โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลุดพยานคดีฮั้ว สว. ยื่น กกต. กลับคำให้การ อ้างถูกขู่ซัดทอด ภท.

Nation Online

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 43 นาทีที่แล้ว

11 กันยายน 2569 เกิดกระแสฮือฮาในวงการเมือง เมื่อเอกสารพยานสำคัญในคดี ฮั้ว สว. ได้ยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการถึงประธานกกต. เพื่อขอ กลับคำให้การ ทั้งหมด โดยพยานรายดังกล่าวอ้างว่า ถูกชายปริศนาข่มขู่ บังคับ และล่อลวงให้รับบทเป็นผู้ต้องหา แล้วกลับตัวเป็นพยาน เพื่อสร้างหลักฐานเท็จซัดทอด พรรคภูมิใจไทย พร้อมระบุว่า กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความเกรงกลัวอิทธิพลรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งปัจจุบันได้เดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.เมืองขอนแก่น แล้ว

ความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.ของ กกต. มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2568 ที่ผ่านมา พยานในคดีฮั้วการเลือกตั้งวุฒิสภา ได้ทำบันทึกคำให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือเพื่อกลับคำให้การ ถึงประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และได้ลงเลขรับไว้เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2568 โดยมีรายละเอียดว่า

ข้าพเจ้าได้ให้ถ้อยคำเพิ่มเติมในวันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ดังความแจ้งแล้วนั้น

ข้าพเจ้าขอให้ถ้อยคำเป็นหนังสือ โดยข้าพเจ้าทราบดีว่าการให้การอันเป็นเท็จอาจมีความผิดตามกฎหมาย ข้าพเจ้าขอสาบานและปฏิญาณตนว่า จะให้ถ้อยคำด้วยความสัตย์จริงทุกประการ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. ข้าพเจ้าเคยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย และมีความขัดแย้งกับพรรคอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ต่อมามีชายไม่ทราบชื่อได้ติดต่อข้าพเจ้าเข้ามาเกี่ยวกับเรื่องการให้ดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ชายคนดังกล่าวจึงเข้ามาแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบว่า จะต้องถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองจากพรรคภูมิใจไทยในอนาคต รวมถึงบุตรชายของข้าพเจ้าด้วย ชายคนดังกล่าวอ้างว่า รู้จักคนในรัฐบาลและยังได้อ้างว่าเขาสามารถช่วยเหลือให้ข้าพเจ้าหลุดพ้นจากข้อหาได้โดยเปลี่ยนข้าพเจ้าจากผู้ต้องหามาเป็นพยานในคดี แต่มีเงื่อนไขว่าข้าพเจ้าจะต้องให้การตามบทที่ได้กำหนดไว้ มิเช่นนั้นจะต้องหมดอนาคตทางการเมือง รวมถึงจะมีคดีความติดตามข้าพเจ้าและบุตรชายซึ่งมีตำแหน่งในองค์กรท้องถิ่น

ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวข้าพเจ้าและบุตรชายได้ถูกร้องเรียนจากหน่วยงานต่างๆ จริง ข้าพเจ้าจึงเกิดความกลัวเป็นอย่างมาก โดยคำให้การดังกล่าวถือว่าข้าพเจ้าได้ให้การในฐานะผู้ต้องหาในคดีนี้

2. บุคคลดังกล่าวยืนยันว่า รัฐบาลมีแผนจะใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานของรัฐ เป็นเครื่องมือทำลายล้างและใส่ร้ายทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย โดยขณะนี้มีการเตรียมการสร้างพยานหลักฐานเพื่อใส่ร้ายว่าข้าพเจ้ามีส่วนร่วมในการฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยข้าพเจ้าต้องพ้นตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรับโทษทางอาญา แต่หากข้าพเจ้าให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ จะมีการกันตัวข้าพเจ้าไว้เป็นพยาน โดยข้าพเจ้าไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา และไม่ต้องกลัวเรื่องการให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน เนื่องจากรัฐบาลได้ควบคุมหน่วยงานของรัฐต่างๆ ไว้หมดแล้ว

