เปิดประตู "คาซัคสถาน-EAEU" ตลาดใหญ่ 190 ล้านคน เกมรุกไทยพร้อมแค่ไหน?
ตลาดกว่า 190 ล้านคนของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย หรือ EAEU กำลังถูกจับตามองว่าเป็นอีกหนึ่งตลาดใหม่ของไทย เมื่อไทยเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับคาซัคสถาน และมองไกลไปถึงการเชื่อมโยงกับตลาดในเอเชียกลาง
แต่คำถามสำคัญอาจไม่ได้อยู่แค่ที่ว่า "EAEU เป็นตลาดที่ใหญ่แค่ไหน" แต่น่าคิดว่า ถ้าไทยเปิดตลาดนี้ได้จริง ผู้ประกอบการของไทยจะได้อะไร ? รวมถึงจะต้องแลกกับอะไรบ้าง ?
คำถามเหล่านี้เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดบนเวที "สัมมนาเชิงปฏิบัติการเตรียมการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย-คาซัคสถานครั้งที่ 1 ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การค้าเชิงรุก เชื่อมโยงไทยสู่ศูนย์กลางยูเรเซีย” ซึ่งสะท้อนว่าไทยกำลังมองความสัมพันธ์กับคาซัคสถานไปไกลกว่าการค้าระหว่างสองประเทศ
จากเวทีดังกล่าว ประเด็นที่น่าสนใจจึงไม่ได้มีแต่เพียง "โอกาส" แต่ยังรวมถึงคำถามว่า FTA ไทย-EAEU จะเกิดขึ้นได้แค่ไหน อะไรคือข้อจำกัด และหากเปิดตลาดได้จริง ธุรกิจไทยกลุ่มใดจะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์ ?
ทีมข่าว TNN World ได้พูดคุยกับทั้งนายพัทธ์กมล ทัตติพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักยุโรป กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ถึงโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะได้รับจากการเปิดตลาด EAEU รวมถึงนายต่อศักดิ์ จันทร์เพียร นักการทูตชำนาญการพิเศษ กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ ถึงโจทย์และข้อจำกัดของการเดินหน้า FTA ท่ามกลางทั้งกติกาภายใน EAEU และบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง
ทำไมไทยต้องมองไกลถึง EAEU?
คาซัคสถาน
คาซัคสถานเป็นประเทศแลนด์ล็อกหรือประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ถึง 2.72 ล้านตร.กม. เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ยูเรเนียมและแร่ธาตุต่าง ๆ
นอกจากนี้คาซัคสถานยังเป็นเป็นผู้นำของเอเชียกลาง รวมถึงเป็นหนึ่งในสมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 5 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย คาซัคสถาน อาร์เมเนีย เบลารุส และคีร์กีซสถาน ที่มีประชากรรวมถึง 190 ล้าน และยังเป็นประตูสู่ภูมิภาคที่มีผู้บริโภค 500 ล้านคน
เอเชียกลาง
ภูมิภาคเอเชียกลางเป็นจุดเชื่อมโยงของเอเชียและยุโรป อย่างที่เรารู้จักเส้นทางสายไหมในอดีต และปัจจุบันก็ยังสำคัญมีความสำคัญอยู่ เพราะหากเส้นทางทางทะเล อย่างช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจะยังมีเส้นทางรถไฟในเอเชียกลางที่เชื่อมระหว่างเอเชียและยุโรปได้
EAEU
สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 5 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย คาซัคสถาน อาร์เมเนีย เบลารุส และคีร์กีซสถาน ที่มีประชากรถึง 190 ล้าน
กระชับสัมพันธ์ไทย-คาซัคสถาน
ประเทศไทยให้ความสนใจในคาซัคสถานและเอเชียกลาง เนื่องจากภูมิภาคนี้มีประชากรมาก ถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ยังมีโอกาสทางการค้า นอกจากนี้คาซัคสถานยังถือว่าเป็นประตูสู่ประเทศเอเชียกลางประเทศอื่น ๆ อีกด้วย
ไทยและคาซัคสถาน รวมถึงหลายประเทศในเอเชียกลาง มีการสถาปนาความสัมพันธ์แล้ว 34 ปี อาจฟังดูไม่นาน ซึ่งเป็นเพราะไทยอยู่คนละฝั่งกับสหภาพโซเวียตในอดีต ฉะนั้นจึงสถาปนาความสัมพันธ์หลังโซเวียตล่มสลาย นอกจากนี้ความเชื่อมโยงในประวัติศาสตร์ก็มีน้อยด้วย เนื่องจากระยะเดินทางที่ไกล จึงอาจทำให้ไทยพัฒนาความสัมพันธ์กับเอเชียกลางช้ากว่าประเทศอื่น ๆ
ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ไทยพยายามจัดทำความร่วมมือกับทางคาซัคสถานมากว่า 20 ปีแล้ว แต่ใช้เวลานานกว่าจะได้ลงนามข้อตกลงทางการค้าไทย-คาซัคสถาน ซึ่งมีขึ้นในปี 2567 และตอนนี้กำลังเตรียมจัดการประชุมระดับสูงเป็นครั้งแรก ในเชิงความร่วมมือเศรษฐกิจและการค้า หรือ Joint Committee โดยคาดหวังว่า จะสามารถจัดขึ้นในได้ในปีหน้า
ไทยมุ่งสร้างพันธมิตรในเวทีโลก ท่ามกลางสถานการณ์โลกทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยมองว่า เครื่องมือทางเศรษฐกิจการค้ามีส่วนส่งเสริมความสัมพันธ์สองประเทศ
FTA คือประตูใหม่ แต่ไทยยังเปิดไม่ได้ ?
