประชากรสูงวัย มีประชากรอายุเกิน 60 ปีสัดส่วน 20% ขณะที่อัตราการเกิดเคยเฉลี่ยปีละ 1 ล้านคน ปี 2566 ลดเหลือ 7 แสนคน และปี 2567 คาดว่าเหลือ 5 แสนคน ล้วนมีผลกระทบกับอสังหาฯที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

กลยุทธ์ของแสนสิริในการรับมือการแข่งขันตลาดอสังหาริมทรัพย์ มีดังนี้ 1.แก้ปัญหาต้นทุนที่ดินแพง มีการซื้อแลนด์แบงก์ร้อยไร่พัฒนาในคอนเซ็ปต์ “คอมมิวนิตี้” ปัจจุบันมีแล้ว 13 คอมมิวนิตี้กระจายทำเลรอบกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ตัวอย่าง ทำเลกรุงเทพกรีฑา ที่ดินผืนใหญ่ 500 ไร่ พัฒนารวม 13 โครงการ มูลค่า 50,000 ล้านบาท

แสนสิริกำลังจะต่อยอดความสำเร็จมาสู่โซนกรุงเทพฯตะวันออก ยกระดับเป็นคอมมิวนิตี้ระดับลักเซอรี่ แบรนด์ “แสนสิริ 10 East” ริมถนนบางนา-ตราด กม.10 บนที่ดินรวม 165 ไร่ วางแผนทำ 4 โครงการลักเซอรี่ ราคา 25-500 ล้านบาท มูลค่ารวม 18,000 ล้านบาท

2.เสริมจุดแกร่งบริการหลังการขาย ผ่านบริษัทลูก “พลัส พร็อพเพอร์ตี้” ที่สะสมประสบการณ์ให้บริการดูแลบ้านและคอนโดมิเนียม 400-500 โครงการในปัจจุบัน เมื่อมีโปรดักต์ดีไซน์เด่น คุณภาพสูง บริการที่ดีเลิศ ทำให้สร้างแวลูให้กับอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว ราคานอกจากจะไม่ตกแล้ว ยังเพิ่มมูลค่า-เพิ่มราคาสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ

3.ปี 2567 เป็นอีกปีที่แสนสิริมีการมูฟพอร์ตกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จากเดิมโฟกัสลูกค้า Affordable หรือลูกค้าตลาดแมส ราคา 3 ล้านบาท แต่เนื่องจากความเข้มงวดด้านสินเชื่อ จึงขยับมาจับลูกค้าตลาดมีเดียมทูไฮ เหตุผลหลักเพราะแสนสิริมองเห็นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจรูปแบบ ที่เรามีการมูฟพอร์ต จากเราทำตลาด Affordable ค่อนข้างเยอะ

วันนี้เราขยับขึ้นมาทำมีเดียมกับไฮเยอะขึ้น เพราะเราเห็นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจรูปแบบ K Shape Economy ชัดเจน มีการเพิ่มงานบริการที่เติมเข้าไปในสินค้าลักเซอรี่ ไม่ว่าจะเป็น Service Luxury หรือ Simulate Experience Service ให้กับลูกค้า

ภูเก็ต สุดยอด Strategy Location

เมื่อ 13 ปีที่แล้ว แสนสิริปักหมุดการลงทุนในภูเก็ตเป็นครั้งแรกผ่านคอนโดฯ แบรนด์ดีคอนโด ปัจจุบันพัฒนาโครงการสะสม 20-30 โครงการ มูลค่าสะสมเกิน 26,000 ล้านบาท การเติบโตของภูเก็ตไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ การลงทุนภาครัฐยังมีเข้าไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตัดถนนใหม่ ขุดอุโมงค์ ขยายสนามบิน และแผนลงทุนระบบราง ในอดีตเคยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 10 ล้านคน

ในอนาคตมั่นใจว่าไม่น้อยกว่านั้น ภูเก็ตจึงเป็น Strategic Location โดยล่าสุดลงทุนกว่า 100 ล้านบาท สร้างเฮดออฟฟิศแห่งที่ 2 ในภูเก็ต โซนลากูน่า ในชื่อแบรนด์ “แสนสิริโซไซตี้”

“แสนสิริโซไซตี้ เป็นโซเชียลสเปซที่คนสามารถมาใช้พื้นที่ตรงนี้ได้เหมือนกัน มีโคเวิร์กกิ้งสเปซ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ที่สำคัญ เราใช้พื้นที่ตรงนี้เป็น Sales Gallery เพื่อให้คนรู้จัก เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแบรนดิ้งด้วย ทำเลอยู่โซนลากูน่า การตกแต่งใช้ดีไซเนอร์ระดับโลก”

แสนสิริเข้าภูเก็ต 13 ปีแล้ว เรามีการขยาย มีมากกว่า 20-30 โครงการ มียอดขายสะสม 26,000 กว่าล้าน โอนกรรมสิทธิ์ร่วม 8,000 ยูนิต แผน 5 ปีข้างหน้า เราวางการลงทุนเพิ่ม 16 โครงการ มูลค่ารวม 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 9 โครงการ คอนโดฯ 7 โครงการ มูลค่ารวม 15,000 ล้านบาท

สิ่งที่ขาดไม่ได้เป็นจิ๊กซอว์ธุรกิจในเรื่องความยั่งยืน-Sustainability โดย 3 ปีที่แล้วแสนสิริเป็นรายแรกของวงการอสังหาฯที่ประกาศเป้าหมายระยะสั้น-ระยะยาวสู่การเป็นองค์กร Net Zero ภายในปี 2050 ผลงาน

