โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สรุปดราม่า “ไข่ต้ม” เราให้เด็กๆ เรียนอะไรกันอยู่

sanook.com

เผยแพร่ 24 เม.ย. 2566 เวลา 06.04 น. • Sanook
Sanook สรุปดราม่า

Highlight

  • เฟสบุ๊กแฟนเพจ “มาดามแคชเมียร์” ได้โพสต์ภาพหนังสือ “ภาษาไทยพาที” หนังสือเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้น ป.5 ที่เนื้อหาบางส่วน โดยเฉพาะการบรรยายการกินของเด็กที่มีอาหารเป็นผัดผักบุ้งและไข่ต้มครึ่งซีก ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาวเน็ตจำนวนมาก
  • ไข่ต้มครึ่งซีกมีโปรตีนเพียง 1.7 กรัม และเด็กน้ำหนัก 1 กก. จำเป็นต้องกินโปรตีน 1 กรัม/วัน
  • เนื้อหาดังล่าวในหนังสือเรียน ทำให้นักการเมืองและอินฟลูเอนเซอร์ในโลกออนไลน์มากมาย ออกมาร่วมแสดงความคิดเห็น ทั้งวิโรจน์ ลักขณาอดิศร, ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ และแพร์รี่ - ไพรวัลย์ วรรณบุตร
  • สพฐ. ได้ออกมาชี้แจงในประเด็นดังกล่าว ระบุว่าเนื้อหาดังกล่าวมีเจตนาที่จะสอนให้เด็กเรียนรู้ว่าความสุขของชีวิตอยู่ที่ใจ ไม่ใช่อยู่ที่วัตถุสิ่งของ เมื่อคิดดี ทำดี ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ทำให้ผู้อื่นมีความสุข จิตใจก็จะมีความสุขไปด้วย
  • นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของแบบเรียนภาษาไทยพาทีที่มีดราม่า แต่ในปี 2563 ก็มีดราม่าร้อนในโลกโซเชียล ที่ชาวเน็ตพร้อมใจกันติด #Saveเกี้ยว หลังจากโลกออนไลน์มีการแชร์บทเรียนจากหนังสือเรียนภาษาไทย ภาษาพาที ของนักเรียนชั้น ป.6 บทที่ 14 เรื่อง “เสียแล้วไม่กลับคืน”

"ความสุขอยู่ที่ใจนี่เอง ไม่ได้อยู่ที่วัตถุสิ่งของ เมื่อเราคิดดี ทำดี ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ทำให้ผู้อื่นมีความสุข ใจเราก็สุขตาม”

นี่คือข้อความส่วนหนึ่งจากหนังสือ “ภาษาไทยพาที” หนังสือวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่กลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนสนั่นโซเชียลมีเดีย ในช่วง 2 - 3 วันที่ผ่านมา ชาวเน็ตต่างร่วมตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาที่ปรากฏอยู่่ในหนังสือเรียนดังกล่าว ตั้งแต่ประเด็นเรื่องการใช้ชีวิตแบบพอเพียง ที่ต้องกินข้าวราดผัดผักบุ้ง ไข่ต้มครึ่งซีกเหยาะน้ำปลา เกิดเป็นข้อสงสัยว่าเด็ก ๆ อาจไม่ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ไปจนถึงประเด็นเรื่องการโรแมนติไซส์ความยากจน (Romanticizing the poverty) ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่คนดังมากมายต่างกระโดดเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น

สำหรับใครที่อาจจะตามดราม่าดังกล่าวไม่ทัน หรือหยุดเสพโซเชียลช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Sanook ก็ขอสรุปประเด็นดราม่า “ไข่ต้ม” ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในโซเชียลมาฝากทุกคน

จุดเริ่มต้นดราม่า “ไข่ต้ม”

กลายเป็นประเด็นดราม่าขึ้นมาทันที เมื่อเฟสบุ๊กแฟนเพจ “มาดามแคชเมียร์” ได้โพสต์ภาพหนังสือ “ภาษาไทยพาที” หนังสือเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้น ป.5 ที่มีเนื้อหากล่าวถึง “เด็กหญิงใยบัว” เด็กที่บ้านมีฐานะร่ำรวย ซึ่งไม่พอใจที่พ่อแม่ไม่ยอมซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้กับเธอ ได้มากินข้าวที่บ้านเด็กกำพร้าของ “เด็กหญิงข้าวปุ้น” และมีโอกาสได้เรียนรู้ชีวิตที่แตกต่างกับเธอ โดยข้อความบางตอนของหนังสือที่กำลังเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ คือการบรรยายการกินของเด็กในบ้านของข้าวปุ้น ที่มีอาหารเป็นผัดผักบุ้งและไข่ต้มครึ่งซีก แต่ถึงแม้จะมีอาหารเพียงน้อยนิด แต่บ้านของข้าวปุ้นก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ จนใบบัวน้ำตาคลอ และตระหนักได้ว่า

