โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2+2 คืออะไร? กลไกไทยคานกัมพูชา หรือผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้น?

THE STANDARD

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
2+2 คืออะไร? กลไกไทยคานกัมพูชา หรือผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้น?

ทริปเยือนจีนอย่างเป็นทางการของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีรอบนี้ มีการเซ็น MoU หลายฉบับและเกิดกลไกความร่วมมือใหม่ๆ ที่ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ อวกาศ ไปจนถึงความมั่นคง แต่ที่อยู่ในสปอตไลต์และมีการตั้งคำถามตามมา คือ กลไก ‘2+2’ ซึ่งเป็นเวทีประชุมทวิภาคีระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของจีนและไทย

ประเด็นสำคัญ

  • 2+2 คืออะไร มีโครงสร้างการทำงานอย่างไร
  • ความจำเป็นของ 2+2 ทำไมต้องมี?
  • มีปัจจัยบีบทางภูมิรัฐศาสตร์หรือไม่?
  • กลไกนี้จะผลักไทยไปหาจีนมากขึ้นหรือไม่

เพจไทยคู่ฟ้าระบุว่า เป็นการเสนอจากฝ่ายไทย เพื่อให้เป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ ขณะที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า กลไกนี้จะช่วยยกระดับความร่วมมือในการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นปัญหาร่วมกัน

ขณะที่ หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงมองเห็นความจำเป็นของการที่จีนและไทยต้องรักษาการติดต่อระดับสูงอย่างใกล้ชิด และใช้ประโยชน์จากกลไกการหารือเชิงยุทธศาสตร์แบบ 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศ เพื่อให้เกิดประสิทธิผล และยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ให้ก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีคำถามตามมาว่ากลไกนี้จะยิ่งผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้นหรือไม่? ท่ามกลางบริบทการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ความขัดแย้งกับกัมพูชา ตลอดจนบริบทที่ญี่ปุ่นกำลังแสดงบทบาทมากขึ้นในภูมิภาคภายใต้ยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก

หน้าที่กลไกใหม่นี้คืออะไร ทำไมต้องมี 2+2 ในเวลานี้ มีเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์เบื้องหลังหรือไม่ บทความนี้จะพาไปหาคำตอบผ่านมุมมองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง

2+2 คืออะไร มีโครงสร้างการทำงานอย่างไร

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับสากล เพราะกลไก 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมเป็นกรอบปกติที่หลายประเทศจัดตั้งขึ้นเพื่อประสานการทำงานข้ามกระทรวงอยู่แล้ว ไทยกับสหรัฐฯ ก็มีกลไกแบบนี้มาหลายปีแล้ว

ข้อมูลที่ THE STANDARD ได้รับจากกระทรวงกลาโหม ระบุว่า ‘2+2’ ที่เพิ่งจัดตั้งคือกลไกการทำงานและความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมชองไทยและจีน ซึ่งไทยเป็นผู้ริเริ่ม โดยมีโครงสร้างการทำงานคล้ายกับที่ไทยมีร่วมกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์หรือพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย

การหารือในกรอบนี้จะครอบคลุมในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับงานต่างประเทศ เช่น โครงการความร่วมมือ การฝึก การศึกษา การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ไปจนถึงการปฏิบัติการร่วม ในภารกิจต่างๆ เช่น การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นต้น

สำหรับองค์ประชุมนั้น กระทรวงกลาโหมให้ข้อมูลว่า โดยทั่วไปจะจัดในรูปแบบกรรมการ มีผู้บริหารระดับปลัดกระทรวงเป็นประธาน มีผู้แทนด้านนโยบายและแผนเป็นฝ่ายเลขาฯ และผู้แทนที่มีบทบาทสำคัญ (key man) ของหน่วยงานอื่นๆ ภายใต้กระทรวงนั้นๆ เข้าร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมจากทั้งกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศจะนำแนวทางนโยบายซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการหารือไปขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

กับคำถามว่าการประชุม 2+2 จะเกิดขึ้นเมื่อไร พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุว่า ยังต้องผ่านการหารือของฝ่ายเลขาฯ ของทั้งสองประเทศก่อน ส่วนการมาเยือนไทยของต่งจวิน รัฐมนตรีกลาโหมจีนช่วงสุดสัปดาห์นี้ ยังไม่ถือเป็นการประชุมในกรอบ 2+2

ความจำเป็นของ 2+2 ทำไมต้องมี?

