จับตาเก้าอี้ 'อธิบดีสรรพากร' ว่าที่ปลัดคลังคนต่อไป เปิด 3 ชื่อชิงดำ
จับตาโผโยกย้ายใหญ่กระทรวงการคลัง หลังผู้บริหารระดับสูงเกษียณอายุราชการ 4 ตำแหน่ง พร้อมผู้ตรวจราชการว่างอีก 1 เก้าอี้ โดยเฉพาะ “อธิบดีกรมสรรพากร” ถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะธรรมเนียมคลังถือเป็นเก้าอี้ “ว่าที่ปลัดกระทรวงการคลัง” เปิดชื่อ “พรชัย-แพตริเซีย-วินิจ” ชิงดำ ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจฟื้นไม่ทั่วถึงและข้อจำกัดทางการคลัง
โยกย้าย 5 กระทรวง เคาะปลัดใหม่รับเกษียณ
ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคนใหม่ เพื่อทดแทนผู้บริหารที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569 แล้ว 5 กระทรวงสำคัญ
ประกอบด้วย กระทรวงยุติธรรม แต่งตั้งนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ขึ้นเป็นปลัดกระทรวง ขณะที่ กระทรวงพาณิชย์ แต่งตั้งนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นปลัดกระทรวง กระทรวงคมนาคม แต่งตั้งนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เป็นปลัดกระทรวงคมนาคม
ตามด้วยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่งตั้งนายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ เป็นปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และล่าสุด เมื่อ 18 สิงหาคม 2569 ครม.มีมติแต่งตั้งนายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นปลัดกระทรวงพลังงาน
เปิด 3 ชื่อจับตา “อธิบดีสรรพากร” เก้าอี้สำคัญที่สุด
สำหรับกระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการจัดทำโผโยกย้าย โดยมีตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่จะว่างลงจากการเกษียณ 4 ตำแหน่ง และผู้ตรวจราชการกระทรวงอีก 1 ตำแหน่ง
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า สาเหตุที่ยังไม่ได้นำเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเสนอในที่ประชุมครม. เนื่องจากรัฐบาลต้องการแต่งตั้งในระดับปลัดกระทรวงการคลังที่จะว่างลงจากการเกษียณอายุให้แล้วเสร็จก่อน จากนั้นจึงจะเป็นการเสนอในระดับอธิบดี ซึ่งในกระทรวงการคลัง นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังยังเหลืออายุราชการอีก 1 ปี โดยจะเกษียณราชการในปี 2570 ดังนั้นการเสนอแต่งตั้งโยกย้าย จึงน่าจะนำเสนอในเดือนกันยายน
ตำแหน่งที่ถูกจับตามากที่สุดคือ อธิบดีกรมสรรพากร เนื่องจากธรรมเนียมปฏิบัติของกระทรวงการคลังที่ผ่านมา ผู้ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรมักถูกมองเป็น “ว่าที่ปลัดกระทรวงการคลัง” ในอนาคต
เหตุผลสำคัญมาจากบทบาทของกรมสรรพากร ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดเก็บรายได้ของประเทศ และมีความสำคัญโดยตรงต่อการบริหารฐานะการคลังของรัฐบาล ดังนั้น การเลือกตัวบุคคลจึงไม่ได้เป็นเพียงการจัดวางตำแหน่งเพื่อทดแทนผู้เกษียณ แต่ยังเป็นการวางตัวผู้บริหารระดับสูงที่จะมีบทบาทต่อทิศทางการคลังในระยะต่อไป
“พรชัย ฐีระเวช” ชื่อเต็งจากสายงานนโยบาย-จัดเก็บรายได้
สำหรับแคนดิเดตที่ถูกจับตาในขณะนี้ มีชื่อของ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ซึ่งถือเป็นข้าราชการลูกหม้อของกระทรวงการคลัง เติบโตผ่านงานสำคัญด้านนโยบายและรายได้ของประเทศ โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นเวลาประมาณ 4 ปี และเคยเป็นรองปลัดกระทรวงการคลังในช่วงปี 2563-2564 ก่อนขึ้นเป็นอธิบดีกรมสรรพสามิตตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568
ด้วยประสบการณ์ทั้งด้านนโยบายการคลังและการจัดเก็บรายได้ ทำให้นายพรชัยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่มีความเหมาะสมสำหรับเก้าอี้อธิบดีกรมสรรพากร อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่านายพรชัยยังต้องการทำงานต่อที่กรมสรรพสามิต เนื่องจากมีภารกิจสำคัญที่ต้องสานต่ออีกหลายด้าน ท้ายที่สุดจึงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริหารกระทรวงการคลัง
“แพตริเซีย” ลูกหม้อสรรพากรอีกชื่อที่น่าจับตา
อีกหนึ่งชื่อที่น่าสนใจคือ นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ซึ่งถือเป็นข้าราชการที่มีอาวุโสและประสบการณ์สูงในกระทรวงการคลัง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบัญชีกลางมาแล้วประมาณ 3 ปี
จุดแข็งสำคัญคือประสบการณ์ใน กรมสรรพากร โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายระดับ ทั้งผู้อำนวยการสำนักบริหารการเสียภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ผู้อำนวยการสำนักวิชาการแผนภาษี ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี รวมถึงรองอธิบดีกรมสรรพากร ก่อนขยับขึ้นเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ
ด้วยโปรไฟล์ที่ผ่านทั้งงานด้านภาษี งบประมาณ และบริหารหนี้สาธารณะ ทำให้ชื่อของนางแพตริเซียยังอยู่ในกลุ่มที่ต้องจับตา หากไม่ได้รับเลือกไปนั่งกรมสรรพากร ก็มีความเป็นไปได้ที่จะถูกวางในตำแหน่งสำคัญของกรมจัดเก็บรายได้อื่น
“วินิจ” ตัวเลือกสายยุทธศาสตร์ภาษี
ขณะที่อีกชื่อที่ถูกจับตามองคือ ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ภาษีและระบบรายได้ภาครัฐ
ดร.วินิจได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง และได้รับการยอมรับในด้านการบริหารจัดการ โดยเฉพาะความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน แม้จะเพิ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สศค. ได้ประมาณ 1 ปี
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในมุมของการเติบโตในสายงาน อาจมีข้อเสนอว่าดร.วินิจควรอยู่พิสูจน์ฝีมือในตำแหน่งผู้อำนวยการ สศค. ต่อไป เพื่อสร้างผลงานและประสบการณ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ก่อนขยับขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมจัดเก็บรายได้
จับตา “ว่าที่ปลัดคลัง” ผ่านเก้าอี้สรรพากร
การจัดโผครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงโจทย์ว่าใครจะขึ้นเป็น อธิบดีกรมสรรพากร เพื่อทดแทนผู้บริหารที่เกษียณ แต่ยังเป็นการจับตาไปถึง “ว่าที่ปลัดกระทรวงการคลัง” คนต่อไปด้วย
ปัจจุบันนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยังมีอายุราชการเหลืออีก 1 ปี และจะเกษียณในปี 2570 ทำให้การวางตัวผู้บริหารระดับอธิบดีในครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อโครงสร้างการบริหารกระทรวงในระยะต่อไป
ขณะที่กระทรวงการคลังยังต้องบริหารตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณ ได้แก่ อธิบดีกรมธนารักษ์ รองปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และอธิบดีกรมสรรพากร รวมถึงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงที่ว่างลงอีก 1 ตำแหน่ง
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า การแต่งตั้งโยกย้ายอาจต้องจัดลำดับความสำคัญ โดยให้การวางตัวในตำแหน่งระดับปลัดกระทรวงการคลังมีความชัดเจนก่อน จากนั้นจึงพิจารณาเก้าอี้ระดับอธิบดี โดยคาดว่า จะมีการนำเสนอเรื่องเข้าสู่ ครม. ในช่วงเดือนกันยายน
ท้ายที่สุด ชื่อของ “พรชัย-แพตริเซีย-วินิจ” จึงยังเป็น 3 แคนดิเดตที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าใครจะถูกวางตัวในตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร และใครจะกลายเป็นผู้มีโอกาสก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ ปลัดกระทรวงการคลังคนต่อไป ในวันที่ภารกิจสำคัญของกระทรวงไม่ใช่เพียงการจัดเก็บรายได้ แต่ต้องรับมือกับเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ภาระรายจ่ายของรัฐ และข้อจำกัดทางการคลังที่ทวีความสำคัญมากขึ้น