“คุณค่าของชีวิตอยู่ที่ไหน บ้านของข้าวปุ้นอยู่กินอย่างพอเพียง ขาดเครื่องอำนวยความสะดวกหลายอย่าง แต่ทำไมทุกคนมีความสุข ความสุขอยู่ที่ใจนี่เอง ไม่ได้อยู่ที่วัตถุสิ่งของ…”

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีเสียงสะท้อนจากชาวเน็ตมากมาย คนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อเนื้อหาในหนังสือเรียนของเด็กนักเรียน ซึ่งส่วนใหญ่ต่างหยิบยกประเด็นเรื่องการกินอาหารของเด็ก ที่ไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการที่เด็กควรได้รับ ทั้งตั้งคำถามกับการปลูกฝังทัศนคติเรื่องความพอเพียง รวมไปถึงเรื่องการมองความจนเป็นเรื่องโรแมนติก

ไข่ต้มครึ่งซีกมีโปรตีน 1.7 กรัม

ไม่ใช่แค่ชาวเน็ตเท่านั้นที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาดังกล่าวของแบบเรียน แต่นักวิชาการต่างก็พร้อมใจกันมาร่วมแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ โดยเฟสบุ๊กแฟนเพจ “สำรวจโลก” โพสต์ข้อความระบุว่าไข่ต้มครึ่งซีกมีโปรตีนเพียง 1.7 กรัม แล้ว “เด็กน้ำหนัก 1 กก. ต้องกินโปรตีน 1 กรัม/วัน เด็กต้องกินไข่ต้มกี่ฟองถึงจะได้คุณค่าทางอาหารเพียงพอ” เช่นเดียวกับ นพ.จิรรุจน์ ชมเชย กุมารแพทย์ของโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ที่แสดงความกังวลต่ออนาคตของชาติที่ต้องอยู่ใต้การกำหนดทิศทางการศึกษาจาก “คนบางกลุ่ม” ที่ยังล้าหลัง พร้อมชี้ว่า

“สิ่งสำคัญในอาหารที่เด็กควรได้ ไม่ใช่เรื่องของ “พลังงาน” หรือแค่อิ่มท้องอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญนั่นคือ “โปรตีน” ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของสมอง กล้ามเนื้อ และการทำงานของเอนไซม์ในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย”

นักการเมืองร่วมแสดงความคิดเห็น

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร จากพรรคก้าวไกล ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นว่า “ไม่เห็นด้วยอย่างมาก” กับเนื้อหาที่ปรากฏ เนื่องจากการปล่อยให้เด็กกินข้าวกับผัดผักบุ้งและไข่ต้มหนึ่งซีกไม่เพียงพอต่อการเสริมสร้างพัฒนาการให้กับเด็ก ไม่เพียงเท่านั้น เนื้อหาดังกล่าวยังสอนให้เด็ก “จำนนต่อโชคชะตายอมรับสภาพกับการกิจเข้าเปล่าราดน้ำปลาบี้ไข่ หรือข้าวเปล่าคลุกกับน้ำผัดผักบุ้ง” พร้อมระบุว่าไทยควรลดงบประมาณในการจัดซื้ออาวุธที่ไม่จำเป็นและแพงเกินจริง เพื่อนำมาจัดสรรเป็นสวัสดิการให้กับเด็ก ๆ

ก่อนจะกลายเป็นดราม่าร้อนยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะลูกชายกินข้าวกับไข่ต้ม พร้อมแคปชั่น “ไข่ต้ม ลูกชาย ชอบกิน อร่อย ดี มีประโยชน์ ครับ” และ #Saveไข่ต้ม

คนดังและอินฟลูขอร่วมด้วย

หลังจากชัยวุฒิโพสต์คลิปดังกล่าว ก็ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นไปอีก ชาวเน็ต คนดัง และอินฟลูเอนเซอร์ต่างก็แสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้เพิ่มมากขึ้ โดยสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก. ลายจุด ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “อย่าดูแค่วันนี้เขาให้ลูกกินอะไร แต่จงดูว่าในทุกวันเขาให้อะไรแก่ลูกของเขากิน และเที่ยวสอนคนอื่นว่าอย่างไร”

ขณะที่เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ว่า “ก่อนจะสอนคนอื่นให้พอเพียง ด้วยการกินไข่ต้ม ควรสอนลูกหลานให้ปอกเปลือกไข่เป็นก่อน”

ด้านแพร์รี่ - ไพรวัลย์ วรรณบุตร ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้เช่นเดียวกัน โดยโพสต์ข้อความในเฟสบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “ดิฉันเคยโตมาด้วยการกินไข่ต้ม 1 ลูกแบ่งกัน 3 คน ดิฉันจึงอยากบอกว่าการกินหลากหลายจำเป็นมากค่ะ และการขาดสารอาหารตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่เรื่องโรแมนติกเลย จบ” ซึ่งก็ยิ่งทำให้กลายเป็นดราม่าร้อนขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ ยังมีเฟสบุ๊กแฟนเพจอื่น ๆ ที่ร่วมโพสต์แสดงความคิดเห็น หรือรูปภาพ “มีม” ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดราม่าร้อนดังกล่าว พร้อมมีชาวเน็ตมาร่วมแสดงความคิดเห็นและแชร์โพสต์กันอย่างล้นหลาม

คำชี้แจงจาก สพฐ.

