ภัยเงียบโซเชียลถล่มเด็ก! กูรูจี้รัฐคลอดกฎเหล็กก่อนสาย
จากกรณีคดีความระดับโลกที่บิ๊กเทคโนโลยีอย่าง Meta แพลตฟอร์มแม่อย่าง Facebook และ Instagram ยอมจ่ายเงินยุติคดีมหาศาลกว่า 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังถูกหลายรัฐในสหรัฐฯ ยื่นฟ้องในข้อหาออกแบบแพลตฟอร์มให้เด็กและเยาวชนเกิดอาการเสพติดจนกระทบต่อสุขภาพจิตอย่างรุนแรง สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหาภัยออนไลน์ในเด็กไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ล่าสุด พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร ได้สะท้อนมุมมองผ่านบทความ "เด็กไทยกับโซเชียลมีเดีย" โดยระบุว่า
เมื่อมนุษย์ถูกรายล้อมด้วยเทคโนโลยีประเภทสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียซึ่งมีทั้งประโยชน์และเป็นภัยเงียบที่ทุกคนไม่รู้ตัว คนจำนวนไม่น้อยจึงตกเป็นเหยื่อของนักพัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพราะในขณะที่เรามุ่งแสวงหาประโยชน์จากโซเชียลมีเดีย นักพัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียก็ทำทุกวิถีทางเพื่อหาประโยชน์จากเราเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กซึ่งจะส่งผลกระทบในหลายด้านโดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนและกว่าจะรู้ก็มักจะสายเกินไปเพราะเทคโนโลยีมักก้าวไปไกลกว่าการกำกับดูแลและการควบคุมหลายก้าวเสมอ
หลายประเทศจึงหามาตรการป้องกันภัยจากเทคโนโลยีประเภทสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กก่อนถึงวัยที่ควรใช้เครื่องมือประเภทนี้ เป็นต้นว่า
ออสเตรเลีย บังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า16 ปีสร้างบัญชีโซเชียลมีเดีย
มาเลเซีย ประกาศว่ามีแผนที่จะห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้โซเชียลมีเดีย คาดว่าจะมีผลในปี 2026
สหราชอาณาจักร ตรากฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางออนไลน์กำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวมถึงการจำกัดอายุเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เยาว์เข้าถึงเนื้อหาที่เป็นอันตราย
เดนมาร์ก ประกาศว่าจะห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้สื่อสังคมออนไลน์ แต่จะอนุญาตให้ผู้ปกครองยกเว้นให้เด็กอายุ 13 ปีขึ้นไปเข้าถึงแพลตฟอร์มบางประเภทได้
ฝรั่งเศส ออกกฎหมายกำหนดให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องขอความยินยอมจากผู้ปกครองก่อนที่ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปีจะสร้างบัญชีโซเชียลมีเดีย
จีน หน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์ของจีนได้นำโครงการที่เรียกว่า "โหมดผู้เยาว์" (Minor mode) มาใช้ เพื่อจำกัดเวลาการใช้งานหน้าจอตามช่วงอายุ
เยอรมนี เด็กและเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 13 ถึง 16 ปี สามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ปกครองให้ความยินยอมเท่านั้น
นอร์เวย์ อิตาลี สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆอีกหลายประเทศมีแนวทางในการให้การป้องกันเด็กจากการคุกคามของโซเชียลมีเดียในทำนองเดียวกัน
สำหรับประเทศไทยถึงแม้จะออกตัวช้าอยู่มากแต่ก็ยังพอมีความหวัง เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบันแถลงต่อสื่อ(26 พ.ค.2569) ถึงสถานการณ์การใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชนไทย หลังสังคมเกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับผลกระทบของ Social Media Screen Time และคลิปวิดีโอสั้นต่อสมาธิ (Attention Span) การเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็ก โดยเฉพาะคอนเทนต์รูปแบบคลิปสั้น อาจส่งผลต่อสมาธิ การจดจ่อ และการเรียนรู้เชิงลึกของเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ และถือว่าเป็น “ความท้าทายร่วมของโลกยุคดิจิทัล” ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข แต่ยังไม่เห็นการแถลงถึงความคืบหน้าของมาตรการดังกล่าว
โซเชียลมีเดียเป็นทั้งเพื่อนและศัตรูของเด็ก
โซเชียลมีเดียมีประโยชน์แต่กลายเป็นจุดอ่อนของมนุษย์เจนเนอเรชันปัจจุบันและไม่ใช่เพื่อนที่ดีของเด็กถ้าใช้มากเกินไป เพราะการใช้เวลาหน้าจอโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยที่ยังไม่พร้อมของเด็กเพื่อดูคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มากเกินไปโดยไร้กฎกติกาในยุคที่เด็กมีสมาร์ทโฟนเป็นของเล่น จะส่งผลกระทบซึ่งเข้าข่ายเป็นภัยต่อชีวิตเด็กในแง่มุมที่สำคัญได้แก่
เด็กถูกตัดขาดจากสังคม : ใช้เวลาอยู่หน้าจอมากกว่าเจอหน้าเพื่อนและครอบครัว
เด็กนอนไม่เต็มอิ่ม : เพราะการใช้โซเชียลมีเดียที่มากเกินไปมีผลกับคุณภาพการนอนหลับที่แย่ลงและยังชี้ว่ามีความสัมพันธ์กับสุขภาพจิตที่ต่ำลงด้วย รวมทั้งการใช้เวลากับหน้าจอมากเกินไปจะสัมพันธ์กับการนอนที่สั้นลง ความล่าช้าในการนอนหลับเพิ่มขึ้นและตื่นระหว่างนอนมากขึ้น
สมาธิของเด็กถูกทำลาย : สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือที่ทำลายสมาธิเพราะนอกจากการที่วัยรุ่นจำนวนมากได้รับการแจ้งเตือนนับร้อยครั้งต่อวันจากเสียงสัญญาณเตือน(Notification) จากบรรดาแอปพลิเคชันต่างๆจนขาดสมาธิแล้ว การที่ความสนใจถูกทำลายในช่วงวัยรุ่นตอนต้นอันเนื่องมาจากการใช้โซเชียลมีเดียและวิดิโอเกมอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของ ทักษะสมองส่วนบริหาร(Brain executive function)ที่ทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมวางแผน และตัดสินใจอย่างเหมาะสมในชีวิตประจำวันด้วย
การเสพติดโซเชียลมีเดีย : โซเชียลมีเดียคือสื่อที่ออกแบบมาเพื่อการเสพติด ยิ่งผู้ใช้ซึ่งอยู่ในวัยเด็กอายุยิ่งน้อยยิ่งทำให้จำนวนปีในการใช้แพลตฟอร์มของเด็กกว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่(Life time ของการใช้แพลตฟอร์ม) นานยิ่งขึ้น
กฎเหล็กขั้นพื้นฐาน
การป้องกันภัยจากโซเชียลมีเดียและสร้างพัฒนาแก่เด็กควรมีมาตรการพื้นฐานซึ่งควรประกอบด้วยมาตรการ 4 ข้อคือ
ห้ามเด็กใช้สมาร์ทโฟนก่อนขึ้นชั้นมัธยม
ห้ามเด็กใช้โซเชียลมีเดียก่อนอายุ 16 ปี
ทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดจากโทรศัพท์
ปล่อยเด็กให้มีอิสระเสรีในการเล่นตามวัยของเด็ก
ภูมิคุ้มกันเด็กจากโซเชียลมีเดีย - เรื่องที่รอไม่ได้
รัฐต้องมีหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพในการทำให้ภารกิจสร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กจากสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียซึ่งเข้าใจว่ากระทรวงศึกษาธิการน่าจะเป็นแกนนำสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรการนี้ ร่วมกับกระทรวงดีอี กสทช. และภาคสังคมอื่นๆ รวมทั้งงานด้านกฎหมาย
เนื่องจากประเทศไทยดำเนินการในเรื่องนี้ค่อนข้างล่าช้าทั้งที่มีการเตือนภัยต่อเทคโนโลยีประเภทนี้มานานนับสิบปีแล้ว การเริ่มรณรงค์ให้เห็นถึงพิษภัยจากแพลตฟอร์มเองรวมทั้งจากมิจฉาชีพจึงต้องเริ่มต้นด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และจริงจัง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น
รัฐต้องเริ่มส่งสัญญาณให้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง โรงเรียนและองค์กรเพื่อสังคมในการสร้างจุดเปลี่ยนเพื่อช่วยเหลือเด็กให้หลุดพ้นจากภัยของโซเชียลมีเดียอย่างจริงจัง ในเบื้องต้นหากยังไม่สามารถออกกฎหมายได้ภายในระยะเวลาอันสั้น รัฐควรต้องรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ถึงภัยจากโซเชียลมีเดียในระดับที่มากพอจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อส่วนรวม รวมทั้งสร้างความเข้าใจแก่พ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกอยู่กับจอสมาร์ทโฟนโดยลำพังโดยไม่ปล่อยให้พ่อแม่รังแกลูกโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่มีใครใกล้ชิดและปกป้องลูกได้ดีเท่าพ่อแม่
สิ่งที่รัฐต้องทำอันดับแรกในตอนนี้คือการจัดทำสมุดพกสำหรับพ่อแม่เพื่อการแนะนำและกำกับดูแลเด็กก่อนใช้สมาร์ทโฟนและรู้ทันภัยของโซเชียลมีเดียผ่านทางโรงเรียน เพื่อให้พ่อแม่ทำหน้าที่เป็นสมองส่วนหน้าและสมองส่วนควบคุมอารมณ์ของเด็กก่อนถึงวัยที่เด็กพร้อมที่จะเผชิญกับ ความวุ่นวาย ซับซ้อนและสิ่งไม่พึงประสงค์ต่างๆจากโลกเสมือนที่เต็มไปด้วยภัยทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโดยตรงโดยไม่ปล่อยให้ภาระการแก้ปัญหาตกอยู่กับประชาชนฝ่ายเดียว