อาทิ มีบ้านต้นแบบที่สามารถลดการใช้พลังงานภายในบ้านได้ 42% เพิ่มต้นไม้สีเขียวในพื้นที่ส่วนกลาง บางโครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเป็น 4 เท่า การันตีด้วยแสนสิริ บริษัทอสังหาฯรายแรกและรายเดียวที่ได้รับรางวัล SET Award 2024 Sustainability Excellence

สร้างโอกาสจาก 6 เทรนด์อสังหาฯ

“อุทัย” ชวนเปิดมุมมองว่า อสังหาฯเป็นธุรกิจหนึ่งที่เป็นมัลติเพิลเอฟเฟกต์ คำนวณยอดขาย-ยอดโอนปีละ 1 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี 3-5% ในทางอ้อมยังมีการขายเฟอร์นิเจอร์ จ้างผู้รับเหมา ซื้อวัสดุก่อสร้าง รวมกันคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี 15% หรือสร้างการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่ม 2-3 เท่า ฉะนั้น อสังหาฯจึงเป็นธุรกิจที่รัฐบาลให้การส่งเสริมมาโดยตลอด โดยโอกาสในปี 2568 มีดังนี้

1.เทรนด์ Generation Rent หลายคนพูดถึงคนรุ่นใหม่ไม่อยากซื้อบ้าน อยากจะเช่า เป็นเพราะไม่สามารถจะซื้อบ้านได้ ความเชื่อก็คืออสังหาฯเมื่อเช่าแล้ว ถึงจุดหนึ่งก็กลับมาซื้อ เป็นเรื่องเรียลดีมานด์ การลงทุน และปัจจัย 4 เป็นสมบัติที่ถ่ายทอดสู่ลูกหลานต่อไป

2.Aging Society-ที่อยู่อาศัยตอบโจทย์ผู้สูงอายุ 3.Sustainability, Well-being ต้องโฟกัสเรื่องความยั่งยืนและสุขภาวะที่ดีในการอยู่อาศัย อสังหาฯต้องปรับตัวตลอดเวลา คนเริ่มเข้ามาอยู่อาศัยมีความต้องการแตกต่างออกไป เช่น Pet Consumer

4.ตลาดคนโสด สถิติบ่งชี้ว่าปัจจุบันคนโสดมีสัดส่วนมากถึง 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรไทย เริ่มมีความชอบความต้องการแตกต่างออกไป ที่อยู่อาศัยก็จะหลังเล็กลง

5.เทรนด์ K-Shape Luxury ซึ่งแสนสิริกำลังนำเสนอคอมมิวนิตี้ “แสนสิริ เท็น อีสต์” ย่านบางนา-ตราด กม.10 และ 6.โอกาสของการดึงดูดลูกค้าชาวต่างชาติ ที่ให้ความสนใจซื้ออสังหาฯไทย เหตุผลจากราคาเอื้อมถึงได้ บริการระดับพรีเมี่ยม วัฒนธรรมที่เป็นมิตร การแพทย์และสุขภาพ และมีโครงการอสังหาฯให้เลือกเยอะแยะในเมืองท่องเทียว

ฝากการบ้านรัฐบาล-สถาบันการเงิน

ในด้านความหวังของการทำธุรกิจอสังหาฯปีหน้า ฝากการบ้านถึงรัฐบาลและสถาบันการเงิน ดังนี้ 1.ต้องการให้เศรษฐกิจเติบโต จีดีพีเฉลี่ย 5% ซึ่งจะทำให้อสังหาฯเติบโตได้ดี 2.ดอกเบี้ยพิเศษสำหรับเงินกู้ซื้อบ้านหลังแรก 3.ผ่อนปรน LTV จะช่วยกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯได้อย่างมาก 4.เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภคอสังหาริมทรัพย์ โฟกัสในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

5.ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ อินฟราสตรักเจอร์ทำเยอะขึ้น อสังหาฯก็สามารถขยายเพิ่มเติมได้ ไม่ว่าสแตรทิจิกโลเกชั่น, EEC, ภูเก็ต สิ่งเหล่านี้จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามา และผู้ซื้ออสังหาฯต่างชาติ แต่ก็ต้องดูเรื่องจัดระเบียบการเก็บภาษีลูกค้าต่างชาติเพื่อมาสนับสนุนผู้มีรายได้น้อย

และ 6.การเช่าระยะยาว วันนี้สิทธิการเช่าระยะยาว 30 ปี เสนอให้ขยายเป็น 50-70 ปี เพื่อให้แข่งขันกับนโยบายประเทศเพื่อนบ้านได้

“วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไม่เหมือนยุคต้มยำกุ้งที่เกิดขึ้นทันที แต่วันนี้เศรษฐกิจเราค่อย ๆ ซึม วิกฤตที่เกิดขึ้นก็คือกบที่อยู่ในหม้อต้ม สิ่งที่เราจะแก้ปัญหาได้ต้องก้าวข้ามขีดจำกัด เราต้องรู้ตัวเอง และผลักดันตัวเองในการจะแก้ปัญหาอย่างไรในธุรกิจนั้น ๆ การร่วมมือกันของเอกชน รัฐบาล ต้องช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตกลับคืนมา ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขตัวเราเอง ปรับตัวเราเองอย่างไรเพื่อให้องค์กรอยู่ได้ และที่สำคัญ No One Left Behind ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คนตัวใหญ่ต้องช่วยคนตัวเล็ก”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิกฤตอสังหาฯ ‘กบในหม้อต้ม’ ตั้งการ์ดสูง-ไม่ประมาท-ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...