5 ประเด็นที่ต้องจับตา “เศรษฐกิจยุโรป” จะเป็นอย่างไร เมื่อความไม่แน่นอนมาเยือนในปี 2568
5 ประเด็นที่ต้องจับตา "เศรษฐกิจยุโรป" จะเป็นอย่างไร เมื่อความไม่แน่นอนมาเยือนในปี 2568 ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่ายังมีแสงสว่างบางประการที่น่าสนใจ
วันที่ 18 ธันวาคม 2567 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมือง ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และคำเตือนเกี่ยวกับการไม่สามารถเติบโตได้ตามศักยภาพ "เศรษฐกิจยุโรป" ต้องเผชิญกับปีที่ยากลำบาก อย่างไรก็ตามท่ามกลางแนวโน้มที่ย่ำแย่ นักวิเคราะห์กล่าวว่าอาจมีจุดสว่างบางประการที่ต้องจับตามองในปี 2568
คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวว่าความเสี่ยงต่อการเติบโตยังคงเอียงไปทางด้านลบ คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจยุโรปจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเร็วๆ นี้ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วธนาคารกลางยุโรปได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตในปี 2568 ลงเหลือ 1.1%
พร้อมทั้งคาดว่า GDP เศรษฐกิจยุโรปจะขยายตัว 0.8% ในปี 2567 ซึ่งถือว่าดีขึ้นจากอัตราการเติบโตประจำปี 2566 ที่ 0.4% แต่ยังห่างไกลจาก 3.4% ของปี 2565 เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เจ้าหน้าที่สหรัฐคาดว่า GDP จะเติบโต 2.7% ในปีนี้
อัตราเงินเฟ้อของโซนยูโรก็เป็นที่สนใจเช่นกัน หลังจากร่วงลงต่ำกว่าเป้าหมายของ ECB ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเหลือ 1.8% แต่กลับพุ่งขึ้นเหนือเป้าหมาย 2% อีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่นักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์พยายามถอดรหัสว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับภูมิภาคนี้ในอนาคต
5 สิ่งสำคัญที่จับตามองในปี 2568 ดังนี้
1. นโยบายการเงิน
ผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรปประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 4 และครั้งสุดท้ายของปี 2567 ตลาดกำลังคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง 0.25% เมื่อคณะกรรมการกำกับดูแลของธนาคารกลางยุโรปตัดสินใจด้านนโยบายครั้งแรกในปี 2568 ตามข้อมูลสวอปดัชนีข้ามคืน
สำหรับ Kallum Pickering หัวหน้าทีมเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเพื่อการลงทุน Peel Hunt ระบุว่ายังไม่มากพอ ตรรกะเศรษฐศาสตร์สนับสนุนการเคลื่อนไหวแบบ 0.50% แต่ผมไม่คิดว่าจะเคลื่อนไหวแบบนั้น”
พร้อมเสริมว่า พบว่าน้ำเสียงของ ECB ค่อนข้างเข้มงวดเกินไป โดยอธิบายว่าปัญหาเศรษฐกิจของยุโรปได้เปลี่ยนไปจากปัญหาภาวะการผลิตตึงตัว ไปเป็นปัญหาทางด้านดีมานด์ ซึ่งทำให้มีข้อสงสัยว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูงในอีก 6 เดือนข้างหน้าหรือไม่
ข้อมูลสวอปดัชนีแสดงให้เห็นว่า ักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดหวังว่าอัตราดอกเบี้ยของ ECB ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 3% จะลดลงเหลือ 2% ในช่วงกลางปี 2568 โดยบางรายคาดว่าจะมีการปรับลดเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปี โดยนักวิเคราะห์จาก Bank of America ประกาศว่าปี 2568 จะเป็นปีที่อัตราดอกเบี้ยตามนโยบายของ ECB จะลดลงต่ำกว่า 2%
2.วิกฤตความเชื่อมั่น
ผู้บริโภคที่ระมัดระวัง เป็นหนึ่งในอุปสรรคมากมายที่ยุโรปต้องเผชิญในปี 2567 จากการประมาณการในเดือนพฤศจิกายน คณะกรรมาธิการยุโรปพบว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเขตยูโรลดลง 1.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี ในขณะเดียวกันดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ของคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นคะแนนความเชื่อมั่นที่ได้มาจากการสำรวจธุรกิจและผู้บริโภค แม้ว่าจะทรงตัว แต่ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาวตลอดทั้งปี และปัจจุบันต่ำกว่าระดับที่สิ้นสุดในปี 2566 เล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม Sylvain Broyer หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ EMEA ของ S&P Global Ratings กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินในยุโรปอาจช่วยส่งเสริมระดับความเชื่อมั่นที่ล่าช้าได้
