โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภัยเงียบโซเชียลถล่มเด็ก! กูรูจี้รัฐคลอดกฎเหล็กก่อนสาย

Nation Online

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 54 นาทีที่แล้ว

จากกรณีคดีความระดับโลกที่บิ๊กเทคโนโลยีอย่าง Meta แพลตฟอร์มแม่อย่าง Facebook และ Instagram ยอมจ่ายเงินยุติคดีมหาศาลกว่า 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังถูกหลายรัฐในสหรัฐฯ ยื่นฟ้องในข้อหาออกแบบแพลตฟอร์มให้เด็กและเยาวชนเกิดอาการเสพติดจนกระทบต่อสุขภาพจิตอย่างรุนแรง สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหาภัยออนไลน์ในเด็กไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ล่าสุด พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร ได้สะท้อนมุมมองผ่านบทความ "เด็กไทยกับโซเชียลมีเดีย" โดยระบุว่า

เมื่อมนุษย์ถูกรายล้อมด้วยเทคโนโลยีประเภทสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียซึ่งมีทั้งประโยชน์และเป็นภัยเงียบที่ทุกคนไม่รู้ตัว คนจำนวนไม่น้อยจึงตกเป็นเหยื่อของนักพัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพราะในขณะที่เรามุ่งแสวงหาประโยชน์จากโซเชียลมีเดีย นักพัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียก็ทำทุกวิถีทางเพื่อหาประโยชน์จากเราเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กซึ่งจะส่งผลกระทบในหลายด้านโดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนและกว่าจะรู้ก็มักจะสายเกินไปเพราะเทคโนโลยีมักก้าวไปไกลกว่าการกำกับดูแลและการควบคุมหลายก้าวเสมอ

หลายประเทศจึงหามาตรการป้องกันภัยจากเทคโนโลยีประเภทสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กก่อนถึงวัยที่ควรใช้เครื่องมือประเภทนี้ เป็นต้นว่า

  • ออสเตรเลีย บังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า16 ปีสร้างบัญชีโซเชียลมีเดีย

  • มาเลเซีย ประกาศว่ามีแผนที่จะห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้โซเชียลมีเดีย คาดว่าจะมีผลในปี 2026

  • สหราชอาณาจักร ตรากฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางออนไลน์กำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวมถึงการจำกัดอายุเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เยาว์เข้าถึงเนื้อหาที่เป็นอันตราย

  • เดนมาร์ก ประกาศว่าจะห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ แต่จะอนุญาตให้ผู้ปกครองยกเว้นให้เด็กอายุ 13 ปีขึ้นไปเข้าถึงแพลตฟอร์มบางประเภทได้

  • ฝรั่งเศส ออกกฎหมายกำหนดให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องขอความยินยอมจากผู้ปกครองก่อนที่ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปีจะสร้างบัญชีโซเชียลมีเดีย

  • จีน หน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์ของจีนได้นำโครงการที่เรียกว่า "โหมดผู้เยาว์" (Minor mode) มาใช้ เพื่อจำกัดเวลาการใช้งานหน้าจอตามช่วงอายุ

  • เยอรมนี เด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 13 ถึง 16 ปี สามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ปกครองให้ความยินยอมเท่านั้น

  • นอร์เวย์ อิตาลี สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆอีกหลายประเทศมีแนวทางในการให้การป้องกันเด็กจากการคุกคามของโซเชียลมีเดียในทำนองเดียวกัน

สำหรับประเทศไทยถึงแม้จะออกตัวช้าอยู่มากแต่ก็ยังพอมีความหวัง เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบันแถลงต่อสื่อ(26 พ.ค.2569) ถึงสถานการณ์การใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชนไทย หลังสังคมเกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับผลกระทบของ Social Media Screen Time และคลิปวิดีโอสั้นต่อสมาธิ (Attention Span) การเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็ก โดยเฉพาะคอนเทนต์รูปแบบคลิปสั้น อาจส่งผลต่อสมาธิ การจดจ่อ และการเรียนรู้เชิงลึกของเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ และถือว่าเป็น “ความท้าทายร่วมของโลกยุคดิจิทัล” ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข แต่ยังไม่เห็นการแถลงถึงความคืบหน้าของมาตรการดังกล่าว

โซเชียลมีเดียเป็นทั้งเพื่อนและศัตรูของเด็ก

โซเชียลมีเดียมีประโยชน์แต่กลายเป็นจุดอ่อนของมนุษย์เจนเนอเรชันปัจจุบันและไม่ใช่เพื่อนที่ดีของเด็กถ้าใช้มากเกินไป เพราะการใช้เวลาหน้าจอโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยที่ยังไม่พร้อมของเด็กเพื่อดูคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มากเกินไปโดยไร้กฎกติกาในยุคที่เด็กมีสมาร์ทโฟนเป็นของเล่น จะส่งผลกระทบซึ่งเข้าข่ายเป็นภัยต่อชีวิตเด็กในแง่มุมที่สำคัญได้แก่

