โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Google เผยรายงาน e-Conomy SEA 2024 ชี้เศรษฐกิจไทยโต อันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 พ.ย. 2567 เวลา 15.08 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2567 เวลา 08.08 น.

Google จัดทำ e-Conomy SEA 2024 Report ฉบับล่าสุด เผยไทยโตเร็วเป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาด GMV แตะ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2567 จากอีคอมเมิร์ซและการท่องเที่ยว ช่วยผลักดันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและ AI กำลังเติบโตขึ้นในประเทศ

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 Google ร่วมกับ Temasek และ Bain & Company จัดทำรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฉบับล่าสุด (e-Conomy SEA 2024 Report) คาดว่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทยจะมีมูลค่าสินค้ารวม (Gross Merchandise Value หรือ GMV) 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 โดยยังคงมีขนาดใหญ่และเติบโตเร็วเป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แจ็คกี้ หวาง Country Director, Google ประเทศไทย กล่าวว่า จากการจัดทำรายงานในครั้งนี้ ภาคธุรกิจดิจิทัลมีแนวโน้มเติบโตในเชิงบวกประกอบด้วย 5 ส่วนสำคัญได้แก่

1. อีคอมเมิร์ซ

ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่สำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย โดยคาดว่าจะโตขึ้น 19% และมีมูลค่าสินค้ารวม 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่มีส่วนสำคัญในการเติบโตนี้ โดยยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมและเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่น วิดีโอคอมเมิร์ซ เพื่อยกระดับประสบการณ์การช็อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งประสบการณ์การช็อปปิ้งแบบอินเทอร์แอคทีฟและคอนเทนต์วิดีโอที่น่าติดตามช่วยดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคและกระตุ้นยอดขายออนไลน์ได้เป็นอย่างดี

2. การขนส่งและบริการส่งอาหารออนไลน์

คาดว่าจะมีมูลค่าสินค้ารวมกันกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โตขึ้น 6% จากปีที่ผ่านมา การขนส่งกลับมาฟื้นตัวและอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนเกิดการระบาดใหญ่ โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยว บริการส่งอาหารออนไลน์ยังคงเป็นภาคส่วนที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะในเรื่องของการทำกำไร เนื่องจากในประเทศไทยมีผู้ให้บริการด้านอาหารและเครื่องดื่มจำนวนมาก

3. การท่องเที่ยวออนไลน์

เป็นภาคธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในไทย โดยคาดว่ามูลค่าสินค้ารวมจะแตะ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 หรือโตขึ้น 32% จากปี 2566 และมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคฯ นอกจากนี้ มาตรการใหม่ในการตรวจวีซ่า ซึ่งรวมถึงมาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจาก 93 ประเทศ (เพิ่มขึ้นจากเดิม 57 ประเทศ) โครงการวีซ่าสำหรับกลุ่มบุคคลที่สามารถทำงานจากทุกที่บนโลก (Digital Nomad) และโครงการขอวีซ่าที่ผู้ถือพาสปอร์ตสามารถขอได้ ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองในประเทศ (Visa on Arrival หรือ VOA) ยังช่วยส่งเสริมให้มีการเดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้นด้วย

โดย 45% ของการใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยวในไทยมาจากกลุ่มนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศของนักท่องเที่ยวชาวไทยพุ่งสูงขึ้นถึง 270% นับตั้งแต่ปี 2563 โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยเกือบ 70% ใช้จ่ายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

4. สื่อออนไลน์

ซึ่งได้แก่ โฆษณา วิดีโอออนดีมานด์ เพลงออนดีมานด์ และเกม เติบโตอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ 7% โดยคาดว่ามูลค่าสินค้ารวมจะแตะ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ภาคธุรกิจนี้ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง โดยได้รับแรงหนุนจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นของดิจิทัลคอนเทนต์ เกม และบริการสตรีมมิ่งต่างๆ

5. บริการด้านการเงินดิจิทัล (Digital Financial Services หรือ DFS) เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

การชำระเงินดิจิทัลโตขึ้น 5% ในปี 2567 และคาดว่าจะมีมูลค่าธุรกรรมรวม (Gross Transaction Value หรือ GTV) สูงถึง 141,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่บริการสินเชื่อผ่านช่องทางดิจิทัลคาดว่าจะมียอดคงค้างสินเชื่อ (Loan Book Balance) สูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 คิดเป็นอัตราการเติบโต 28% ซึ่งเติบโตเร็วเป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริการสินเชื่อผ่านช่องทางดิจิทัลและความมั่งคั่งทางดิจิทัลจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2573 นอกจากนี้ยังคาดว่าจะมีการชำระเงินดิจิทัลมากขึ้นผ่านโครงการดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society)