เมื่อกระแสดราม่าเดือดเรื่องไข่ต้มกระจายเป็นวงกว้าง อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้ออกมาชี้แจงในประเด็นดังกล่าว ระบุว่าจัดทำขึ้นเพื่อใช้ฝึกทักษะและสร้างนิสัยรักการอ่าน เน้นทักษะการอ่าน เขียน ฟัง ดู พูดเรื่องที่น่าสนใจ ผสานความเข้าใจลักษณะของภาษาไทย พร้อมปลูกฝังวัฒนธรรมทางภาษา ความเป็นไทย ความเป็นคนดีของสังคมไทยและสังคมโลก อย่างไรก็ตาม เนื้อหาและภาพที่เป็นประเด็นอยู่ในหนังสือภาษาไทย ภาษาพาที ชั้น ป.5 บทที่ 9 ชีวิตมีค่า มีเจตนาที่จะสอนให้เด็กเรียนรู้ว่าความสุขของชีวิตอยู่ที่ใจ ไม่ใช่อยู่ที่วัตถุสิ่งของ เมื่อคิดดี ทำดี ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ทำให้ผู้อื่นมีความสุข จิตใจก็จะมีความสุขไปด้วย ซึ่งประเด็นที่ปรากฎในโซเชียลมีเดียเป็นการใช้ตรรกะวิบัติที่นำเรื่องในชีวิตประจำวันมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่แต่งขึ้น ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ทั้งอาจทำให้เกิดการด้อยค่า ดูหมิ่น เกลียดชัง หรือความเข้าใจผิดต่อแบบเรียน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด (24 เมษายน 2566) เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวว่ามีการเตรียมให้คณะกรรมการสำนักวิชาการหารือกับผู้้เขียน แก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหา เพื่อการสื่อสารทำความเข้าใจให้ชัดเจนเรื่องโภชนาการอาหารใหม่ พร้อมจะมีการเติมข้อความย้ำว่า “เป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้น”

ไม่ใช่ครั้งแรกของดราม่า “หนังสือเรียน”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของแบบเรียนภาษาไทยพาทีที่มีดราม่า หากจำกันได้เมื่อปี 2563 ก็มีดราม่าร้อนในโลกโซเชียล ที่ชาวเน็ตพร้อมใจกันติด #Saveเกี้ยว ขึ้นมา ซึ่งดราม่าดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากโลกออนไลน์มีการแชร์บทเรียนจากหนังสือเรียนภาษาไทย ภาษาพาที ของนักเรียนชั้น ป.6 บทที่ 14 เรื่อง “เสียแล้วไม่กลับคืน” โดยเนื้อหาบางส่วนของบทเรียน ระบุว่า

“เกี้ยวใจแตกมาตั้งแต่ยังไม่มีคำนำหน้าว่านางสาว ตามีไว้ดูโทรทัศน์ ปากมีไว้กิน และพูดเรื่องไร้สาระ หูมีไว้แนบกับโทรศัพท์มือถือแทบไม่เคยห่าง ตอนกลางวัน เกี้ยวหนีโรงเรียนไปเที่ยวตามศูนย์การค้า กลางดึกก็หนีออกจากบ้านไปเที่ยวผับ…”

เนื้อหาดังกล่าวมุ่งสอนเรื่องรักนวลสงวนตัว ไม่ชิงสุกก่อนห่าม ทว่าหลายประโยคของบทเรียนก็ทำให้คนทั่วไปตั้งคำถามว่าเป็นการลดทอนคุณค่าของผู้หญิงหรือไม่ เช่นเดียวกันการปลูกฝังค่านิยมผู้หญิงต้องอยู่ในกรอบ ปฎิบัติตัวอยู่ในกรอบที่สังคมคาดหวัง ที่ทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ สิทธิมนุษยชน และความแตกต่างของคนในสังคม

ดราม่าในครั้งนั้นได้ก่อให้เกิดการรณรงค์เรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อ ปรับปรุงเนื้อหาในแบบเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กและสังคม มีความทันสมัย ทันเหตุการณ์ เช่นเดียวกับปลูกฝังทัศนคติที่ดีให้กับเด็ก อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าคำเรียกร้องของประชาชนจะยังไม่ได้รับการตอบสนองจากภาครัฐ เมื่อหนังสือเรียนในปี 2566 ก็ยังสะท้อนแนวคิดและค่านิยมบางอย่างที่อาจจะไม่สอดคล้องกับสังคมในปัจจุบันแล้ว

นี่อาจจะถึงเวลาที่ภาครัฐต้องเปิดหูและเปิดใจรับฟังเสียงของประชาชนอย่างจริงจัง เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขบทเรียน พร้อมตอบโจทย์ผู้เรียนและสังคมโลกที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...