  • เด็กถูกตัดขาดจากสังคม : ใช้เวลาอยู่หน้าจอมากกว่าเจอหน้าเพื่อนและครอบครัว

  • เด็กนอนไม่เต็มอิ่ม : เพราะการใช้โซเชียลมีเดียที่มากเกินไปมีผลกับคุณภาพการนอนหลับที่แย่ลงและยังชี้ว่ามีความสัมพันธ์กับสุขภาพจิตที่ต่ำลงด้วย รวมทั้งการใช้เวลากับหน้าจอมากเกินไปจะสัมพันธ์กับการนอนที่สั้นลง ความล่าช้าในการนอนหลับเพิ่มขึ้นและตื่นระหว่างนอนมากขึ้น

  • สมาธิของเด็กถูกทำลาย : สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือที่ทำลายสมาธิเพราะนอกจากการที่วัยรุ่นจำนวนมากได้รับการแจ้งเตือนนับร้อยครั้งต่อวันจากเสียงสัญญาณเตือน(Notification) จากบรรดาแอปพลิเคชันต่างๆจนขาดสมาธิแล้ว การที่ความสนใจถูกทำลายในช่วงวัยรุ่นตอนต้นอันเนื่องมาจากการใช้โซเชียลมีเดียและวิดิโอเกมอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของ ทักษะสมองส่วนบริหาร(Brain executive function)ที่ทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมวางแผน และตัดสินใจอย่างเหมาะสมในชีวิตประจำวันด้วย

  • การเสพติดโซเชียลมีเดีย : โซเชียลมีเดียคือสื่อที่ออกแบบมาเพื่อการเสพติด ยิ่งผู้ใช้ซึ่งอยู่ในวัยเด็กอายุยิ่งน้อยยิ่งทำให้จำนวนปีในการใช้แพลตฟอร์มของเด็กกว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่(Life time ของการใช้แพลตฟอร์ม) นานยิ่งขึ้น

กฎเหล็กขั้นพื้นฐาน

การป้องกันภัยจากโซเชียลมีเดียและสร้างพัฒนาแก่เด็กควรมีมาตรการพื้นฐานซึ่งควรประกอบด้วยมาตรการ 4 ข้อคือ

  • ห้ามเด็กใช้สมาร์ทโฟนก่อนขึ้นชั้นมัธยม

  • ห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดียก่อนอายุ 16 ปี

  • ทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดจากโทรศัพท์

  • ปล่อยเด็กให้มีอิสระเสรีในการเล่นตามวัยของเด็ก

ภูมิคุ้มกันเด็กจากโซเชียลมีเดีย - เรื่องที่รอไม่ได้

รัฐต้องมีหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพในการทำให้ภารกิจสร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กจากสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียซึ่งเข้าใจว่ากระทรวงศึกษาธิการน่าจะเป็นแกนนำสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการนี้ ร่วมกับกระทรวงดีอี กสทช. และภาคสังคมอื่นๆ รวมทั้งงานด้านกฎหมาย

เนื่องจากประเทศไทยดำเนินการในเรื่องนี้ค่อนข้างล่าช้าทั้งที่มีการเตือนภัยต่อเทคโนโลยีประเภทนี้มานานนับสิบปีแล้ว การเริ่มรณรงค์ให้เห็นถึงพิษภัยจากแพลตฟอร์มเองรวมทั้งจากมิจฉาชีพจึงต้องเริ่มต้นด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และจริงจัง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น

รัฐต้องเริ่มส่งสัญญาณให้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง โรงเรียนและองค์กรเพื่อสังคมในการสร้างจุดเปลี่ยนเพื่อช่วยเหลือเด็กให้หลุดพ้นจากภัยของโซเชียลมีเดียอย่างจริงจัง ในเบื้องต้นหากยังไม่สามารถออกกฎหมายได้ภายในระยะเวลาอันสั้น รัฐควรต้องรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ถึงภัยจากโซเชียลมีเดียในระดับที่มากพอจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อส่วนรวม รวมทั้งสร้างความเข้าใจแก่พ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกอยู่กับจอสมาร์ทโฟนโดยลำพังโดยไม่ปล่อยให้พ่อแม่รังแกลูกโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่มีใครใกล้ชิดและปกป้องลูกได้ดีเท่าพ่อแม่

สิ่งที่รัฐต้องทำอันดับแรกในตอนนี้คือการจัดทำสมุดพกสำหรับพ่อแม่เพื่อการแนะนำและกำกับดูแลเด็กก่อนใช้สมาร์ทโฟนและรู้ทันภัยของโซเชียลมีเดียผ่านทางโรงเรียน เพื่อให้พ่อแม่ทำหน้าที่เป็นสมองส่วนหน้าและสมองส่วนควบคุมอารมณ์ของเด็กก่อนถึงวัยที่เด็กพร้อมที่จะเผชิญกับ ความวุ่นวาย ซับซ้อนและสิ่งไม่พึงประสงค์ต่างๆจากโลกเสมือนที่เต็มไปด้วยภัยทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโดยตรงโดยไม่ปล่อยให้ภาระการแก้ปัญหาตกอยู่กับประชาชนฝ่ายเดียว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...