สำหรับไทย การเดินหน้า FTA ไม่ได้มีความหมายแค่การเปิดตลาดเพิ่ม แต่เป็นโจทย์เรื่องความสามารถในการแข่งขัน เพราะคู่แข่งของไทยกำลังสร้างเครือข่ายความตกลงทางการค้ากับตลาดใหม่เช่นกัน
ปัจจุบัน FTA 14 ฉบับของไทยประกอบด้วยความตกลงทวิภาคี 6 ฉบับ ได้แก่ไทยกับออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ญี่ปุ่น, อินเดีย, เปรู และชิลี ส่วนระดับภูมิภาค 8 ฉบับ ได้แก่ อาเซียน, อาเซียน-จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, อินเดีย, ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์, ฮ่องกง และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาเซียน+จีน, ญี่ปุ่น,, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย,นิวซีแลนด์) นอกจากนี้เพิ่งมีการลงนามไปอีก 3 ฉบับ ได้แก่ ไทย-ศรีลังกา, ไทย-สมาคมการค้าเสรียุโรปและไทย-ภูฏาน
เป้าหมายของไทยตอนนี้คือ EAEU และคาซัคสถาน เพราะเป็นภูมิภาคที่มีโอกาสอีกมาก และมีตลาดใหญ่ สินค้าของไทยหลายอย่างสามารถเข้าไปเสริมประโยชน์ได้ และไทยก็อาจต้องการวัตถุดิบจากคาซัคสถานด้วยเช่นกัน เพราะคาซัคสถานมี ทรัพยากรธรรมชาติขนาดใหญ่ อาจช่วยส่งเสริมการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ไทยได้ และเพราะคาซัคสถานเป็นแลนด์ล็อก แต่ไทยมีทรัพยากรทางทะเล อาจช่วยแลกเปลี่ยนกันได้
คาซัคสถานเป็นโอกาสสำหรับไทย เพราะก็มีความชื่นชอบวัฒนธรรมไทยด้วย ฉะนั้นหากไทยและคาซัคสถานมีความร่วมมือกัน ก็จะได้ประโยชน์ร่วมกัน
นอกจากนี้ คาซัคสถานยังเป็นตัวเลือกในการกระจายความเสี่ยงทางการค้าเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของเส้นทางทางการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะ ช่องแคบฮอร์มุซ อย่างคาซัคสถานแม้จะเป็นแลนด์ล็อก แต่ก็มีเส้นทางรถไฟไปจีน รัสเซีย ยุโรป ซึ่งไทยมองว่า นี่เป็นสิ่งที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและเป็นอีกทางเลือกของไทยได้ หากเกิดกรณีฉุกเฉิน และคาซัคสถานก็คงจะเห็นประโยชน์จากไทยเช่นกัน
เมื่อเดือนก่อนไทยได้เยือนคาซัคสถาน มีการหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงถึงระดับประธานาธิบดี ซึ่งคาซัคสถานมองว่า ไทยเป็น “Trusted and Reliable Partner” หรือพันธมิตรที่น่าเชื่อถือและพึ่งพาได้ ไทยเองก็มุ่งหาพันธมิตรเพื่อช่วยสนับสนุนซึ่งกันและกัน
นายต่อศักดิ์ จันทร์เพียร นักการทูตชำนาญการพิเศษ กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวว่า คาซัคสถานเป็นมิตรของไทยในกรอบการเมือง และคาซัคสถานเป็นผู้นำกลุ่มเอเชียกลาง ฉะนั้นในกรอบของสหประชาชาติ หากมีมติโจมตีไทยก็สามารถขอความช่วยเหลือคาซัคสถานได้ ส่วนในประเด็นการเป็นคู่แข่งการค้า สินค้าไทยคาซัคสถานแตกต่างกัน เนื่องจากความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ ฉะนั้นคาซัคสถานเป็นเหมือน Complementary partnership มากกว่า อีกสิ่งที่เราจะได้รับประโยชน์จากคาซัคสถานได้ คือ ด้านทรัพยากรธรรมชาติ เพราะมีทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเยอะ จากปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้บริษัทในไทยขาดสารตั้งต้นในการผลิตพลาสติก คาซัคสถานก็สามารถช่วยเหลือได้
ความสัมพันธ์ทางการค้าของไทยและคาซัคสถานเป็นเชิงบวก มีการเสริมประโยชน์กัน ไทย-คาซัคสถานมีการหารือในระดับสูงกับไทย และมีการส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาร่วมการแสดงสินค้ากับไทยด้วย มีการหารือว่าจะเสริมประโยชน์อย่างไร อย่างคาซัคสถานมีจุดเด่นด้านสมาร์ตฟาร์มมิง อาจช่วยส่งเสริมความร่วมมือและประโยชน์กับไทยได้