ทั้งยังอ้างว่า มีผู้ให้ความร่วมมือจำนวนมากแล้ว เนื่องจากบางส่วนได้รับผลประโยชน์ตอบแทน และบางส่วนถูกข่มขู่จนเกรงกลัวอิทธิพลของรัฐบาล พร้อมทั้งกำชับให้ข้าพเจ้าเก็บเป็นความลับ จะมีการเล่นงานทางการเมือง เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าเกิดความกลัวและยินยอมให้ความร่วมมือเพื่อป้องกันภยันตรายต่อตนเองและครอบครัว รวมทั้งบุตรของข้าพเจ้า

3. ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ตามคำให้การที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้นั้น ความจริงแล้วไม่มีบุคคลใดกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีการจัดทำโพยฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ตามที่ข้าพเจ้าเคยให้การไว้แต่อย่างใด ข้าพเจ้าได้ให้การไปตามบทที่อ้างว่ามีการคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ไว้ ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่าผู้สมรู้ร่วมคิดอาจนำคลิปการนับคะแนนไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ แล้วจัดสร้างโพยฮั้วขึ้นมา เพื่อเป็นพยานหลักฐานเท็จให้สอดคล้องกับผลการเลือกตั้ง เพราะไม่มีประจักษ์พยาน และไม่มีการยึดโพยได้จากผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใด เป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งผู้ใดก็จัดทำขึ้นได้ ในส่วนพยานบุคคลข้าพเจ้าเชื่อว่ามีหลายคนได้ถูกว่าจ้างหรือถูกข่มขืนใจ บังคับ ขู่เข็ญ ล่อลวง หรือกระทำการโดยมิชอบด้วยประการใดๆ เช่นเดียวกับข้าพเจ้าที่ถูกบังคับ ขู่เข็ญ เพื่อจัดตั้งบุคคลมาให้การเป็นพยานเท็จตามที่มีการสมคบคิดวางแผนไว้อย่างเป็นกระบวนการ

4. ผลของการแทรกแซงหน่วยงานของรัฐข้างต้น และพยายามใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย เป็นเหตุให้สมาชิกวุฒิสภารวมชื่อมีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวหาว่ามีการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติสั่งให้ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเฉพาะในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ และรองประธานกรรมการคดีพิเศษตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 82 วรรคสอง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

5. เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ข้าพเจ้ารู้สึกปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ของตนเองและครอบครัว เนื่องจากกลุ่มคณะบุคคลที่สมรู้ร่วมคิดซึ่งมีการข่มขืนใจ บังคับ ขู่เข็ญ ล่อลวง ให้ข้าพเจ้าให้ถ้อยคำใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีอำนาจในรัฐบาลแล้ว จึงเป็นเหตุที่ข้าพเจ้าต้องการแก้ไขข้อความให้ตรงกับความเป็นจริง จึงขอให้ถ้อยคำเพิ่มเติมเป็นหนังสือเพื่อแก้ไขข้อความดังกล่าวต่อไป

ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า มิได้มีเจตนาใส่ร้ายบุคคลอื่นให้เสื่อมเสียต่อชื่อเสียง และมิได้เจตนาจะให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งมีอำนาจสืบสวนสอบสวนเพื่อให้บุคคลใดได้รับโทษทางอาญา แต่การให้ถ้อยคำของข้าพเจ้าเกิดจากการถูกข่มขืนใจ บังคับ ขู่เข็ญ ล่อลวง ข้าพเจ้าให้ถ้อยคำพาดพิงใส่ร้ายตามบทที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และข้าพเจ้าขอยืนยันว่าถ้อยคำของข้าพเจ้าในครั้งนี้ เป็นความสัตย์จริงทุกประการ คำให้การใดๆ ที่ขัดหรือแย้งกับคำให้การครั้งนี้ ให้ถือคำให้การครั้งนี้เป็นคำให้การที่ถูกต้องและเป็นความสัตย์จริงทุกประการ และข้าพเจ้าไม่ประสงค์ให้ถ้อยคำเพิ่มเติมแต่อย่างใด อนึ่ง ข้าพเจ้าได้แจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่นไว้แล้ว

เอกสารลับ พยานคดีฮั้ว สว.กลับคำให้การ
เอกสารลับ พยานคดีฮั้ว สว.กลับคำให้การ
เอกสารลับ พยานคดีฮั้ว สว.กลับคำให้การ
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...