6. AI ขับเคลื่อนภูมิทัศน์ดิจิทัลของประเทศไทย

แจ็คกี้กล่าวต่อว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) กำลังพลิกโฉมภูมิทัศน์ดิจิทัลของประเทศไทย สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีความสนใจและความต้องการด้าน AI สูงที่สุด โดยอุตสาหกรรมหลักที่มีความสนใจในการค้นหาเกี่ยวกับ AI ได้แก่ การศึกษา เกม และการตลาด

นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังมีความต้องการแอปพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่มีฟีเจอร์ AI ในการทำสิ่งต่างๆ เช่น การสร้างคอนเทนต์ เอฟเฟกต์ภาพถ่าย และการตัดต่อวิดีโอด้วย ในขณะเดียวกัน ธุรกิจต่างๆ ก็กำลังใช้ประโยชน์จาก AI สำหรับการโฆษณาแบบกำหนดเป้าหมาย การสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล และการสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่แก่ลูกค้า AI กลายเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจ รวมถึงการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และการส่งเสริมนวัตกรรมในส่วนของการลงทุนก็เพิ่มมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการในส่วนนี้

โดยในครึ่งแรกของปี 2567 การลงทุนเพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศไทยมีมูลค่าถึง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ความจุ (Capacity) ของศูนย์ข้อมูลที่วางแผนไว้เพิ่มขึ้น 550% โดยเติบโตมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วิลลี่ ชาง Partner, Bain & Company กล่าวเสริมว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมูลค่าสินค้ารวมและรายได้เติบโตในระดับเลขสองหลัก นอกจากนี้กำไรยังพุ่งสูงขึ้นในทุกภาคส่วน ซึ่งประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตนี้ และยังคงเป็นผู้นำในแง่ของพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน เช่น การปรับเปลี่ยนมาใช้บริการชำระเงินดิจิทัลอย่างรวดเร็ว เป็นต้น นอกจากนี้ ประเทศไทยยังกำลังก้าวขึ้นเป็นแหล่งบ่มเพาะด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อีกด้วย

นอกจากนี้ยังสามารถพิจารณราจากการลงทุนที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในส่วนของ Software and Services ที่ค่อนข้างโดดเด่นในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 มาจนถึงครึ่งแรกของปี 2567 ที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มจาก 28% มาที่ 50% ทั้งในด้านของตัว Software และในแง่ขององค์โครงสร้างพื้นฐานและองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ควบคู่กันไป รวมไปถึงเทคโนโลยีในกลุ่ม Sustainability tech, WEB3 และ Property Marketplace ด้วยเช่นกัน

“เศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมูลค่าสินค้ารวมและรายได้เติบโตในระดับเลขสองหลัก นอกจากนี้กำไรยังพุ่งสูงขึ้นในทุกภาคส่วน ซึ่งประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตนี้ และยังคงเป็นผู้นำในแง่ของพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน เช่น การปรับเปลี่ยนมาใช้บริการชำระเงินดิจิทัลอย่างรวดเร็ว เป็นต้น นอกจากนี้ ประเทศไทยยังกำลังก้าวขึ้นเป็นแหล่งบ่มเพาะด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อีกด้วย”

7. การลงทุนจากภาคเอกชนในประเทศไทย

การลงทุนจากภาคเอกชนในประเทศไทยกลับมาฟื้นตัว โดยในครึ่งแรกของปี 2567 มีมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง 92% ของจำนวนนี้เป็นการลงทุนในบริการด้านการเงินดิจิทัล สำหรับปีที่ผ่านมา รายงานได้ระบุปัจจัย 4 ประการเพื่อช่วยดึงดูดการลงทุน ได้แก่ การประเมินมูลค่าในการเข้าลงทุนที่สมจริง โมเดลการสร้างรายได้ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง แนวทางในการทำกำไรที่ชัดเจน และทางออกสำหรับธุรกิจที่ทำได้จริง โดย 3 ปัจจัยแรกประสบความสำเร็จแล้ว แต่ธุรกิจยังต้องพิสูจน์ให้นักลงทุนเห็นว่ามีแผนทางออกสำหรับธุรกิจ เนื่องจากตลาดทุนยังคงมีความท้าทาย

อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยยังคงแสดงสัญญาณเชิงบวกจากการฟื้นตัวด้านเศรษฐกิจดิจิทัล อีคอมเมิร์ชเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ เนื่องจากความนิยมของวิดีโอคอมเมิร์ชที่เพิ่มขึ้น สร้างประสบการณ์การซื้อขายสินค้าที่มีปฏิสัมพันธ์ในโลกออนไลน์ทำให้ผู้บริโภคสนใจ และนำไปสู่การซื้อของออนไลน์มากขึ้น

ในภาคการท่องเที่ยวนั้น ประเทศไทยเติบโตขึ้นจากการมีมาตรการตรวจวีซ่าเพื่อส่งเสริมการเดินทางเข้าประเทศ ซึ่งรวมถึงมาตรการงดเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจาก 93 ประเทศ รวมถึงมีโครงการวีซ่าสำหรับผู้ทำงานด้านดิจิทัลโดยเฉพาะ และเพิ่มช่องทางให้ผู้ถือพาสปอร์ตสามารถขอวีซ่าได้ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง นอกจากนี้ยังมีการท่องเที่ยวแบยั่งยืนที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ก็เป็นส่วนช่วยให้แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของไทยได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นด้วย

ในส่วนของนโยบายภาครัฐ ได้มีการปรับกลยุทธ์เพื่อผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเล็ตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีอัตราการลงทะเบียนของประชาชนต่ำกว่าที่คาดไว้ แต่รัฐก็ได้มีการปรับกลยุทธ์ในการแจกเงินสดคู่กับเงินดิจิทัล ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงโครงการและสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมไร้เงินสดได้มากขึ้น

นอกจากนี้รัฐบาลยังได้วางกลยุทธ์ใหม่ สร้างจุดยืนให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านดิจิทัล โดยเปิดตัวกลยุทธ์ 4 ปีเพื่อดึงดูดผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก และยังส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลและ AI ซึ่งกลยุทธ์นี้ครอบคลุมถึงสิทธิ์ประโยชน์ด้านภาษี ลดขั้นตอนในกระบวนการต่างๆ และอำนวยความสะดวกในการอนุมัติใบอนุญาต เพื่อส่งเสริมให้บริษัทต่างชาติ เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้สะดวกขึ้น

8. ความไว้วางใจในระบบดิจิทัล (Digital trust) หนึ่งในเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจไทย

แจ็คกี้กล่าวต่อว่า ความไว้วางใจในระบบดิจิทัล (Digital Trust) และการปลดล็อกศักยภาพของ AI รวมถึงการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล จะช่วยให้เศรษฐกิจดิจิทัลไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางสถานการณ์ที่อาชญากรรมทางไซเบอร์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ผู้บริโภคไทยมองหาฟีเจอร์การรักษาความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ เช่น การเข้ารหัส (Encryption) และการตรวจสอบสิทธิ์แบบ 2 ปัจจัย (Two-Factor Authentication หรือ 2FA)

ด้านแพลตฟอร์มต่างๆ ก็ได้นำการตรวจจับกลโกงที่ทำงานด้วยระบบ AI และมาตรการการปฏิบัติตามข้อกำหนดมาใช้กันมากขึ้นเพื่อสร้างความไว้วางใจ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและโปร่งใสจะช่วยส่งเสริมการใช้บริการชำระเงินดิจิทัลซึ่งเป็นที่นิยมในไทย ตลอดจนการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

“การพัฒนาในด้านการรักษาความปลอดภัยทางดิจิทัลเป็นอีกเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเนื่องจากภาคส่วนต่างๆ ในประเทศไทยมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กันอย่างรวดเร็ว การนำ AI มาใช้ก็สามารถช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์และกลโกงออนไลน์ได้อีกทางหนึ่ง

อกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมก็มีส่วนสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัย ครอบคลุม และมีความยืดหยุ่น Google ภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อช่วยปกป้องคนไทยจากกลโกงออนไลน์ด้วยฟีเจอร์ป้องกันกลโกงใหม่ใน Google Play Protect ที่เราได้เปิดตัวไปในช่วงต้นปีนี้ที่งาน Safer Songkran”

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...