ไทยและคาซัคสถานมีความโดดเด่นคนละแบบ ไทยเป็นประตูสู่อาเซียนได้ ส่วนคาซัคสถานก็เป็นประตูสู่เอเชียกลางเช่นกัน สินค้าก็แตกต่างกัน นอกจากนี้คาซัคสถานยังเป็นตลาดใหญ่ ที่หลายชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มุ่งสร้างความสัมพันธ์ ไทยก็ต้องเร่งเครื่อง
ไทยไม่ได้มองแค่ “ขายของ” แต่ต้องการทั้งตลาด
ไทยอยากไปเจรจากับคาซัคสถานแบบทุกด้าน ครอบคลุมทุกด้านทั้งสินค้า บริการ และลงทุน เพราะทุกอย่างมีต้นทุนทั้งทางเวลาและบุคลากร
แต่คาซัคสถานมีความตกลงภายในกลุ่ม EAEU ว่า ต้องขับเคลื่อนนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน เป็นเหมือนศุลกากรร่วม โดยไทยไม่สามารถเจรจา FTA แยกแต่ละประเทศได้ ต้องเจรจาเป็นกลุ่ม เพราะต้องขับเคลื่อนตามฉันทามติของ 5 ประเทศ
ทั้งน้ีไทยได้ส่งจดหมายแสดงความต้องการเจรจาตั้งแต่ปี 2558 แล้วแต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ปัจจุบันมีปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม นอกจากนี้มูลค่าทางการค้าระหว่างอาร์เมเนีย และคีร์กีซสถานกับไทยยังน้อยมากอยู่ ฉะนั้นความสนใจต่อไทยอาจจะน้อย ไม่ได้สนใจไทยมากนัก
นอกจากนี้ไทยยังมีความท้าทายอื่น ๆ อีก เช่น ต้นทุนและระยะเวลาขนส่งจากไทยที่สูง อุปสรรด้านภาษา ความเสียเปรียบต่อคู่แข่งที่มี FTA แล้ว ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการคว่ำบาตรและการทำธุรกรรมการเงินอีกด้วย
อนาคตของไทย คาซัคสถานและ EAEU
ในอนาคตจะมีการหารือระดับสูงทั้งจากกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศของไทย ในฝั่งกระทรวงพาณิชย์มี Joint Trade Commitee (JTC) ส่วนในฝั่งกระทรวงต่างประเทศก็มี Joint Commitee (JC) โดยจะเป็นการประชุมที่ครอบคลุมทุกสาขา และมีรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน คาดว่าจะมีขึ้นในปีหน้า
การที่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาหารือกันเป็นใบเบิกทางให้หลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศมีเป้าหมายในการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชน ให้ผู้คนรู้จักมากขึ้น ช่วงที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการจัดตั้งศูนย์เอเชียกลาง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนไทยตั้งแต่ระดับนักเรียนนักศึกษา
นอกจากนี้สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน ได้จัดกิจกรรมเพื่อให้คนคาซัคสถานได้รู้จักประเทศไทย เพราะการค้าการลงทุนจะรุ่งเรืองขึ้นได้ คนทั้งสองประเทศต้องรู้จักกัน
ในส่วนของ Soft Power สถานทูตเอกอัครราชทูตไทยได้เชิญบัวขาวไปสาธิตและสอนมวยไทย ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างมาก นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศเห็นความสำคัญของความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ผ่านกรมความร่วมมือเพื่อการพัฒนา เพื่อช่วยเหลือประเทศที่เรามองว่า เป็นมิตรไปให้ความรู้เช่น การอบรมทางการเกษตร ซึ่งยังไม่เคยดำเนินการในคาซัคสถานเลย คาดว่าจะมีความร่วมมือระหว่างไทยและคาซัคสถานในการไปให้ความรู้กับทางแอฟริกา ผ่านนโยบาย TAI Thai Africa Innitiative นี่ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือหามิตรได้ดีที่สุด
สถานะล่าสุดของ FTA ไทย-EAEU และโอกาสของไทยในอนาคต
