การผลิตซ้ำวาทกรรมเลิกทาส สร้างภาพจำระบบทาสไท(ย)
ผู้เขียน : ปนัดดา ฤทธิมัต
เมื่อกล่าวถึงการเลิกทาสในสังคมไทย ก็มักจะระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มหาราชผู้ทรงปลดเปลื้องความทุกข์ยากของเหล่าทาสให้เป็นไท เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2448
ทั้งที่ความจริงแล้วพระองค์ทรงมีพระราชกรณียกิจที่ทำเพื่อพสกนิกร และเพื่อให้สยามเจริญรุดหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศอีกมากมาย โดยสาเหตุที่การเลิกทาสเป็นภาพจำสถิตอยู่ในความรับรู้ทั่วไป เนื่องจากมีการกล่าวถึงเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแบบเรียน
หนังสือ ทาสไท(ย) : อำนาจ ความกรุณา และปิยมหาราชในภาพจำ โดย ญาณินี ไพทยวัฒน์ สำนักพิมพ์มติชน ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวาทกรรมเลิกทาสว่า แม้การเป็นทาสในสยามจะสิ้นสุดลง แต่เรื่องราวของทาสถูกหยิบยกขึ้นมาให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการเทิดพระเกียรติพระราชกรณียกิจเลิกทาสของรัชกาลที่ 5 เริ่มจากพิธีรัชมังคลาภิเษก พ.ศ. 2451 เป็นพระราชพิธีที่รัชกาลที่ 5 ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายแด่พระมหากษัตริยาธิราชเจ้า และสมโภชสิริราชสมบัติในมหามงคลสมัยที่ทรงครองแผ่นดินสยามมายาวนานกว่า 40 ปี
ซึ่งในพิธีดังกล่าว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงจัดกระบวนแห่ที่มีชื่อว่า “กระบวนการเลิกทาส” เพื่อเทิดพระเกียรติพระราชกรณียกิจเลิกทาสของรัชกาลที่ 5 ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้มีการวาดภาพพระราชกรณียกิจเลิกทาสบนโดมภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม ทั้งนี้ เนื่องจากรัชกาลที่ 6 ทรงให้ความสำคัญกับพระราชกรณียกิจเลิกทาสว่าเป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง
จากนั้นเมื่อเกิดการปฏิวัติ 2475 วาทกรรมทาสไทยได้รับการอธิบายใหม่ จากเดิมที่เน้นอธิบายพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 เปลี่ยนเป็นอธิบายว่า การเลิกทาสทำให้คนไทยกลายเป็นพลเมืองที่มีอิสระเสรีภาพในตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับระบอบการเมืองใหม่แบบประชาธิปไตยที่ต้องการให้ประชาชนเข้าใจเรื่องสิทธิและเสรีภาพ
ขณะเดียวกันงานเขียนของนักคิดสังคมนิยมในยุคนั้น มุ่งศึกษาทาสไทยในฐานะชนชั้นใต้ปกครองที่ได้รับการกดขี่ข่มเหงจากชนชั้นปกครองไทย อย่างไรก็ตาม การเทิดพระเกียรติพระราชกรณียกิจเลิกทาสก็ยังคงมีอยู่ ดังปรากฏในพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและหนังสือเรียนสังคม
ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุครัฐบาลเผด็จการทหารของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา พระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง พร้อมกับกระแสเทิดพระเกียรติพระราชกรณียกิจเลิกทาสของรัชกาลที่ 5 งานเขียนหลายประเภททั้งวรรณกรรม วิทยานิพนธ์ ตลอดจนหนังสือเรียน ต่างผลิตซ้ำวาทกรรมพระราชกรณียกิจเลิกทาสอย่างชัดเจน
เมื่อเข้าสู่ยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีการเทิดพระเกียรติโดยเปรียบเทียบระหว่างรัชกาลที่ 5 กับรัชกาลที่ 9 ว่า พระมหากษัตริย์ทั้ง 2 พระองค์ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงต่อพสกนิกรชาวไทย หลังสิ้นสุดรัฐบาล พล.อ.เปรม ในช่วงทศวรรษ 2530-2540 พระราชกรณียกิจเลิกทาสได้รับการเทิดพระเกียรติจากรัฐบาลและภาคเอกชนหลากหลายรูปแบบมากขึ้น
เช่น ธนบัตรราคา 100 ที่มีภาพการเลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 ปรากฏอยู่ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยผลิตเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีที่ทรงพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ
ดวงตราไปรษณียากรครบรอบ 100 ปีแห่งการเลิกทาสในประเทศไทย ราคา 36 บาท ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจัดทำขึ้น โดยเริ่มจำหน่ายวันที่ 23 ตุลาคม 2548 จำนวน 1 ล้านดวง
ละครโทรทัศน์ ที่มีการนำวรรณกรรมซึ่งทาสเป็นตัวละครเอกมาผลิตเป็นสื่อบันเทิง โดยเนื้อเรื่องแสดงให้เห็นถึงความลำบากและการถูกกลั่นแกล้งของเหล่าทาสที่เลวร้ายไม่ต่างไปจากสัตว์เดรัจฉาน และที่สำคัญมีฉากที่เล่าถึงเหตุการณ์ประกาศเลิกทาส ซึ่งตัวละครได้ถ่ายทอดความรู้สึกที่ตนเองเป็นไท พร้อมทั้งซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงปลดเปลื้องความทุกข์ยากให้กับบรรดาทาส
พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง จังหวัดนครปฐม ที่สร้างขึ้นในปี 2535 ภายในมีหุ่นชุดต่าง ๆ เช่น ชุดพระอริยสงฆ์ ชุดพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี และอีกมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือชุดพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชทรงประกาศเลิกทาสไทย ที่จัดแสดงหุ่นรัชกาลที่ 5 ประทับนั่งอยู่ตรงกลาง ทาสคุกเข่านั่งรายล้อมพระองค์ โดยทาสเหล่านี้แสดงอาการนอบน้อมและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเลิกทาส
รวมถึงลัทธิบูชาเสด็จพ่อรัชกาลที่ 5 ในช่วงทศวรรษ 2530 ที่ประชาชนเดินทางไปเคารพสักการะรัชกาลที่ 5 ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อขอพรให้พระองค์ช่วยเหลือ รวมถึงขอโชคลาภและความเจริญแก่ชีวิต
นอกจากนี้ในช่วงทศวรรษ 2520-2530 มีความพยายามที่จะโต้แย้งวาทกรรมทาสไทยกระแสหลักจากกลุ่มผู้เขียนหนังสือเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายว่า
ระบบทาสไทยมีปัญหามาตั้งแต่ก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง พ.ศ. 2398 ส่งผลให้ทาสไม่อยากขายตัวเป็นทาส ทาสอยากเป็นไทเพื่อเป็นแรงงานอิสระในการผลิตข้าว ดังนั้น เมื่อจำนวนทาสลดน้อยลงจึงนำไปสู่การเลิกทาสในที่สุด
อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวเป็นวาทกรรมทาสไทยกระแสรองที่เผยแพร่สู่สาธารณชนในวงจำกัด เพราะงานเขียนเหล่านี้เผยแพร่เพียงในกลุ่มของนักเรียน นักศึกษา และนักวิชาการที่สนใจเรื่องทาสไทย ไม่มีพลังมากพอจะคัดง้างหรือหักล้างวาทกรรมทาสไทยกระแสหลักได้
สรุปคือคนในสังคมไทยหลังการเลิกทาสใน พ.ศ. 2418 เป็นต้นมา เป็นความเข้าใจที่ตกอยู่ภายใต้วาทกรรมกระแสหลักที่เน้นประเด็นเทิดพระเกียรติพระราชกรณียกิจเลิกทาสของรัชกาลที่ 5 ซึ่งถูกสร้างขึ้นและผลิตซ้ำในหลากหลายรูปแบบ
แต่ความเข้าใจสภาพชีวิตทาสและระบบทาสไทยจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์กลับไม่ค่อยได้รับความสนใจจากคนในสังคมไทย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะงานวิชาการที่ศึกษาเรื่องทาสและระบบทาสไทยไม่ได้เผยแพร่ไปสู่คนส่วนใหญ่ในสังคมไทย
รวมถึงกลุ่มผู้สร้างวาทกรรมทาสไทยที่สนับสนุนพระราชกรณียกิจเลิกทาสของรัชกาลที่ 5 ทั้งชนชั้นนำ นักวิชาการ นักเขียนวรรณกรรม นักเขียนสารคดีประวัติศาสตร์ และนักเขียนหนังสือเรียน มีพื้นที่นำเสนอในสังคมมากกว่ากลุ่มผู้อธิบายเรื่องทาสและระบบทาสไทย ด้วยเหตุที่ตัวบทสอดรับกับอุดมการณ์รัฐไทยในหลายยุคหลายสมัย และเข้ากันได้ดีกับแนวการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักที่เน้นพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางในคำอธิบาย
ดังนั้น วาทกรรมทาสไทยกระแสหลักจึงดำรงอยู่อย่างมั่นคงในสังคมไทย จนกว่าบริบทการเมืองไทยจะเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับความเข้าใจประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่เน้นเพียงเรื่องราวของผู้ปกครอง แต่หันมาเน้นเรื่องราวของคนกลุ่มอื่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่ต้องตกอยู่ภายใต้โครงสร้างลำดับชั้นต่ำสุดและโดนกดขี่มากสุดอย่าง “ทาส”