“ตลาดหุ้นยุโรป” ทรงตัว จ่อร่วงสัปดาห์ที่ 2 หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐสูง-น้ำมันพุ่งกดดันตลาด
"ตลาดหุ้นยุโรป" เคลื่อนไหวทรงตัว แต่มีแนวโน้มปิดลบเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐกลับมาพุ่ง ขณะที่ความตึงเครียดอิหร่านดันน้ำมันสูงสุดรอบ 1 เดือน เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก
วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เวลา 14.45 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ตลาดหุ้นยุโรปเคลื่อนไหวแทบไม่เปลี่ยนแปลงในวันศุกร์ (21 ส.ค.) และมีแนวโน้มปรับตัวลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน ท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่ภาวะชะงักงันทางการทูตในตะวันออกกลางผลักดันราคาน้ำมันขึ้น และเพิ่มความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ
*ดัชนี STOXX 600 ซึ่งสะท้อนตลาดหุ้นทั่วยุโรป ขยับขึ้น 0.06% มาอยู่ที่ 650.79 จุด ณ เวลา 07.05 น. GMT แต่ยังอยู่ในทิศทางที่จะปรับตัวลงเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน*
แรงกดดันสำคัญมาจากตลาดพันธบัตรสหรัฐ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง แม้กระทรวงการคลังสหรัฐจะประกาศเพิ่มขนาดโครงการซื้อคืนพันธบัตรเมื่อวันพุธ ซึ่งช่วยพยุงตลาดได้เพียงช่วงสั้น ๆ
การปรับขึ้นของยีลด์ยังเกิดขึ้น แม้ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ระบุว่า รัฐบาลอาจเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรเพิ่มเติม พร้อมส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการเดินหน้ามาตรการสร้างวินัยทางการคลัง เพื่อลดแรงกดดันต่อต้นทุนการกู้ยืม
ในตลาดหุ้นยุโรป กลุ่ม ทรัพยากรพื้นฐาน ปรับตัวโดดเด่นที่สุด เพิ่มขึ้นราว 1.3% หลังเงินดอลลาร์อ่อนค่าช่วยหนุนราคาทองคำ
ขณะเดียวกันความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านกลับมาเป็นอีกปัจจัยกดดันตลาด หลังเบสเซนต์ขยายความจากคำประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่าสหรัฐเตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์
ท่าทีดังกล่าวลดความหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งแตะ 94.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบ 1 เดือน ก่อนอ่อนตัวลงจากแรงขายทำกำไร
ราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ยังอยู่ในระดับสูงจึงกลายเป็นแรงกดดันสองด้านต่อตลาดหุ้นยุโรป โดยราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ขณะที่ยีลด์ที่สูงทำให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นและลดความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยง
อ้างอิง : www.reuters.com