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแสดงเจตจำนง เมื่อเดือนสิงหาคม 2559 และยื่นหนังสือถึงประธาน EEC อีกครั้งในเดือนธันวาคม ปี 2567 ต่อมาในปี 2561 มีการลงนาม MOC และประชุมคณะการทำงานร่วมไทย-EEC แล้ว 2 ครั้ง ฝ่ายไทยศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดทำ FTA แล้วเสร็จเมื่อเดือนกันยายน 2564 ต่อมาในเดือนสิงหาคมปี 2569 ประธาน EEC เห็นชอบให้เริ่ม Joint Feasibility Study ขณะที่ข้อเสนอ FTA ยังรอฉันทามติจาก 5 ประเทศ
ปัจจุบันประเทศที่มี FTA กับ EAEU แล้ว ได้แก่ เวียดนาม เซอร์เบีย และอิหร่าน ส่วนที่ลงนามแล้ว ได้แก่ สิงคโปร์ UAE มองโกเลียและอินโดนีเซีย
ความพยายามของไทยนี้ เพื่อโอกาสทางการค้าและเศรษฐกิจในตลาด EAEU ที่มีประชากรถึง 190 ล้านคน เพื่อโอกาสการขยายตลาดสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตร ซึ่งไทยมีศักยภาพ เสริมความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ เชื่อมโยงสู่เอเชียกลางและยุโรป ต่อยอดความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างความร่วมมือใหม่ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
นอกจากนี้ TNN World มีโอกาสได้สัมภาษณ์นายพัทธ์กมล ทัตติพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักยุโรป กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ถึงโอกาสของผู้ประกอบการชาวไทย หากไทยสามารถบรรลุข้อตกลง FTA กับกลุ่มประเทศ EAEU กลุ่มธุรกิจใดจะได้รับประโยชน์บ้าง ซึ่งนายพัทธ์กมลระบุว่า ตอนนี้มีภาคธุรกิจที่สนใจอยู่ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลและอาหารแปรรูป เพราะสินค้าไทยก็มีคุณภาพดี และน่าจะตอบโจทย์ผู้บริโภค นอกจากนี้ไทยยังมีสินค้าเกษตรตัวอื่น ๆ อีก เพราะสินค้าของคาซัคสถานกับของไทยไม่เหมือนกัน ด้วยภูมิประเทศคนละแบบ จึงคิดว่าสินค้าไทยอาจจะสามารถตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) หรืออุปทานห่วงโซ่ (Supply Chain) รวมถึงการได้วัตถุดิบจากคาซัคสถานด้วย เพราะคาซัคสถานก็เป็นแหล่งทรัพยากร ไทยที่เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็จะสามารถเชื่อมโยงเชื่อมปะโยชน์กับคาซัคสถานได้”
ส่วนทางนายต่อศักดิ์ จันทร์เพียร นักการทูตชำนาญการพิเศษ กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงข้อดีและประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับจาก FTA ว่า “ในมุมของกระทรวงการต่างประเทศ การมี FTA ในกรณีส่วนใหญ่จะมีประโยชน์ทำให้มีสินค้าเข้ามา เอื้อต่อการลงทุน ดีต่อ GDP ดีต่อเศรษฐกิจ หากความสัมพันธ์ทางการค้าราบรื่น และอุปสรรรคทางการค้าน้อยลง อย่างไรก็ตามต้องมีการศึกษาว่า สินค้าประเภทไหนจะเข้ามา ประเภทไหนที่เราต้องการ ประเภทไหนแข่งกับไทย เราต้องศึกษาอย่างลึกซึ้งเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
สำหรับประเด็นเรื่องอุปสรรคที่ทำให้กระบวนการต่าง ๆ ล่าช้า นายต่อศักดิ์ระบุว่า “มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการเมืองรระหว่างประเทศ อย่าง EAEU มีหลายประเทศ ฉะนั้นการตัดสินใจจะไม่ใช่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่งตัดสินใจได้ แต่บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศคือต้องเจรจาเพื่อให้ประเทศที่เรามีความสัมพันธ์ด้วยสนับสนุนไทย ให้ไทยสามารถได้รับการยอมรับใน EAEU ได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง