โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประวัติศาสตร์ 200 ปีของ ‘ศูนย์อาหารสิงคโปร์’ จากเดินเร่ร่อนตามท้องถนน สู่มรดกทางวัฒนธรรมของประเทศ

Reporter Journey

อัพเดต 03 ก.ย 2567 เวลา 16.38 น. • เผยแพร่ 01 ก.ย 2567 เวลา 09.08 น. • Reporter Journey

เมื่อเราพูดถึงวัฒนธรรมของประเทศเกาหลี เราจะนึกถึงวัฒนธรรมการดื่มโชจู
เมื่อเราพูดถึงประเทศญี่ปุ่น เราอาจจะนึกถึงวัฒนธรรมการกินปลาดิบ
หรือถ้าข้ามฟากไปประเทศฝั่งยุโรป เมื่อพูดถึงฝรั่งเศส เราอาจนึกถึงการแต่งตัวและแฟชัน

คำถามเดียวกัน

ถ้าเราถามคนสิงคโปร์ว่า ‘อะไรที่สะท้อนวัฒนธรรมของสิงคโปร์ได้ดีที่สุด’ คำตอบคงไม่พ้น ‘วัฒนธรรมหาบเร่แผงลอย’ (Hawker Culture) ที่ปัจจุบันไม่ใช่เป็นแค่เพียงการเดินขายสินค้าหาบเร่แผงลอยธรรมดาตามท้องถนน แต่พัฒนาและกลายเป็นศูนย์การค้าที่มีพ่อค้าแม่ค้าพร้อมจ่ายค่าเช่าที่สูงถึงเกือบ 300,000 บาท เรื่องนี้เป็นมาอย่างไร ต้องเล่าย้อนไปตั้งแต่จุดเริ่มต้น ปี ค.ศ.1800

ค.ศ.1800 เมื่อผู้อพยพต่างชาติลุกขึ้นมาเดินขายอาหาร

สิงคโปร์เป็นเมืองท่าที่มีความเจริญรุ่งเรือง เป็นเมืองที่ดึงดูดผู้อพยพจากจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศอื่น ๆ กลุ่มผู้อพยพเหล่านี้เป็นทั้งแรงงาน พ่อค้า และ ‘พ่อครัว’ ที่นำสูตรและเทคนิคการทำอาหารจากประเทศบ้านเกิดมาประยุกต์ใช้กับวัตถุดิบท้องถิ่นของสิงคโปร์ และตรงนี้ได้จุดประกายความคิดของบรรดาผู้อพยพ

ผู้อพยพจำนวนมากเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ในการขายอาหารตามท้องถนน เนื่องจากใช้ต้นทุนน้อย และสามารถเดินขายตามถนน ตรอก ซอย ที่ตนและกลุ่มเพื่อนคุ้นชิน บรรดาพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนจะพกอุปกรณ์เครื่องครัวไปกับตนด้วยด้วยวิธี ‘ห้อยให้บาลานซ์บนไม้ไผ่ทั้ง 2 ข้าง’ พ่อค้าชาวมาเลเซียจะขายเนื้อย่างที่เรียกว่า ‘สะเต๊ะ’ ในขณะที่พ่อค้าแม่ค้าชาวอินเดียจะขายขนมเค้กและเยลลี่สีสันสดใส หรือมากไปกว่านั้นจะมีพ่อค้าแม่ค้าที่จูงวัวหรือแพะเดินบนถนน และ ‘รีด’ นมสด ๆ พร้อมเสิร์ฟลูกค้าทันที

จะเห็นว่าสินค้าทุกชนิดล้วนมีลักษณะร่วมเหมือนกันหนึ่งประการ คือ ‘การเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ ตามท้องถนน’ และนี่คือจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมการหาบเร่แผงลอย

