‘วัส ติงสมิตร’ ถอดบทเรียนเหตุกราดยิงในโรงเรียน ชี้โทษประหารไม่ได้ช่วยยับยั้งเหตุกราดยิง
"วัส ติงสมิตร" ถอดบทเรียนเหตุกราดยิงในโรงเรียน ชี้โทษประหารไม่ได้ช่วยยับยั้งเหตุกราดยิง แนะทางออกสกัดปืนเถื่อน-คัดกรองสุขภาพจิต ตัดวงจรกราดยิง
วันนี้ (10 ส.ค.) นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถอดบทเรียนโศกนาฏกรรมเหตุกราดยิงเมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี โดยระบุว่า "ถอดบทเรียนโศกนาฏกรรมกราดยิง: จากปืนในมือเด็ก สู่บทสรุปทางกฎหมาย และทางออกของสังคมไทย
เหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อช่วงเช้า วันที่ 7 ส.ค. 2569 ณ โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ที่เด็กนักเรียนชายวัยเพียง 14 ปี ก่อเหตุกราดยิง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมถึง 9 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 20 ราย (ส่วนมือปืนปลิดชีพตัวเอง)
ไม่เพียงแต่สร้างความบาดหมางและโศกสลดให้กับครอบครัวผู้สูญเสียเท่านั้น แต่ยังตั้งคำถามใหญ่ตบหน้าสังคมไทยในหลายมิติ ตั้งแต่กระบวนการยุติธรรมสำหรับเยาวชน ประสิทธิภาพของโทษประหารชีวิต ไปจนถึงการจัดระเบียบและควบคุมอาวุธปืนในประเทศ
1.นิยาม Mass Shooting กับกรณีโศกนาฏกรรม นนทบุรี
ในทางอาชญาวิทยาสากล เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เข้าข่าย Mass Shooting (การกราดยิงหมู่) อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะใช้เกณฑ์ของหน่วยงานความมั่นคงอย่าง FBI หรือ Gun Violence Archive (GVA) ที่ระบุว่า เหตุการณ์ที่มีผู้ถูกยิงบาดเจ็บหรือเสียชีวิตตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป (โดยไม่นับรวมผู้ก่อเหตุ) ภายในเหตุการณ์เดียวหรือต่อเนื่องกัน ถือเป็นการกราดยิงหมู่
หรือใช้เกณฑ์ตามประมวลกฎหมายรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่กำหนดเกณฑ์ฆาตกรรมหมู่ไว้ที่เหยื่อเสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน
กรณีการกราดยิงที่นนทบุรี มีผู้เสียชีวิตถึง 9 ราย (รวมปู่และย่าของผู้ก่อเหตุที่ถูกยิงในบ้านพักก่อนเดินทางมาโรงเรียน) จึงนับเป็นโศกนาฏกรรม Mass Shooting ครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของไทย 🏫🖤
2. ความแตกต่างทางกฎหมาย: เมื่อผู้ก่อเหตุเป็น "เด็ก/เยาวชน" VS "ผู้ใหญ่"
เมื่อเกิดเหตุร้ายแรง สังคมมักตั้งคำถามถึงการลงโทษที่ได้สัดส่วนสมน้ำสมเนื้อ แต่ระบบกฎหมายอาญาของไทยและสากลมีเส้นแบ่งที่เด็ดขาดระหว่างผู้กระทำผิดที่เป็นเด็กเยาวชนกับผู้ใหญ่
เขตอำนาจศาลและการดำเนินคดี ในประเทศไทย คดีที่เด็ก (อายุไม่เกิน 15 ปี) หรือเยาวชน (อายุเกิน 15 ปีแต่ยังไม่เกิน 18 ปี) กระทำความผิดอาญา จะต้องขึ้น ศาลเยาวชนและครอบครัว (พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 95) เว้นแต่กรณีเดียวคือการกระทำความผิดร่วมกับผู้ใหญ่ (มาตรา 97 วรรคสอง) ซึ่งถึงแม้จะโอนไปพิจารณารวมในศาลผู้ใหญ่ ศาลก็ยังคงต้องใช้วิธีพิจารณาและมาตรการลงโทษสำหรับเด็กและเยาวชนอยู่ดี
การคุ้มครองสิทธิจากการรับโทษประหารชีวิต ปัจจุบัน กฎหมายของประเทศไทยยังมีโทษประหารชีวิตอยู่ ขณะเดียวกันประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 73 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า "ห้ามมิให้ลงโทษประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิตแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี"
ข้อสังเกตทางกฎหมาย: คำว่า "ต่ำกว่า 18 ปี" กับ "ยังไม่เกิน 18 ปี" มีความหมายไม่เท่ากัน!
