โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘เอ็มมีเน้นซ์’ ลุย Health-Tech เต็มกำลัง ต่อยอด 4 ธุรกิจหลักสู่โซลูชันสุขภาพครบวงจร

The Better

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
‘เอ็มมีเน้นซ์ กรุ๊ปฯ’ ก้าวสู่ปีที่ 55 รุก Health & Wellbeing เต็มสูบ เตรียมเปิด Health-Tech Experience Center ไตรมาส 4

‘เอ็มมีเน้นซ์ กรุ๊ปฯ’ ผู้นำธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์การแพทย์ ประกาศเดินหน้าสู่ปีที่ 55 ด้วยกลยุทธ์ขยายธุรกิจจากผู้จัดจำหน่ายสู่การเป็น ‘Solution Partner’ ด้านสุขภาพครบวงจร ภายใต้แนวคิด ‘Wellbeing for All’ พร้อมเร่งลงทุนในธุรกิจ Health-Tech และเตรียมเปิด Eminence Health-Tech Experience Center ภายในไตรมาส 4 ปี 2569 รองรับเทรนด์สุขภาพและเทคโนโลยีการแพทย์ที่เติบโตต่อเนื่อง

คุณสุชานันท์ อัจฉริยสุชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 55 ปี บริษัทดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา ‘The Promise of Health’ หรือพันธสัญญาแห่งสุขภาพ ด้วยความมุ่งมั่นนำเข้านวัตกรรมสุขภาพจากทั่วโลกมาสู่คนไทย

ทิศทางของบริษัทในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบทบาทผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้า แต่ต้องการยกระดับสู่การเป็น ‘Solution Partner’ ที่ใช้ความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและเครือข่ายพันธมิตรระดับโลกในการคัดสรรนวัตกรรม พร้อมพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด ‘Wellbeing for All’ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพในราคาที่เหมาะสม

ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ดำเนินธุรกิจ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจทันตกรรม (Dental) กลุ่มเวชภัณฑ์และเครื่องมือสำหรับโรงพยาบาล (Medical) กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Healthcare) และกลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย (Industrial)

กลุ่มธุรกิจทันตกรรมมุ่งนำเสนอโซลูชันสำหรับทันตแพทย์ ตั้งแต่อุปกรณ์และเครื่องมือในห้องทันตกรรม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ Oral Care และผลิตภัณฑ์ฟอกสีฟัน ขณะที่กลุ่ม Medical ครอบคลุมอุปกรณ์สำหรับธนาคารเลือด ฝ่ายการพยาบาล และห้องปฏิบัติการ ส่วนกลุ่ม Healthcare ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและอุปกรณ์สุขภาพสำหรับใช้ในครัวเรือน และกลุ่ม Industrial มุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมยาด้วยเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับกระบวนการผลิตและบรรจุ

สำหรับแผนธุรกิจในปี 2569 บริษัทเตรียมเปิดตัวกลุ่มธุรกิจใหม่ด้าน Health-Tech พร้อมจัดตั้ง Eminence Health-Tech Experience Center ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ปีนี้ เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการได้สัมผัสและเรียนรู้นวัตกรรมสุขภาพจากทั่วโลก โดยบริษัทเตรียมงบลงทุนสำหรับศูนย์ดังกล่าว รวมถึงการทำตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ Own Brand การพัฒนาทักษะบุคลากร และการปรับปรุงระบบงานเพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง

ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าพัฒนาแบรนด์ของตนเองอย่างต่อเนื่อง โดย FURANO มุ่งสู่การเป็นแบรนด์ Oral Care สำหรับผู้จัดฟันโดยเฉพาะ มีผลิตภัณฑ์ เช่น เม็ดฟู่ทำความสะอาดรีเทนเนอร์และเครื่องมือจัดฟันใส รวมถึงแปรงสีฟันไฟฟ้า และเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ครอบคลุมการดูแลช่องปากสำหรับผู้จัดฟันมากขึ้นภายในปีนี้

ส่วนแบรนด์ Prosper มุ่งพัฒนาเป็นแบรนด์อุปกรณ์สุขภาพสำหรับทุกคนในครอบครัว เช่น เครื่องชั่งน้ำหนักอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยี DEXA สามารถประมวลผลข้อมูลสุขภาพได้ถึง 20 รายการ และรองรับผู้ใช้งานได้สูงสุด 24 คนในเครื่องเดียว

คุณสุชานันท์กล่าวว่า ตลาดเครื่องมือแพทย์ไทยมีมูลค่ารวมกว่า 2.6 แสนล้านบาท โดยมียอดขายในประเทศประมาณ 7.3 หมื่นล้านบาท และเติบโตเฉลี่ย 2-3% ต่อปี แม้เป็นตลาดที่มีความท้าทาย แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) การเติบโตของ Medical & Wellness Tourism การลงทุนของโรงพยาบาลและคลินิกเฉพาะทาง รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองสุขภาพเป็นการลงทุนในรูปแบบ Lifestyle Investment

นอกจากนี้ ตลาด Digital Health มีอัตราการเติบโตประมาณ 7% และ Wellness Economy เติบโตประมาณ 10% บริษัทจึงมองเห็นโอกาสในการเร่งค้นหาและนำเสนอนวัตกรรม Health-Tech จากทั่วโลก ควบคู่กับการพัฒนา Own Brand เพื่อรองรับความต้องการด้านสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไป

“เอ็มมีเน้นซ์ไม่ได้ทิ้งรากฐานเดิม แต่เป็นการต่อยอดจากประสบการณ์กว่า 55 ปีในธุรกิจสุขภาพ จากความเชี่ยวชาญด้านทันตกรรม เครื่องมือแพทย์ และเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก ไปสู่การเป็นศูนย์รวมนวัตกรรมสุขภาพที่คัดเลือก ให้ความรู้ และทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นถูกนำไปใช้ได้จริงในบริบทของประเทศไทย”

“เราอยากให้เอ็มมีเน้นซ์เป็น Trusted Bridge หรือสะพานที่น่าเชื่อถือระหว่างนวัตกรรมสุขภาพระดับโลกกับผู้ใช้งานในไทย ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล คลินิก บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้บริโภคที่หันมาดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้คนไทย” คุณสุชานันท์กล่าวสรุป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...