ประโยชน์ที่เห็นได้จากกลไกนี้ กระทรวงกลาโหมระบุว่า ด้วยหน้าที่ของมันจะเป็นการบูรณาการงานของกระทรวงการต่างประเทศและกลาโหมเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพในการทำงานร่วม โดยมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นฝ่ายนำ ซึ่งหัวใจสำคัญคือเพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยมี ‘การต่างประเทศนำการทหาร’

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ว่า กลไกนี้จะช่วยแก้ปัญหาการทำงานแบบแท่งแยกส่วน (Silo) พร้อมยกตัวอย่างว่า ในอดีตที่ผ่านมาเรามีเวทีการประชุมระดับภูมิภาคที่แยกส่วนกัน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศจะประชุมในเวทีรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (AMM) ส่วนรัฐมนตรีกลาโหมจะร่วมประชุมเวทีรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน (ADMM) ซึ่งพอกลับมามักขาดการประสานงานในระดับปฏิบัติการ

แต่การมีกลไก 2+2 จะช่วยเชื่อมการทำงานข้ามกระทรวงในเรื่องความมั่นคงที่ปัจจุบันมีความซับซ้อนขึ้นมาก เช่น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และยาเสพติด เป็นต้น เพราะปัจจุบันหน่วยงานในไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงมีหลายสิบหน่วยงาน และหลายกรณีเกิดปัญหาทำงานไม่ประสานกัน หรือทำงานแยกกันตามกฎหมายหรือกระทรวงของตัวเอง

ยกตัวอย่างเช่นเรื่องยาเสพติดอยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งอยู่ใต้กระทรวงยุติธรรม ไม่ใช่กระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงต่างประเทศ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศด้วยที่ต้องอาศัยการประสานงานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นๆ รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศด้วย

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หากมีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงที่สามารถกำกับและสั่งการหน่วยงานด้านตำรวจ ทหาร พลเรือน ข่าวกรอง ตรวจคนเข้าเมือง ไซเบอร์ และ DSI ได้อย่างครอบคลุม ก็จะทำให้ไทยสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามข้ามชาติผ่านกรอบกลไก 2+2 ร่วมกับชาติมหาอำนาจ เช่น จีนหรือสหรัฐฯ ได้รวดเร็วและมีเอกภาพมากยิ่งขึ้น

มีปัจจัยบีบทางภูมิรัฐศาสตร์หรือไม่?

ในอาเซียน จีนมีกลไก 2+2 กับกัมพูชาก่อนหน้านี้ ซึ่งมีการประชุมกรอบดังกล่าวระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมและต่างประเทศของจีนและกัมพูชาไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีการตั้งคำถามว่า การที่กัมพูชามีกลไก 2+2 กับจีนเป็นปัจจัยที่บีบให้ไทยต้องมีด้วยหรือไม่ เพราะกัมพูชาเป็นคู่ขัดแย้งกับไทยในเรื่องพรมแดนทางบกและทะเล ซึ่งที่ผ่านมาจีนก็แสดงตัวพร้อมเป็นประเทศที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชา

รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า เหตุผลที่ไทยและจีนเพิ่งจะมีกลไก 2+2 นั้น ส่วนหนึ่งอาจมาจากแรงกดดันจากกรณีที่จีนเริ่มมีความร่วมมือ 2+2 กับกัมพูชา ซึ่งทำให้ฝ่ายจีนและฝ่ายความมั่นคงไทยพูดคุยตกลงร่วมกันที่จะต้องขยับไปมีความร่วมมือแบบเดียวกันบ้าง