- ต่ำกว่า 18 ปี: นับถึงอายุ 17 ปี 364 วัน (ก่อนวันเกิดครบ 18 ปีบริบูรณ์) → ห้ามประหารชีวิตเด็ดขาด
- ยังไม่เกิน 18 ปี: นับรวมช่วงอายุ 18 ปีบริบูรณ์ไปด้วย ซึ่งกลุ่มนี้ยังคงได้สิทธิพิจารณาคดีในศาลเยาวชนฯ แต่หากกระทำความผิดในวันที่อายุครบ 18 ปีบริบูรณ์พอดี จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากการรับโทษประหารชีวิต ตามมาตรา 73 อีกต่อไป
3. สถานการณ์ของการลงโทษประหารชีวิตทั่วโลก
ตามรายงานประจำปี 2568 ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (พ.ค. 2569) ระบุว่า ตัวเลขการประหารชีวิตทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบ 44 ปี โดยมีการประหารชีวิตอย่างน้อย 2,707 คนใน 17 ประเทศ (เพิ่มขึ้น 78% จากปี 2567 และยังไม่รวมสถิติในจีนซึ่งคาดว่ามีอีกหลายพันราย) ปัจจัยหลักเกิดจากการนำแนวทางปราบปรามยาเสพติดกลับมาใช้ลงโทษอย่างเข้มงวดในบางประเทศ เช่น อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย และสิงคโปร์ ซึ่งส่งผลให้ความผิดด้านยาเสพติดคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่ง (46%) ของการประหารชีวิตทั้งหมด ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของการประหารชีวิตในสหรัฐอเมริกาและอียิปต์
อย่างไรก็ตาม แอมเนสตี้ฯ ชี้ว่าการประหารชีวิตยังคงกระจุกตัวอยู่เพียงในกลุ่มประเทศส่วนน้อย (เช่น จีน อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐฯ และในอาเซียนมีเพียงสิงคโปร์และเวียดนาม) ขณะที่ภาพรวมระดับโลกยังคงมุ่งหน้าสู่อารยธรรมการยกเลิกโทษประหารชีวิต ซึ่งปัจจุบันมีถึง 113 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางกฎหมายสำหรับทุกความผิด และกว่า 2 ใน 3 ของประเทศทั่วโลกได้ยกเลิกไปแล้วทั้งในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติ โดยสะท้อนว่าโทษประหารชีวิตมิได้ช่วยสร้างความปลอดภัย แต่เป็นเพียงการใช้อำนาจปราบปรามผ่านความหวาดกลัวที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล
4. โทษประหารชีวิตในประเทศไทย และกรอบกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
สถิติล่าสุดของกรมราชทัณฑ์ (ณ เดือนมิ.ย. 2569) ประเทศไทยมี นักโทษเด็ดขาดที่ต้องคำพิพากษาประหารชีวิต (คดีถึงที่สุดแล้ว) จำนวน 28 คน (และหากรวมผู้ต้องขังโทษประหารในทุกชั้นอุทธรณ์-ฎีกา จะมีรวมประมาณ 480 คน) ซึ่งส่วนใหญ่กระทำผิดในคดีฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คดีชิงทรัพย์/ปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และคดียาเสพติดร้ายแรง
ข้อผูกพันตาม ICCPR ข้อบทที่ 6
ประเทศไทยเป็นภาคีของ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) โดย ข้อบทที่ 6 (Article 6) รับรองสิทธิในการมีชีวิต (Right to life) ซึ่งกำหนดเงื่อนไขว่า สำหรับประเทศที่ยังไม่ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิต จะสามารถลงโทษประหารได้เฉพาะ "อาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด" (Most serious crimes) เท่านั้น และต้องไม่ขัดต่อบทบัญญัติของกติกา เช่น ห้ามประหารชีวิตบุคคลที่อายุต่ำกว่า 18 ปีขณะกระทำผิด และห้ามประหารชีวิตหญิงมีครรภ์
