โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปชป. ชี้ดาต้าเซ็นเตอร์ควรตั้งนอกเมือง จี้ มีมาตรการเข้มข้น

The Reporters

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปชป. ชี้ดาต้าเซ็นเตอร์ควรตั้งนอกเมือง เหตุ กทม. เหมือนฝาชีครอบ อาจทำความร้อนสะสม จี้มีมาตรการเข้มข้น ไม่ใช่คิดแต่จะเอื้อนายทุน

วันนี้ (5 ก.ย. 69) นายพศิน ปิตุเตชะ สส. จ. ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีดาต้าเซ็นเตอร์ว่า ในฐานะคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้รับข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์จะเข้าไปลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ประมาณ 70% ซึ่งต่างจากในกรุงเทพมหานครที่ไม่ควรจัดตั้งตั้งแต่แรก

“ดาต้าเซ็นเตอร์มีการใช้ที่ดินแบบจำกัดวง ไม่ได้ใช้ที่ดินมหาศาลขยายไปเรื่อย ๆ ส่วนการใช้น้ำใช้ระบบน้ำหล่อเย็น (Cooling System) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้น้ำเยอะมาก แต่เราสามารถเลือกเทคโนโลยีที่ดีที่ใช้น้ำน้อยและไม่ปล่อยน้ำเสียเยอะได้ ขณะที่การใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ถูกแยกออกจากภาคครัวเรือน ประชาชนจึงไม่ต้องแบกรับเรื่องค่าพร้อมจ่าย”

นายพศิน กล่าวต่อว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้แย่ขนาดอุตสาหกรรมเหล็กหรือปิโตรเคมี แต่เป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่มีเม็ดเงินลงทุนสูงมาก สิ่งสำคัญคือไทยจะได้รับอะไรกลับมา โดยเมื่อวานนี้ (4 ก.ย. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าจะถอยกลับมาจัดทำเป็นยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ทำไมถึงไม่ทำมาตั้งนานแล้ว เพราะดาต้าเซ็นเตอร์เกิดขึ้นในพื้นที่ EEC มานานแล้ว

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติได้ยื่นญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎรไปตั้งแต่สมัยประชุมที่แล้ว พร้อม 6 ข้อเสนอ ดังนี้

1.การวางแผนจัดเก็บภาษี: ต้องยอมรับว่าดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้ใช้แรงงานคนจำนวนมาก และวัสดุอุปกรณ์ส่วนใหญ่นำมาจากต่างประเทศ จึงต้องวางแผนการจัดเก็บภาษีให้รอบคอบ

2.การเตรียมความพร้อมและกำหนดเป้าหมายฮับเทคโนโลยี: ต้องถอยมามองว่าเมื่อมีดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว ไทยจะเป็นฮับด้านใดต่อ เช่น AI หรือแอปพลิเคชัน โดยไม่มองเพียงแค่การสร้างงานสร้างอาชีพ แต่ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องเป็นบันไดนำไปสู่อีกก้าว

3.การเชื่อมโยงสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากร: สนับสนุนให้เจ้าของดาต้าเซ็นเตอร์เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยและโรงเรียนในการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อสร้างแรงงานรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะในพื้นที่ จ. ระยอง, จ. ชลบุรี และพื้นที่ EEC

4.การกำหนดแนวทางการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ชัดเจน

5.การกำหนดสัดส่วนการใช้งานของคนไทย

6.การกระจายเงินลงทุนสู่ชุมชนอย่างแท้จริง

“เราเจ็บปวดมาเยอะกับสิ่งแวดล้อมที่เสียไป ผิดพลาดมาเยอะ แต่สิ่งดี ๆ ก็มี วันนี้เราอยากให้เงินที่มาลงทุนในประเทศและความเสียสละที่เราเสียไป ตกอยู่กับคนทั้งประเทศเหมือนที่เราเคยทำได้ในโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด” นายพศิน กล่าว

นายพศิน ยังเสนอให้จัดตั้งกองทุนดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อช่วยเหลือเรื่องการศึกษาและการพัฒนาชุมชน พร้อมทั้งเยียวยาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยชี้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นโอกาส แต่ขอให้รัฐบาลถอยกลับมาดูว่าจะไปต่ออย่างไร เพราะเป็นบันไดก้าวหนึ่งที่จะนำไปสู่อีกก้าวในยุคเทคโนโลยี

สำหรับท่าทีของนายกรัฐมนตรีอาจจะดูช้าไป เพราะดาต้าเซ็นเตอร์มีมานานแล้ว ภาคเอกชนในนิคมอุตสาหกรรมพยายามศึกษามาโดยตลอด แต่รัฐบาลเพิ่งมาแอ็กชันในช่วงที่เป็นข่าวเท่านั้น ทั้งที่ควรทำมาตั้งนานแล้ว อีกทั้งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานบอร์ด EEC จึงหวังว่าจะลงพื้นที่เพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจน

เมื่อถามว่าจะเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ เพราะโครงการที่รัฐบาลจับมักล้มเหลว นายพศินกล่าวว่า “ถ้าเป็นประชาธิปัตย์เกิดขึ้นได้จริง”

ด้านนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์มีหลายรูปแบบ โดยรูปแบบที่เป็นปัญหาคือไฮเปอร์สเกล (Hyperscale) หรือขนาดใหญ่ การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองไม่เกิดประโยชน์แก่ใครนอกจากผู้ประกอบการ ดังนั้นหากจะทำระดับไฮเปอร์สเกลควรอยู่นอกเมืองหรือรอบนอกเมือง ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลมีประมาณ 3-6 แห่ง ทำให้เกิดปัญหาหลัก 2-3 ประเด็น คือการปล่อยความร้อนซึ่งยังไม่มีการตรวจวัดชัดเจน ประกอบกับสภาพเมืองของกรุงเทพมหานครมีลักษณะเหมือนฝาชีครอบ หากความร้อนลอยขึ้นไปชน ก็จะทำให้ความร้อนสะสมในพื้นที่เมืองเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นปัญหาอย่างมากในอนาคต หากไม่มีมาตรการควบคุมความร้อนจากดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเข้มข้น รวมถึงยังมีกรณีการสะสมน้ำมันสำหรับเครื่องปั่นไฟอีกด้วย

“คำถามคือเมืองได้ประโยชน์อะไรจากดาต้าเซ็นเตอร์ เราต้องมีทิศทางที่จะพัฒนาอุตสาหกรรม AI ให้ดีขึ้น ว่าจะนำดาต้าเซ็นเตอร์ไปสร้างประโยชน์อะไรให้กับประเทศไทย และคนไทยได้ประโยชน์อะไร วันนี้ไม่มีใครตอบได้ สุดท้ายคนไทยไม่ได้อะไรเลย นอกจากได้กลิ่นน้ำมัน ได้ความร้อนในกรุงเทพฯ และได้น้ำเสียที่ปล่อยออกมาอย่างผิดกฎหมาย สิ่งสำคัญคือคนไทยต้องได้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่นายทุนขายที่ดินหรือพัฒนาอสังหาริมทรัพย์” นายพงศกร กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...