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน ก็มองคล้ายกันว่า ปัจจัยข้างต้นอาจมีส่วนแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด โดยมองปัจจัยภายในด้วยว่า ไทยมีหน่วยงานความมั่นคงซ้อนกันอยู่ถึง 15–20 หน่วยงาน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องมีกลไกนี้เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้การทำงานข้ามกระทรวงสอดประสานกันมากขึ้นและสอดรับกับบริบทโลกปัจจุบัน ในขณะที่กัมพูชาจัดตั้งและขับเคลื่อนกลไกนี้ได้เร็วกว่า เนื่องจากเป็นประเทศเล็ก มีโครงสร้างหน่วยงานความมั่นคงน้อยกว่าไทย

ส่วนเหตุผลที่จีนเห็นพ้องในการยกระดับกลไก 2+2 นี้ร่วมกับไทยนั้น รศ.ดร.อักษรศรี ชี้ว่า ฝ่ายจีนเองก็ต้องการรักษาภาพของการ ‘คบทั้งคู่’ โดยไม่เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะสำหรับจีนแล้ว ไทยและกัมพูชามีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ต่อจีนทั้งคู่ (แต่ในคนละมิติ) หากสองประเทศขัดแย้งกันในพื้นที่ที่จีนมองเป็น ‘สนามหลังบ้าน’ ก็จะไม่เป็นประโยชน์ต่อจีน เพราะจะกลายเป็นการเปิดช่องว่างให้มหาอำนาจนอกภูมิภาคเข้ามาแทรกแซงได้ง่ายขึ้น

“จีนเดินเกมแบบ ‘คบทั้งคู่’ ดังนั้นช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม (right timing) สำหรับจีน เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่นายกฯ ไทยไปเยือนจีน ในขณะที่ ต่งจวิน รัฐมนตรีกลาโหมจีน ก็เดินทางมาเยือนไทยช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงที่สถานทูตจีนจัดงานครบรอบ 99 ปีแห่งการสถาปนากองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม” รศ.ดร.อักษรศรี กล่าว

อีกปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผู้เชี่ยวชาญมองเห็นตรงกันคือ การมีบทบาทมากขึ้นของญี่ปุ่นในภูมิภาค

ญี่ปุ่นในยุคนายกฯ หญิง ซานาเอะ ทาคาอิชิ ซึ่งมีท่าทีขวาจัดเริ่มขยับหลายเรื่องที่ รศ.ดร.อักษรศรี มองว่าท้าทาย ‘เขตอิทธิพลจีน’ ทั้งเรื่องไต้หวัน และรวมถึงกรณีที่ญี่ปุ่นส่งเรือตรวจการณ์ให้กัมพูชา และญี่ปุ่นยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือไทยในเรื่องที่เป็นกระแสต่อต้านจีนในไทย เช่น เรื่องสารพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำกก ตัวแปรญี่ปุ่นจึงน่าจะเป็นอีกปัจจัยผลักให้จีนเร่งตั้งกลไก 2+2 กับไทย

“จีนไม่ได้มองแค่ปัญหาพรมแดนไทย-กัมพูชา แต่จะมองภาพใหญ่กว่านั้นในการคบกับกัมพูชาและไทย ทั้งเรื่องทะเลจีนใต้และการที่มหาอำนาจอื่นขยายอิทธิพลในสนามหลังบ้านของจีน ฝ่ายจีนจึงเดินเกมสร้างความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับทั้งไทยและกัมพูชาต่อไป ในขณะนี้ จีนมองญี่ปุ่นในยุคขวาจัดว่าเป็นภัยคุกคามมากกว่าทรัมป์เสียอีก โดยเฉพาะประเด็นทะเลจีนใต้ เมื่อไม่นานมานี้ญี่ปุ่นก็เพิ่งเป็นหนึ่งในแกนนำชวน 14 ชาติออกแถลงการณ์ในวันครบรอบ 10 ปีที่อนุญาโตตุลาการออกคำตัดสินเรื่องทะเลจีนใต้ในกรอบ UNCLOS ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นยุคนี้กำลังท้าทายจีนในด้านความมั่นคง” อาจารย์จากธรรมศาสตร์ให้ความเห็น