สภาพ "ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ" (De Facto Abolitionist)
ตามเกณฑ์ขององค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และสหประชาชาติ หากประเทศใดไม่มีการบังคับโทษประหารชีวิตจริงติดต่อกันครบ 10 ปี จะถือเป็นประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ ประเทศไทยประหารชีวิตครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2561 (นายธีรศักดิ์ หลงจิ) ทำให้ปัจจุบันไทยเว้นว่างมาแล้วกว่า 8 ปี หากผ่านพ้นปี 2571 โดยไม่มีการประหารชีวิตเพิ่ม ไทยจะก้าวเข้าสู่สถานะ ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ อย่างเป็นทางการ
ผลดีของการยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ: ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในเวทีโลก ลดความเสี่ยงของการสังหารผิดตัวอันเกิดจากความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม (Miscarriage of justice) ซึ่งเป็นสิ่งที่แก้ไขคืนไม่ได้ และสอดคล้องกับแนวโน้มปรัชญากฎหมายสากลที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Rehabilitation) มากกว่าการแก้แค้นทดแทน (Retribution)
5. โทษประหารชีวิต… ลดอาชญากรรมร้ายแรงได้จริงหรือ?
คำถามคลาสสิกในสังคมไทยคือ "หากมีการนำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้บังคับอย่างจริงจัง จะช่วยหยุดยั้งอาชญากรรมร้ายแรงได้หรือไม่?"
งานวิจัยทางอาชญาวิทยาและสถิติทั่วโลกส่วนใหญ่ให้คำตอบไปในทางเดียวกันว่า "โทษประหารชีวิตไม่ได้มีผลในการยับยั้ง (Deterrent effect) อาชญากรรมร้ายแรงอย่างมีนัยสำคัญ"
ผู้ก่อเหตุในลักษณะ Mass Shooting หรือการกราดยิงในพื้นที่สาธารณะ มักอยู่ในสภาวะกดดันทางจิตใจอย่างรุนแรง มีภาวะแปลกแยกจากสังคม หรือหลายกรณีตั้งใจก่อเหตุในลักษณะ "Suicide by Cop" (ต้องการให้เจ้าหน้าที่ยิงสังหารตนเอง) หรือยิงตัวตายตามในที่เกิดเหตุ ดังนั้น โทษประหารชีวิตจึงไม่มีผลในการข่มขวัญหรือยับยั้งแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุเหล่านี้ได้เลย
6. มาตรการควบคุมอาวุธปืนทั่วประเทศ
เพื่อเป็นการแก้ปัญหาและรีเซ็ตระบบควบคุมอาวุธปืนทั่วประเทศ รัฐบาลและกรมการปกครองได้เสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมผู้ครอบครองปืนผิดกฎหมายให้นำมามอบแก่ทางราชการโดยไม่รับโทษ พร้อมจัดทำร่างคำสั่งตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ (มาตรา 57) ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตส่งมอบอาวุธปืนและใบอนุญาตแก่เจ้าพนักงานเพื่อเรียกเก็บรักษาและตรวจสอบความถูกต้องเป็นการชั่วคราวภายใน 180 วัน
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมาย กระทรวงมหาดไทย คณะที่ 1 ได้มีความเห็นติงร่างคำสั่งดังกล่าวว่า อาจเป็นการใช้อำนาจเกินกรอบกฎหมาย สร้างภาระกระทบสิทธิทรัพย์สินของประชาชนเกินความจำเป็น ขาดความพร้อม
เรื่องอัตรากำลังในการตรวจสอบปืนจำนวนมหาศาล รวมถึงสถานที่จัดเก็บอาจไม่ปลอดภัยจนเสี่ยงต่อความเสียหาย และบทลงโทษทางอาญาขัดต่อหลักนิติธรรมจนอาจถูกฟ้องเพิกถอนต่อศาลปกครองได้ จึงมีมติให้กรมการปกครองนำข้อท้วงติงไปทบทวนและปรับปรุงใหม่
7. ทางออกที่แท้จริง: ควรควบคุมอาวุธปืนอย่างไร?
การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่การรอลงโทษที่ปลายทาง แต่เป็นการตัด "ปัจจัยในการเข้าถึงอาวุธ" (Means) ควบคู่ไปกับการเยียวยาสาเหตุเชิงโครงสร้าง
การปรับปรุงกฎหมายและการกำหนดนโยบายสาธารณะควรดำเนินตามมาตรการดังนี้:
1)อุดรูรั่วปืนดัดแปลงและปืนเถื่อนออนไลน์ (Blank Gun / BB Gun):
ปรับแก้ พ.ร.บ.อาวุธปืน พ.ศ. 2490 ให้ครอบคลุมและควบคุมการนำเข้า/จำหน่าย "สิ่งแทนอาวุธปืน" รวมถึงชิ้นส่วนประกอบ (ลำกล้อง, ชุดลั่นไก) ให้เข้มงวดเทียบเท่าอาวุธปืนจริง กวาดล้างแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง
2) ใช้บังคับกฎหมายความรับผิดชอบของเจ้าของปืน (Safe Storage Laws):
เพิ่มบทลงโทษทางอาญาและทางแพ่งแก่ผู้ปกครองหรือเจ้าของปืน หากปล่อยปละละเลยไม่เก็บรักษาอาวุธปืนในที่ปลอดภัย จนเปิดโอกาสให้เด็กหรือบุคคลอื่นนำปืนออกมาใช้ก่อเหตุ (Child Access Prevention)
3) คัดกรองสุขภาพจิตผู้ถือครองปืน (Mental Health Screening):
กำหนดให้มีการตรวจประวัติและประเมินสภาวะทางจิตวิทยา ทั้งก่อนออกใบอนุญาตพกพา/ครอบครองปืน และจัดให้มีการต่ออายุใบอนุญาตพร้อมตรวจสุขภาพจิตเป็นระยะๆ
4) พัฒนาระบบแจ้งเตือนพฤติกรรมเสี่ยง (Red Flag Laws / Threat Assessment):
จัดตั้งช่องทางรับแจ้งและทีมส่งการช่วยเหลือฉุกเฉิน เมื่อพบเยาวชนหรือบุคคลที่มีพฤติกรรมส่งสัญญาณเตือน (Leakage) บนโซเชียลมีเดีย หรือแสดงอาการก้าวร้าวและตัดขาดจากสังคม ก่อนที่จะสายเกินไป
5) ในทางอาชญาวิทยา สิ่งที่สำคัญมากกว่าความรุนแรงของโทษคือ “ความแน่นอนว่าจะถูกจับและถูกลงโทษ” พูดให้เข้าใจง่ายคือ
โทษหนักแต่จับยาก อาจไม่น่ากลัวเท่ากับโทษที่แน่นอน แต่ไม่จำเป็นต้องกำหนดโทษให้รุนแรงถึงระดับสูงสุด เช่น ประหารชีวิต
บทสรุป
โศกนาฏกรรมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เป็นบทเรียนราคาแพงที่ย้ำเตือนว่า "อาวุธปืน ไม่ควรหลุดไปอยู่ในมือของคนที่ยังไม่พร้อม ไม่ว่าด้วยวัยหรือวุฒิภาวะทางอารมณ์" การแก้ไขกฎหมายอาวุธปืนให้ทันสมัย การสร้างความรับผิดชอบในครอบครัว และการมีระบบดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ คือกุญแจสำคัญที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอยในสังคมไทยอย่างยั่งยืน
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
10/8/69
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ย้อนรอยโศกนาฏกรรม กราดยิงในสถานศึกษา เหตุสะเทือนขวัญทั่วโลก
- ความคืบหน้ากราดยิงโรงเรียนดัง เผยผู้ก่อเหตุศึกษาอาวุธ 1-2 ปี คาดวางแผนล่วงหน้า
- วีนา ปวีนา แสดงความเสียใจ เหตุการณ์กราดยิง รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี
ติดตามเราได้ที่