โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

5 ประเด็นที่ต้องจับตา “เศรษฐกิจยุโรป” จะเป็นอย่างไร เมื่อความไม่แน่นอนมาเยือนในปี 2568

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 ธ.ค. 2567 เวลา 16.57 น. • เผยแพร่ 19 ธ.ค. 2567 เวลา 04.00 น.

5 ประเด็นที่ต้องจับตา "เศรษฐกิจยุโรป" จะเป็นอย่างไร เมื่อความไม่แน่นอนมาเยือนในปี 2568 ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่ายังมีแสงสว่างบางประการที่น่าสนใจ

วันที่ 18 ธันวาคม 2567 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมือง ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และคำเตือนเกี่ยวกับการไม่สามารถเติบโตได้ตามศักยภาพ "เศรษฐกิจยุโรป" ต้องเผชิญกับปีที่ยากลำบาก อย่างไรก็ตามท่ามกลางแนวโน้มที่ย่ำแย่ นักวิเคราะห์กล่าวว่าอาจมีจุดสว่างบางประการที่ต้องจับตามองในปี 2568

คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวว่าความเสี่ยงต่อการเติบโตยังคงเอียงไปทางด้านลบ คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจยุโรปจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเร็วๆ นี้ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วธนาคารกลางยุโรปได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตในปี 2568 ลงเหลือ 1.1%

พร้อมทั้งคาดว่า GDP เศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัว 0.8% ในปี 2567 ซึ่งถือว่าดีขึ้นจากอัตราการเติบโตประจำปี 2566 ที่ 0.4% แต่ยังห่างไกลจาก 3.4% ของปี 2565 เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เจ้าหน้าที่สหรัฐคาดว่า GDP จะเติบโต 2.7% ในปีนี้

อัตราเงินเฟ้อของโซนยูโรก็เป็นที่สนใจเช่นกัน หลังจากร่วงลงต่ำกว่าเป้าหมายของ ECB ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเหลือ 1.8% แต่กลับพุ่งขึ้นเหนือเป้าหมาย 2% อีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่นักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์พยายามถอดรหัสว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับภูมิภาคนี้ในอนาคต

5 สิ่งสำคัญที่จับตามองในปี 2568 ดังนี้

1. นโยบายการเงิน

ผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรปประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 4 และครั้งสุดท้ายของปี 2567 ตลาดกำลังคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง 0.25% เมื่อคณะกรรมการกำกับดูแลของธนาคารกลางยุโรปตัดสินใจด้านนโยบายครั้งแรกในปี 2568 ตามข้อมูลสวอปดัชนีข้ามคืน

สำหรับ Kallum Pickering หัวหน้าทีมเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเพื่อการลงทุน Peel Hunt ระบุว่ายังไม่มากพอ ตรรกะเศรษฐศาสตร์สนับสนุนการเคลื่อนไหวแบบ 0.50% แต่ผมไม่คิดว่าจะเคลื่อนไหวแบบนั้น”

พร้อมเสริมว่า พบว่าน้ำเสียงของ ECB ค่อนข้างเข้มงวดเกินไป โดยอธิบายว่าปัญหาเศรษฐกิจของยุโรปได้เปลี่ยนไปจากปัญหาภาวะการผลิตตึงตัว ไปเป็นปัญหาทางด้านดีมานด์ ซึ่งทำให้มีข้อสงสัยว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูงในอีก 6 เดือนข้างหน้าหรือไม่

ข้อมูลสวอปดัชนีแสดงให้เห็นว่า ักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยของ ECB ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 3% จะลดลงเหลือ 2% ในช่วงกลางปี 2568 โดยบางรายคาดว่าจะมีการปรับลดเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปี โดยนักวิเคราะห์จาก Bank of America ประกาศว่าปี 2568 จะเป็นปีที่อัตราดอกเบี้ยตามนโยบายของ ECB จะลดลงต่ำกว่า 2%

2.วิกฤตความเชื่อมั่น

ผู้บริโภคที่ระมัดระวัง เป็นหนึ่งในอุปสรรคมากมายที่ยุโรปต้องเผชิญในปี 2567 จากการประมาณการในเดือนพฤศจิกายน คณะกรรมาธิการยุโรปพบว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเขตยูโรลดลง 1.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี ในขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นคะแนนความเชื่อมั่นที่ได้มาจากการสำรวจธุรกิจและผู้บริโภค แม้ว่าจะทรงตัว แต่ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาวตลอดทั้งปี และปัจจุบันต่ำกว่าระดับที่สิ้นสุดในปี 2566 เล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม Sylvain Broyer หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ EMEA ของ S&P Global Ratings กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินในยุโรปอาจช่วยส่งเสริมระดับความเชื่อมั่นที่ล่าช้าได้

“นโยบายการคลังมีข้อจำกัดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หากเพิ่มนโยบายการเงินที่มีข้อจำกัดเข้าไปด้วย นโยบายทั้งสองขาของการผสมผสานนโยบายในยุโรปก็มีข้อจำกัดเช่นกัน”

3. Peripheral outperformance

คริส วัตลิง ซีอีโอและหัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Longview Economics เน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่างเศรษฐกิจของยุโรป โดยประเทศต่างๆ ในยุโรปบางประเทศเตรียมที่จะเห็นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของตนดีขึ้น เมื่อมองในมุม 2-3 ปีข้างหน้า ยุโรปจะมีช่วงเวลาดีๆ บ้าง คิดว่ายุโรปตอนใต้จะน่าตื่นเต้นมาก เพราะเป็นการกลับมาของ PIIGS หมายถึง โปรตุเกส อิตาลี ไอร์แลนด์ กรีซ และสเปน

ซึ่งในอดีต ประเทศเหล่านี้ถือว่ามีความเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและวิกฤต คณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่า GDP ของประเทศจะขยายตัว 3% ในปี 2567 และ 2.3% ในปี 2568 ขณะที่ OECD คาดว่าสเปนจะมีการเติบโตสูงเป็นอันดับสามในบรรดาประเทศ OECD ทั้งหมดในปีนี้ ในขณะเดียวกันคาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของกรีกจะอยู่ที่ 2.1% ในปี 2567 และ 2.3% ในปี 2568

ทัศนคติเชิงบวกของ Watling เกี่ยวกับประเทศเหล่านี้เกิดขึ้นถึงแม้จะมีคำเตือนว่าตลาดการเงินของยุโรปอาจดิ้นรนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ก็ตาม

4. ภาษีศุลกากร

แม้ว่าอาจจะมีข่าวดีสำหรับยุโรปอยู่บ้างในอนาคต แต่การที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นครั้งที่ 2 และภาษีศุลกากรที่ตามมาก็อาจสร้างอุปสรรคใหม่ๆ โดยการคุกคามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั้งหมด 10-20% ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทั่วทั้งบริษัทต่างๆ ในยุโรปและนำไปสู่คำถามว่าภูมิภาคนี้จะตอบสนองอย่างไร

ในรายงาน European Road Ahead ของบริษัท Citi ระบุว่าภาษีนำเข้า 10% อาจทำให้ GDP ของสหภาพยุโรปลดลง 0.3% ภายในปี 2569 ขณะเดียวกันสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนครั้งใหม่นี้อาจทำให้ความเสียหายในประเทศที่ได้รับผลกระทบ เช่น เยอรมนี เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

“เราคิดว่าการตอบโต้ในลักษณะเดียวกันนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้ภาวะเงินฝืดรุนแรงขึ้น แต่การแยกตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกจะส่งผลกระทบต่อยุโรปซึ่งพึ่งพาการค้าในระยะยาว”

เจเน็ต มุย หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ตลาดของบริษัทจัดการความมั่งคั่ง RBC Brewin Dolphin กล่าวว่าภาษีศุลกากรมีแนวโน้มที่จะถูกใช้เป็นเครื่องต่อรองโดยรัฐบาลสหรัฐที่กำลังเข้ามาใหม่ โดยมองว่าภาษีศุลกากรเป็นภัยคุกคามสำคัญแน่นอน แต่การที่ทรัมป์ไม่ทำตามคำขู่อย่างเต็มที่นั้นก็ถือเป็นการสันนิษฐานที่สมเหตุสมผล

5. ความไม่มั่นคงทางการเมือง

นอกจากนี้ยุโรปยังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในพรมแดนของตน โดยสองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค ได้แก่ ฝรั่งเศสและเยอรมนี กำลังอยู่ในภาวะวุ่นวายทางการเมือง อดีตนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส มิเชล บาร์เนียร์ ถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกแทนที่เมื่อต้นเดือนนี้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี โอลาฟ โชลซ์ แพ้การลงมติไม่ไว้วางใจ ทำให้มีการเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2568

David Roche นักวางแผนกลยุทธ์จาก Quantum Strategy กล่าวเมื่อต้นเดือนธันวาคมว่า “แกนกลางของยุโรปดูย่ำแย่ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง และคิดว่าตลาดก็จะสะท้อนสิ่งนั้นในที่สุด”

Maximilian Uleer หัวหน้าฝ่ายหุ้นยุโรปและกลยุทธ์สินทรัพย์ข้ามกลุ่มของ Deutsche Bank กล่าวว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองในเยอรมนีอาจกระตุ้นให้เศรษฐกิจของประเทศที่กำลังถดถอยพลิกกลับได้ เยอรมนีมีชื่อเสียงในเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง โดยมีเหตุการณ์ที่รัฐบาลผสมแตกแยกเพียงสองครั้งเท่านั้นในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทั้งสองครั้ง เยอรมนีเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ดำเนินการปฏิรูป และกลับมาแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง อย่าประเมินความสามารถในการเปลี่ยนแปลงของเยอรมนีต่ำเกินไป

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจยุโรป ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...