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน มองว่าญี่ปุ่นเริ่มเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนทางการทหารและความมั่นคงแก่ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงกัมพูชา ซึ่งเป็นความพยายามในการคานอิทธิพลจีนของญี่ปุ่น และต้องการดึงกัมพูชาออกจากวงโคจรของจีนบ้าง

“เมื่อมหาอำนาจอื่นอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เริ่มขยับและเข้ามามีบทบาทในประเทศรอบบ้านมากขึ้น จีนจึงเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง โดยเร่งกระชับความสัมพันธ์กับไทยผ่านกลไกเชิงโครงสร้างอย่าง 2+2 ซึ่งเป็นการดึงทั้งไทยและกัมพูชาเข้าหาจีน โดยไม่ปล่อยให้ชาติอื่นดึงไทยหรือกัมพูชาไปฝ่ายเดียว” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว

กลไกนี้จะผลักไทยไปหาจีนมากขึ้นหรือไม่

มีความกังวลว่า การดำเนินชุดนโยบายของรัฐบาลไทยในช่วงหลังมีลักษณะโน้มเอียงไปทางจีนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมิติการต่างประเทศ เศรษฐกิจ และความมั่นคง ซึ่งกลไก 2+2 กับจีนก็เป็นหนึ่งในความกังวลนั้น

รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ว่า 2+2 เกิดจากทั้งแรงผลักและแรงดึง ซึ่งแรงผลักก็เกิดจากความจำเป็นในเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องมี เพื่อรับมือกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และบริบทโลกที่เปลี่ยนไป แต่อาจารย์เตือนให้ระวังแรงดึงจากมหาอำนาจอย่างจีนด้วย โดยชี้ว่า ไทยจำเป็นต้องสร้าง ‘สมดุลใหม่ทางยุทธศาสตร์’ โดยไม่ปล่อยให้มหาอำนาจเป็นฝ่ายดึงเราไปข้างเดียว แต่ไทยต้องเป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไขและดึงมหาอำนาจเข้ามาสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยด้วย

อาจารย์ปณิธานยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามว่า สามารถขยับขึ้นมาเป็นตัวปรับสมดุลใหม่ในภูมิภาคได้อย่างโดดเด่น ในขณะที่ไทยยังติดกับดักเรื่องโครงสร้างการบริหารภายในที่ล่าช้า ซึ่งกลไกใหม่หากนำไปสู่การปรับโครงสร้างการทำงานข้ามกระทรวงได้ดีขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ต่อไทย

ในส่วนของการดำเนินนโยบายการต่างประเทศแบบรักษาสมดุลนั้น รศ.ดร.ปณิธานมองว่าการที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ เดินทางไปฮาวาย และได้พบกับพลเรือเอก ซามูเอล ปาปาโร ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นแปซิฟิกของสหรัฐฯ (USPACOM) ก่อนที่จะมีการตั้งกลไก 2+2 กับกลาโหมจีนในเวลาต่อมานั้น ถือเป็นการเดินเกมการทูตที่ดี เพื่อรักษาความสัมพันธ์ด้านการทหารกับสองมหาอำนาจ และสอดคล้องกับความเห็นของรศ.ดร.อักษรศรี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มองว่า ไทยต้องเดินเกมคบกับทั้งสองมหาอำนาจ แม้ว่าผลลัพธ์จากการประชุมที่ฮาวายจะยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากนักก็ตาม

โดยสรุปคือการจัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมไทย-จีน เป็นเรื่องที่ไทยเห็นความจำเป็นในเชิงความมั่นคงและยุทธศาสตร์ แต่ในมุมมองนักวิชาการนั้น ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับการปฏิรูปโครงสร้างการประสานงานภายในไทยด้วย ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ไทยต้องรักษาสมดุลกับมหาอำนาจด้วย เพื่อไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือดึงไทยเข้าหาฝ่ายเดียวจนถูกมองว่าเอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...