สภากทม.ไฟเขียวแก้สัตว์จร ส.ก.ลาดกระบัง ลุกโวยปมรถรับหมาแมวพัง-ลูกดอกยาสลบไม่มี
สภา กทม. ไฟเขียวแก้สัตว์จร ส.ก.ลาดกระบัง ลุกโวยปมรถ-ลูกดอก จี้ กทม.รับเป็นเจ้าภาพ
เมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 2 ครั้งที่ 4 ประจำปีพุทธศักราช 2566 โดยมี นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ส.ก.เขตมีนบุรี พรรคเพื่อไทย นั่งเป็นประธานสภา กทม. พร้อมด้วยฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร มีผู้เข้าร่วม ได้แก่ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานครทั้งคณะ ทีมที่ปรึกษาฯ ตลอดจนเลขานุการผู้ว่าฯกทม. ร่วมประชุม
นายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาสัตว์จรจัดในกรุงเทพมหานคร นำคณะกรรมการวิสามัญฯ รายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการวิสามัญฯ
น.ส.นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ ส.ก.เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการวิสามัญฯ กล่าวถึงรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการวิสามัญฯ ว่า คณะกรรม การวิสามัญได้ศึกษาปัญหาสัตว์จรจัดในกรงเทพมหานครจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ใสการแก้ไขปัญหาทั้งภาคราชการและเอกชนที่ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการวิสามัญฯ คือ ปศุสัตว์กรุงเทพมหานคร กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย (ซอยด็อก) รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีแนวทางแก้ไขปัญหาโดยเน้นการนำไปใช้ปฏิบัติจริงมากกว่าการจัดทำรายงานให้ความรู้ทางวิชาการ
สำหรับประเด็นที่รายงานในครั้งนี้ อาทิ การป้องกันโรคและควบคุมจำนวนสุนัขและแมว โดยการฉัดวัคซีนป้องกันโรคและทำหมัน สามารถดำเนินการได้ทั้งในสถานที่และนอกสถานที่ ซึ่งการออกหน่วยลงพื้นที่ควรทำในพื้นที่หนึ่งให้เห็นผลแล้วย้ายพื้นที่ไป จะได้ผลมากกว่าการกระจายลงพื้นที่ โดยต้องมีการทำหมันสัตว์จรมากกว่า 80% ขึ้นไป และควรให้บริการทั้งสุนัขที่มีเจ้าของ และสุนัขจรจัด และเมื่อทำหมัน ฉีดวัคซีนให้สุนัขจรจัดแล้วควรนำไปปล่อยที่จุดเดิมพร้อมกับทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ในการอยู่ร่วมกันกับสุนัข เพราะหากนำสุนัขไปยังศูนย์พักพิงดูแลสุนัขจะทำให้การดูแลทำได้ยาก จึงต้องสร้างสมดุลในการอยู่ร่วมกัน
ทั้งนี้ ในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการของสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย เนื่องจากมีบุคลากรน้อยไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ จึงเสนอให้มีการงานกับเครือข่ายต่างๆ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) และอาสาสมัครเทคโนโลยี (อสท.) สำรวจสุนัขแมวจรจัดในชุมชน การจ้างสัตวแพทย์นอกเวลา เพื่อช่วยทำหมันด้วย รวมถึงการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เป็นปัจจุบันและกำหนดมาตรการบังคับใช้ เพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการลงพื้นที่ทำหมันสัตว์
ทั้งนี้ คณะกรรมการวิสามัญฯได้เสนอรวมข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ พ.ศ.2545 และข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสุนัข พ.ศ.2548 โดยเสนอร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการเลี้ยงสัตว์หรือปล่อยสัตว์ พ.ศ. … เพื่อให้สภา กทม.ได้พิจารณาต่อไป
นายนภาพลกล่าวว่า ขอขอบคุณคณะกรรมการวิสามัญทุกท่านที่ได้ร่วมกันศึกษา และกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาสัตว์จรจัด จากการพูดคุยกับภาคีเครือข่ายหลายองค์กรพบว่ามีการการดำเนินการหลายอย่างไปแล้ว อาทิ การปรับรูปแบบการทำงานของสำนักอนามัยให้เป็นแบบซอยด็อก จะสามารถลดจำนวนสัตว์จรจัดได้ ประกอบกับข้อบัญญัติในอนาคตที่จะออก จะสามารถสอดรับกันเพื่อแก้ปัญหาสัตว์จรจัดและเห็นผลได้อย่างชัดเจนในอีก 2-3 ปี ต่อไป
ด้าน นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา ส.ก.เขตลาดกระบัง กล่าวว่า ตามประสบการณ์ที่พบสุนัขจรจัดได้รับการ ประสานสำนักอนามัยพบว่ารถที่จะไปรับสัตว์เสียใช้งานไม่ได้ และลูกดอกที่จะใช้เป่ายาสลบไม่มี ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ และจากการติดต่อสมาคมผู้พิทักษ์สัตว์ไทยจึงได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งประชาชนมักไม่ทราบขั้นตอนส่วนใหญ่จะติดต่อผ่านเขต ทำให้สัตว์ที่ถูกทารุณจะตาย
“ถึงเวลาแล้วที่ กทม.จะเป็นเจ้าภาพหลักในการรักษาสัตว์จรจัดที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเป็นรูปธรรม และประสานช่วยเหลือส่งต่อไปยังกรมปศุสัตว์ นอกจากนี้ ยังพบมีผู้อาศัยช่องทางนี้ในการหาผลประโยชน์กับประชาชน กทม.จึงควรเปิดช่องทางสื่อสารเป็นเบอร์สายด่วน หรือไลน์ด่วนที่ประสานงานระหว่าง กทม.กับกรมปศุสัตว์โดยตรง”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับญัตติดังกล่าว และจะส่งให้ฝ่ายบริหารดำเนินการต่อไป