ปชน.จัดฟอรั่ม เปิดกลโกงตั้งแต่เกิดยันตาย ฉายภาพ 3 ด่านส่วย
เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2569 ที่โรงแรมโนโวเทล สุขุมวิท 20 ในกิจกรรม ฟอรัมผู้นำฝ่ายค้าน"เกิด แก่ เจ็บ โกง คนไทยจะออกจากวงจรนี้อย่างไร" ในการนำเสนอหัวข้อ "เกิด-แก่-เจ็บ-โกง เกิดเป็นคนไทยต้องจ่ายอะไรบ้าง" โดยนายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงปัญหาการเกิด ที่ปัจจุบันมีนักลุงทุนต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจสีเทา เพื่อให้ลูกได้สัญชาติไทย โดยการซื้อใบสูติบัตร ในราคา 110,000บาท โดยเมื่อมีสูติบัตร ก็จะเป็นเหมือนใบเบิกทางในทุกด้าน เพื่อธุรกิจในอนาคต ผ่านกระบวนการพ่อทิพย์ แม่ทิพย์ ซึ่งใน กทม.มี 6 โรงพยาบาล และมีเด็กสวมชื่อพ่อ แม่คนไทยแล้วกว่า 1000 คน หากไม่ดำเนินการแก้ปัญหาในตอนนี้ อนาคตข้างหน้าเด็กเหล่านี้จะได้สิทธิทุกอย่างในฐานะคนไทย ดังนั้นเราต้องช่วยกันอย่างไม่ประมาท และเราจะปล่อยให้ข้าราชการรับมืออย่างเดียวไม่ได้ แต่เราต้องช่วยกันหาทางออก โดยเสนอให้มีการตรวจ DNA ก่อนที่จะมีการออกใบสูติบัตร
ส่วน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวถึงปัญหาการศึกษาว่า กระทรวงศึกษาได้งบสูง แต่การศึกษาไม่ยกระดับเสียที เพราะมีการทุจริตอย่างการหักหัวคิว หากทุกโรงเรียนทำแบบนี้ งบประมาณจะรั่วไหลไปกว่า 100-200ล้านบาท ซึ่งปัญหาอยู่ที่กลไกของรัฐมีช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการทุจริต เช่นการล็อคเสปก หนังสือเรียน ที่บีบให้ซื้อหนังสือเฉพาะ
ทั้งนี้ การทุจริตทางการศึกษาไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศ เกี่ยวกับภาษีประชาชนแต่ยังมีต้นทุนแฝง 3 ด้านที่จะทำลายอนาคต
1. คุณภาพการศึกษาแย่กว่าควรจะเป็น หากนมโรงเรียนถูกหักหัวคิวนมที่ได้รับอาจจะบูด หาหนังสือเรียนถูกล็อคเหลือแค่ไม่กี่เจ้านักเรียนก็จะไม่สามารถเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ๆ การบรรจุครูมีการโกงใช้เส้นสายลูกหลานของเราก็จะขาดโอกาสในการเรียนกับครูที่เก่งที่สุด
2. นโยบายดีๆเงินไม่ได้เหลือแค่นโยบายไว้หากิน เช่นเพิ่มงบสร้างอาคาร แทนที่จะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการศึกษา หรือจ้างฝ่ายธุรการมาทำงานแทนครู
3.ค่านิยมของสังคมต่อปัญหาการทุจริต แม้บังคับให้ท่องว่า"โตไปไม่โกง" แต่ตราบใดที่ยังไม่ให้เด็กตั้งคำถามต่อสิ่งรอบตัวที่มีการทุจริต ก็อย่าแปลกใจหากคนรุ่นต่อไปจะมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติ
ดังนั้น เราต้องไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งทางการเมือง ฉุดรั้งการศึกษา แต่เราต้องมีการเมืองที่ เอาจริงกับการทุจริต โปรงใส ไม่เช่นนั้นการยกระดับการศึกษาก็เป็นไปได้ยากที่จะสำเร็จ
ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวถึง ปัญหาภาษีของมนุษย์เงินเดือนที่โดนโกง จากการจัดซื้อจัดจ้าง ผ่านกระบวนงบประมาณ หากเอกชนต้องการเข้าถึงโครงการภาครัฐจะต้องจ่ายเพิ่ม ผู้บริโภคก็ต้องเป็นคนจ่ายต้นทุนแฝงเป็นภาษีซ้อนภาษีที่เราต้องจ่าย โดยกลโกงจัดซื้อจัดจ้างประกอบไปด้วย
1.การล็อคสเปก
2.ฮั้วประมูล
3.ราคากลางสูงเกินจริง
4.แบ่งซื้อแบ่งจ้าง
5.ลดสเปกหลังเซ็นสัญญา
6.บริษัทหน้าฉากคือตั้งหลายบริษัทแต่เป็นเจ้าของเดียวกันมายื่นแข่งกันเอง
ดังนั้น ไม่ใช่แค่ภาษีที่โดนโกงแต่คืออนาคตของประเทศที่ถูกโกงด้วย อย่าคิดว่าเป็นแค่มนุษย์เงินเดือนแล้วจะไม่รอด
ขณะที่นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรค ปชน. กล่าวว่า จริง ๆ แค่ใช้ชีวิตในประเทศนี้ก็ยากอยู่แล้ว ที่หนักกว่านั้นคือระบบราชการที่กลับทำให้ชีวิตของเรายากขึ้น เต็มไปด้วยข้อจำกัด พร้อมฉายภาพ 3 ด่านส่วยแรงงานข้ามชาติ โดย ด่านที่ 1 คือ ด่านดอง ที่ต้องจ่ายค่านายหน้า 5,000-12,000 บาท ด่านที่ 2 คือ ด่านหน้าศูนย์ 1,300- 3,600 บาท และด่านที่ 3 ด่านเถื่อน ซึ่งอาจมีระบบสมาขิกแบบ จ่ายรอบแรก 10,000 บาท หรือจ่ายรายเดือนอีก 1,000 บาทต่อเดือน สุดท้ายคนเหล่านี้ก็ต้องมาเก็บกับผู้บริโภคและผู้ใช้บริการ ซึ่งนี่เป็นเพียงแค่ผู้ประกอบการรายย่อย
ส่วน น.ส.กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง พรรค ปชน.ได้มาตีแผ่ในภาพของโรงงานเจ้าของอุตสาหกรรมต้องเผชิญ โดยกล่าวว่า กว่าจะเป็นโรงงานก็ต้องเริ่มที่การขออนุญาตถมดินซึ่งอาจต้องมีการจ่ายเพิ่ม เพื่อให้ได้ใบอนุญาตเร็วขึ้นประมาณ 50,000-300,000 บาท ขั้นตอนถัดมาคือการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ที่อาจถูกเรียกเก็บเพิ่ม 100,000- 1,000,000 บาท และการขอใบอนุญาตประกอบกิจการที่อาจต้องจ่ายเพิ่ม 300,000-1,000,000 บาท ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนที่ถูกเพิ่มขึ้นมาจึงขอเรียกว่าค่าเปิดตาให้เจ้าหน้าที่ทำงานและออกใบอนุญาต อีกส่วนคือค่าปิดตาถ้าจ่ายส่วยจะถูกลงเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ
น.ส.ณัฐยา บุญภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.ได้พูดถึงเรื่องการโกงความแก่ พิการ เจ็บป่วย ซึ่งเริ่มที่เรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีการโกงเกิดขึ้น การขาดแคลนยาในต่างจังหวัดทำให้การรักษาถูกเลื่อนออกไป
นายณฐชนน ชนะบูรณาศักดิ์ สส.พิษณุโลก พรรค ปชน.กล่าวเรื่องค่าใช้จ่ายสุดท้ายในชีวิตที่เราเลือกเวลาไม่ได้ คนไทยไม่ได้ตายฟรีแต่มีต้นทุน 50,000 - 70,000 บาท เป็นค่าปลงศพ จึงขอพูดเรื่องการโกงเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีช่องโหว่ของกฎหมายอยู่ คือ ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ ไม่แสดงจำนวนสมาชิก และไม่รู้จำนวนเงิน