“นโยบายการคลังมีข้อจำกัดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หากเพิ่มนโยบายการเงินที่มีข้อจำกัดเข้าไปด้วย นโยบายทั้งสองขาของการผสมผสานนโยบายในยุโรปก็มีข้อจำกัดเช่นกัน”
3. Peripheral outperformance
คริส วัตลิง ซีอีโอและหัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Longview Economics เน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่างเศรษฐกิจของยุโรป โดยประเทศต่างๆ ในยุโรปบางประเทศเตรียมที่จะเห็นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของตนดีขึ้น เมื่อมองในมุม 2-3 ปีข้างหน้า ยุโรปจะมีช่วงเวลาดีๆ บ้าง คิดว่ายุโรปตอนใต้จะน่าตื่นเต้นมาก เพราะเป็นการกลับมาของ PIIGS หมายถึง โปรตุเกส อิตาลี ไอร์แลนด์ กรีซ และสเปน
ซึ่งในอดีต ประเทศเหล่านี้ถือว่ามีความเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและวิกฤต คณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่า GDP ของประเทศจะขยายตัว 3% ในปี 2567 และ 2.3% ในปี 2568 ขณะที่ OECD คาดว่าสเปนจะมีการเติบโตสูงเป็นอันดับสามในบรรดาประเทศ OECD ทั้งหมดในปีนี้ ในขณะเดียวกันคาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของกรีกจะอยู่ที่ 2.1% ในปี 2567 และ 2.3% ในปี 2568
ทัศนคติเชิงบวกของ Watling เกี่ยวกับประเทศเหล่านี้เกิดขึ้นถึงแม้จะมีคำเตือนว่าตลาดการเงินของยุโรปอาจดิ้นรนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ก็ตาม
4. ภาษีศุลกากร
แม้ว่าอาจจะมีข่าวดีสำหรับยุโรปอยู่บ้างในอนาคต แต่การที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นครั้งที่ 2 และภาษีศุลกากรที่ตามมาก็อาจสร้างอุปสรรคใหม่ๆ โดยการคุกคามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั้งหมด 10-20% ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทั่วทั้งบริษัทต่างๆ ในยุโรปและนำไปสู่คำถามว่าภูมิภาคนี้จะตอบสนองอย่างไร
ในรายงาน European Road Ahead ของบริษัท Citi ระบุว่าภาษีนำเข้า 10% อาจทำให้ GDP ของสหภาพยุโรปลดลง 0.3% ภายในปี 2569 ขณะเดียวกันสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนครั้งใหม่นี้อาจทำให้ความเสียหายในประเทศที่ได้รับผลกระทบ เช่น เยอรมนี เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
“เราคิดว่าการตอบโต้ในลักษณะเดียวกันนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้ภาวะเงินฝืดรุนแรงขึ้น แต่การแยกตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกจะส่งผลกระทบต่อยุโรปซึ่งพึ่งพาการค้าในระยะยาว”
เจเน็ต มุย หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ตลาดของบริษัทจัดการความมั่งคั่ง RBC Brewin Dolphin กล่าวว่าภาษีศุลกากรมีแนวโน้มที่จะถูกใช้เป็นเครื่องต่อรองโดยรัฐบาลสหรัฐที่กำลังเข้ามาใหม่ โดยมองว่าภาษีศุลกากรเป็นภัยคุกคามสำคัญแน่นอน แต่การที่ทรัมป์ไม่ทำตามคำขู่อย่างเต็มที่นั้นก็ถือเป็นการสันนิษฐานที่สมเหตุสมผล
5. ความไม่มั่นคงทางการเมือง
นอกจากนี้ยุโรปยังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในพรมแดนของตน โดยสองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค ได้แก่ ฝรั่งเศสและเยอรมนี กำลังอยู่ในภาวะวุ่นวายทางการเมือง อดีตนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส มิเชล บาร์เนียร์ ถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกแทนที่เมื่อต้นเดือนนี้ ขณะที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี โอลาฟ โชลซ์ แพ้การลงมติไม่ไว้วางใจ ทำให้มีการเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2568
David Roche นักวางแผนกลยุทธ์จาก Quantum Strategy กล่าวเมื่อต้นเดือนธันวาคมว่า “แกนกลางของยุโรปดูย่ำแย่ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง และคิดว่าตลาดก็จะสะท้อนสิ่งนั้นในที่สุด”
Maximilian Uleer หัวหน้าฝ่ายหุ้นยุโรปและกลยุทธ์สินทรัพย์ข้ามกลุ่มของ Deutsche Bank กล่าวว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองในเยอรมนีอาจกระตุ้นให้เศรษฐกิจของประเทศที่กำลังถดถอยพลิกกลับได้ เยอรมนีมีชื่อเสียงในเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง โดยมีเหตุการณ์ที่รัฐบาลผสมแตกแยกเพียงสองครั้งเท่านั้นในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทั้งสองครั้ง เยอรมนีเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย ดำเนินการปฏิรูป และกลับมาแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง อย่าประเมินความสามารถในการเปลี่ยนแปลงของเยอรมนีต่ำเกินไป
อ้างอิง : cnbc.com