รู้จัก 2 ประเภทความเสี่ยงการลงทุน พร้อมทริคสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
ในทุกๆ การลงทุนย่อมมีความเสี่ยงแฝงอยู่ด้วยเสมอ โดยความเสี่ยงในที่นี้หมายถึงโอกาสที่จะไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้ ซึ่งแน่นอนว่าในแต่ละบุคคลย่อมมีระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้แตกต่างกันไป ทั้งนี้ นักลงทุนบางรายอาจยอมรับความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนได้ในระดับต่ำเพียง 10-20%ในขณะที่นักลงทุนบางรายอาจยอมรับความเสี่ยงได้สูงถึง 50%ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกลงทุนในรูปแบบใดก็ตาม ผู้ลงทุนจึงจำเป็นจะต้องสำรวจตนเองก่อนว่าเป็นนักลงทุนแบบใด
โดยธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ให้ข้อมูลไว้ว่าความเสี่ยงของการลงทุนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1.ความเสี่ยงที่เป็นระบบ คือ ความเสี่ยงที่ทำให้ราคาของสินทรัพย์ที่ลงทุนมีการเปลี่ยนแปลง จึงมีผลกระทบต่อผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าว เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนไม่สามารถควบคุมได้และมีผลต่อสินทรัพย์ลงทุนทุกประเภท อาทิ การเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจ, การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย, การเปลี่ยนแปลงของภาวะตลาดหุ้น เป็นต้น
2.ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ คือ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากภายในของสินทรัพย์ลงทุนนั้นที่อาจส่งผลให้ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ แต่เป็นความเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้จากการปรับการลงทุน เนื่องจากเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเฉพาะเจาะจง อาทิ ความเสี่ยงทางธุรกิจ, ความเสี่ยงทางการเงินเป็นต้น
แม้ว่าการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง จะทำให้ผู้ลงทุนสามารถคาดหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามไปด้วย แต่สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงคือโอกาสที่จะพบกับการขาดทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในรูปแบบใดก็ตาม ผู้ลงทุนจำเป็นต้องมีการบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นการจำกัดความเสี่ยงหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด
โดย SET Investnow ได้แนะนำเทคนิคบริหารความเสี่ยงง่าย ๆ ที่จะทำให้การลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้ ดังนี้
1.รู้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
โดยการจะรู้ได้ว่าตนเองเป็นนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ในระดับใด ให้เริ่มจากการลองถามตัวเองทีละข้อ ดังนี้
สามารถยอมรับความเสี่ยงได้ถึงระดับไหน?
ถ้าไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ต้องการจะมีผลกระทบทางการเงินอย่างไร?
สามารถจัดการกับอารมณ์และพอร์ตการลงทุนของตัวเองได้ดีแค่ไหน เมื่อตลาดมีการเปลี่ยนแปลง?
ถ้าต้องสูญเสียเงินต้นไปบางส่วนหรือทั้งหมด จะเดือดร้อนหรือไม่? เพียงใด?
มีเงินสำรองไว้ใช้เพียงพอหรือไม่?
ถ้าลงทุนไปแล้วจะวิตกกังวลจนกินไม่ได้ นอนไม่หลับหรือไม่?
ทั้งนี้ การรู้ระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้จะช่วยให้รู้ว่าเราเป็นนักลงทุนประเภทไหน และเหมาะกับการลงทุนในสินทรัพย์แบบใด เช่น ไม่ค่อยชอบความเสี่ยง ควรเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่หากชอบเสี่ยงเป็นชีวิตจิตใจ ก็สามารถเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ๆ ได้ เป็นต้น
2.กระจายการลงทุน
การกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลากหลายประเภท ช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ เนื่องจากการลงทุนแต่ละประเภทมีผลตอบแทนและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เช่น บางเวลาการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทหนึ่งอาจมีกำไร แต่การลงทุนในสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งอาจขาดทุน ดังนั้น การกระจายการลงทุนจึงช่วยลดความผันผวนหรือความเสี่ยงระหว่างทางที่ลงทุนได้ ซึ่งจะช่วยให้การลงทุนมีกำไรที่มากขึ้น หรืออาจช่วยลดการขาดทุนให้น้อยลงได้นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเพียงเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่หากผู้ลงทุนนำมาปรับใช้กับการลงทุนของตนเองอย่างเหมาะสม ก็อาจเป็นตัวช่วยในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้ไม่มากก็น้อย