ค.ศ.1960-1980

การจัดระเบียบที่นำพาร้านค้าริมถนน
สู่ร้านอาหารรสเลิศในศูนย์อาหาร

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ประชาชนหลายคนที่ว่างงานต่างหันมาประกอบอาชีพหาบเร่แผงลอยประทังชีวิต และยิ่งทำให้ถนนเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ทว่าไม่ใช่ทุกคนที่เห็นดีเห็นงามนักกับเรื่องนี้ ‘แฟรงคลิน กิมสัน’ (Sir Franklin Charles Gimson) ผู้ว่าราชการสิงคโปร์ในยุคนั้นมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนสินค้าแผงลอยริมถนนขึ้น เนื่องจากมีการรายงานว่าพ่อค้าแม่ค้าและสินค้าเหล่านี้รบกวนพื้นที่สาธารณะ

ไม่เพียงเท่านั้น ช่วงเวลานั้น ‘น้ำ’ เป็นของหายาก ทำให้ภาชนะและสินค้าต่าง ๆ ปนเปื้อนได้ง่าย พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่มักจะทิ้งเศษอาหารและขยะไว้ตามท้องถนนโดยหลีกเลี่ยงการใช้น้ำ และยิ่งทำให้ถนนสาธารณะสกปรก หรือแม้แต่สินค้าประเภทไอศกรีม หรือน้ำแข็งก็ปนเปื้อนได้ง่าย ก่อให้เกิดการระบาดของโรคอหิวาตกโรคและโรคไทฟอยด์

เมื่อถนนไม่ถูกสุขลักษณะ รัฐบาลจึงต้องทำความสะอาด ทว่าก็เจอปัญหาอีก เนื่องจากพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยจำนวนมากเป็นอุปสรรคต่อการทำความสะอาด เป็นอุปสรรคต่อการจาจร และเป็นอุปสรรคต่อการวางผังเมือง ดังนั้น รัฐบาลจึงเริ่มคิดหาวิธีควบคุมพ่อค้าแม่ค้าแผงลอย และคิดถึงการย้ายพวกเขาไปอยู่ที่อื่น

และในปี ค.ศ.1965 ภายหลังที่สิงคโปร์ได้รับเอกราช สิงคโปร์ตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนประเทศให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้มีการจัดระเบียบพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย มีการออกใบอนุญาติ และเริ่มย้ายร้านพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้ไปยังที่ ๆ จัดสรรไว้ให้ และพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้ก็ได้อยู่ในสถานที่ ๆ ถูกสุขลักษณะ เป็นระเบียบ และถูกกฎหมาย

ไม่นานจากนั้น ‘ศูนย์อาหารสินค้าแผงลอย‘ (Hawker Center) ก็ถูกจัดตั้งขึ้นในหลายพื้นที่ โดยที่แต่ละแห่งจะถูกสร้างขึ้นในระยะที่สามารถเดินได้จากเขตที่อยู่อาศัย สามารถโดยสารรถประจำทางด้วยระยะทางไม่ไกลจนเกินไป โดยศูนย์อาหารอย่างฯ Chomp Chomp Food Centre, Block 51 Old Airport Road และ Tiong Bahru Market ถือเป็นศูนย์อาหารฯ แห่งแรก ๆ ที่เสิร์ฟอาหารสิงคโปร์รสเลิศในยุคใหม่ของร้านอาหารริมทางเหล่านี้

ค.ศ.1980 ยกระดับร้านค้าหาบเร่แผงลอย

ในช่วงแรกศูนย์อาหารเหล่านี้มีเพื่อเสิร์ฟอาหารให้คนในพื้นที่ กลุ่มแรงงาน ผู้พักอาศัย แต่ด้วยชื่อเสียงเรื่องรสชาติของอาหารแต่ละชนิด ทำให้รัฐบาลออกมาตรการยกระดับศูนย์การค้าเหล่านี้ที่ชื่อว่า ‘The Hawker Centres Upgrading Program: HUP’ ผ่านการปรับปรุงและพัฒนาศูนย์การค้าให้มีความสากลมาขึ้น เช่น ปรับเปลี่ยนรูปแบบโต๊ะ ขยายพื้นที่ ก่อสร้างอาคารใหม่ ปรับปรุงห้องน้ำ ติดแอร์ สร้างสภาพแวดล้อมที่สวยงาม เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ด้วยความที่รากฐานเดิมของศูนย์อาหารนี้เกิดจากผู้อพยพต่างประเทศทั้ง จีน อินเดีย มาเลเซีย และประเทศอื่น ๆ ทำให้อาหารในศูนย์การค้ามีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอาหาร

และวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ.2020 วัฒนธรรมหาบเร่แผงลอยในสิงคโปร์ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น ‘มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้’ (Intangible Cultural Heritage) ของ UNESCO โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการ การขึ้นทะเบียนนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของวัฒนธรรมหาบเร่แผงลอยภายใต้พหุวัฒนธรรมของชาวสิงคโปร์

ใครจะไปเช่าตอนนี้ไม่ง่ายแล้ว

เพราะอาจต้องจ่ายสูงถึง 264,468 บาท
หรือ 'มากกว่า'

ด้วยชื่อเสียงและความเป็นที่นิยมของศูนย์อาหาร ทำให้เมื่อเร็ว ๆ นี้ศูนย์อาหาร ‘Marine Parade’ สร้างสถิติค่าเช่าต่อเดือนใหม่ สูงถึง 264,468 บาทต่อเดือน (10,158 ดอลลาร์สิงคโปร์) ซึ่งก่อนหน้านี้มีการประมูลเช่าที่กันตั้งแต่ราคา 211,194 - 247,300 บาท

สถิติใหม่ในการเช่าที่เดือนละ 264,468 บาท ถือเป็นตัวเลขค่าเช่าที่สูงที่สุดในรอบ 6 ปีของศูนย์การค้านี้ โดยคนที่ประมูลค่าเช่าต่อเดือนรายนี้คือคุณ ‘Yang Ailan’ หญิงสาววัย 51 ปี ที่มีประสบการณ์ในการขายเครื่องดื่มในศูนย์การค้ามานานกว่า 10 ปี โดยเธอเล่าให้สำนักข่าวท้องถิ่น Shin Min ฟังว่า การประมูลครั้งนี้มีเพื่อ ‘คนในครอบครัว โดยเฉพาะลูกชาย’ ที่ต้องการจะทำธุรกิจ และเธอเพียงมอบโอกาสนี้ให้กับลูกชายของตนได้เรียนรู้

ตอนนี้ศูนย์อาหารหลายแห่งในสิงคโปร์มีค่าเช่าที่ต่อเดือนที่สูงมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างพื้นฐานรอบ ๆ ศูนย์อาหารได้รับการยกระดับ เช่น การสร้างสถานีรถไฟ การสร้างอสังหาต่าง ๆ และถึงแม้ศูนย์อาหารเหล่านี้จะราคาเช่าแพงขึ้น แต่มีพ่อค้าแม่ค้าพร้อมจ่ายเสมอ

จากวันแรกพ่อค้าแม่ค้าต้องเดินเร่ขายของตามท้องถนนอย่างผิดกฎหมาย ก่อความลำบากแก่รัฐบาลและผู้สัญจร ผ่านคืนวันที่ต้องฟาดฟันกับรัฐบาลเพื่อหาเลี้ยงชีพ เจอการเปลี่ยนแปลงจากระเบียบของรัฐ มาสู่วันที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก และถูกยกระดับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศ การเดินทางของพ่อค้าแม่ค้าและวัฒนธรรมหาบเร่แผงลอยยาวนานจริง ๆ ถึงตรงนี้ทุกท่านคงรู้แล้วว่าถ้าไปสิงคโปร์จะต้องไม่พลาดลองชิมอาหารตามศูนย์อาหารต่าง ๆ และถ้ามีโอกาสเจอสินค้าหาบเร่แผงลอยก็อยากให้ไม่พลาดที่จะอุดหนุน เพราะบางทีพ่อค้าแม่ค้าท่านนั้นอาจจะเป็นคนที่สืบทอดสูตรลับประจำตระกูลมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1800 ก็เป็นได้

เรื่อง: กฤชพนธ์ ศรีอ่วม
ภาพ: UNESCO
ข้อมูลจาก
roots.gov, mothership.sg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...