ทะลุมิติครั้งนี้ฉันจะเป็นเศรษฐีนีด้วยซูเปอร์มาร์เก็ต
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Guangzhou Alibaba Literature lnformation TechnologY Co., Ltd
ประพันธ์โดย : 玖灵歌
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Co.,LTD
บรรณาธิการ :วลีรัตน์ แทนคง
แปลภาษาไทยโดย : Ramie W
พิสูจน์อักษร : ธัญชนก กุลโรจนวรากร
เจ้าของร่างเก่าย้อนเวลามา แต่กลับเอาหัวโขกฝาบ้านจนตายไปรอบที่สาม!
ดังนั้น “เคอโยวหราน” เซฟใหญ่ขึ้นคานจึงต้องมารับกรรม แต่งเป็นเจ้าสาวให้ชายขาพิการแทน
หากเป็นเช่นนี้.. ด้วยเกียรติของเด็กกำพร้าที่ปากกัดตีนถีบมาทั้งชีวิต
การยอมจำนนย่อมไม่ใช่คำตอบของนาง!
กระทั่งวันที่อับจนหนทาง “ระบบซุปเปอร์มาเก็ต” จากชาติที่แล้วก็ปรากฎขึ้นตรงหน้า..
ที่ที่เธอจะสามารถหยิบฉวยทุกสิ่งได้ดั่งใจปรารถนา
ทั้งสิ่งของ หยูกยา ข้าวปลาอาหารแห้งครอบจักรวาล
ใช้ได้ทันที ปรุงได้ทันควัน เอามาทำใหม่ได้ทันใจต้องการ!
และด้วยความช่วยเหลือจากเซียนพิษและหมอเทวดาที่ยินยอมพร้อมใจรับนางเป็นศิษย์…
นางจะขอตอบแทนสวรรค์ ใช้ชีวิตที่ท่านมอบให้ใหม่นั้น อย่างมั่งคั่งอู้ฟู้เต็มที่ไปเลย!
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย
การแต่งงานของต้วนซานหลาง
วันที่เก้าเดือนสอง ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านเถาหยวนยังไม่ทันสว่าง
เคอต้ายาถูกแม่สามีฉุดกระชากลากถูพร้อมทั้งร้องบริภาษมาตลอดทาง จนกระทั่งเข้ามาในลานเรือนสกุลเคอ
ระหว่างทางมีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยพบเห็น ต่างพากันเข้ามาล้อมลานเรือนสกุลเคอด้วยความสนใจใคร่รู้
เพิ่งจะเข้ามาในลานเรือน มารดาสกุลต้วนพลันร้องตะคอกด้วยความโมโห “คนสกุลเคอ ออกมา!”
ประตูเรือนฝั่งตะวันออกของจวนสกุลเคอถูกผลักเปิด มีแม่เฒ่าอายุราวห้าถึงหกสิบปีที่ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยผู้หนึ่งเดินออกมาจากด้านใน
“ข้าว่านะสกุลเกี่ยวดอง [1] เมื่อวานเพิ่งจะจัดพิธีแต่งงานเสร็จสิ้น พิธีเยี่ยมบ้านเดิมในสามวันให้หลังก็ยังไม่ถึงเวลาด้วยซ้ำ? มาโหวกเหวกโวยวายอันใดตั้งแต่เช้าตรู่เช่นนี้?”
มารดาสกุลต้วนโมโหจนพ่นเสียงหัวเราะออกมา นางชี้ไปทางเคอต้ายาด้วยความโกรธเคือง
“ข้ามาโหวกเหวกโวยวายอันใดงั้นหรือ? นี่เจ้ากำลังแสร้งทำเป็นเลอะเลือนทั้งที่รู้อยู่แก่ใจใช่หรือไม่? พวกเจ้าช่างใช้อุบายลอบเปลี่ยนคานเปลี่ยนเสา [2] ได้ยอดเยี่ยมเสียจริง! บ้านเมืองยังมีขื่อมีแปอยู่หรือไม่? ผู้ที่สกุลต้วนของพวกเราต้องการคือเคอก่วงเถียน บุตรสาวคนเล็กของเจ้า เพราะข้าเห็นแก่ที่นางบั้นท้ายใหญ่คลอดบุตรง่าย แต่เจ้ากลับเอาหลานสาวที่นอกจากกระดูกก็เหลือเพียงหนังหุ้มเช่นนี้แต่งเข้าจวนสกุลข้า เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร! คิดจะหลอกผีหรือ?”
เคอต้ายาที่ถูกมารดาสกุลต้วนชี้หน้ามีน้ำตาไหลพราก
ครั้นนางตื่นขึ้นมายามเช้า นึกไม่ถึงว่าจะพบว่าตนย้อนเวลากลับมายังวันที่ออกเรือนกับต้วนซานหลาง [3] เมื่อสามปีก่อน
นอกจากนั้นตนยังถูกท่านย่าบังคับให้สวมชุดมงคลเพื่อออกเรือนแทนอาหญิงเล็กอีกด้วย
แม่เฒ่าเคอถ่มน้ำลายอย่างไม่แยแสเลยสักนิด “ข้าว่านะสกุลต้วน บุตรชายของเจ้าเป็นเพียงคนพิการขาหัก ได้แต่งเคอต้ายาก็ควรรู้จักพอได้แล้วกระมัง…”
“ถุย! ข้าจ่ายเงินค่าสินสอดทองหมั้นตั้งยี่สิบตำลึง นับได้ว่ามีเพียงหนึ่งเดียวในหมู่บ้านที่ยอมจ่ายมากขนาดนี้แล้ว…”
สกุลต้วนคือครอบครัวเดียวที่มาจากต่างถิ่น พวกเขาถูกต่อต้านเพียงเพราะเป็นคนนอก หากอยากใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้าน การหาคนจากสกุลมีชื่อเสียงในหมู่บ้านมาเกี่ยวดองก็นับเป็นวิธีที่ดีที่สุด ด้วยเหตุนี้จึงยอมลงทุนหมั้นหมายกับบุตรสาวสกุลเคอ
ครั้นได้ฟังเสียงด่าทอดังยุ่งเหยิง เคอต้ายาพลันหวนนึกถึงชะตาชีวิตอันน่าสังเวชในอีกสามปีข้างหน้า นางมิปรารถนาจะซ้ำรอยเดิมอีกครา
ภายใต้สถานการณ์ที่ผู้คนไม่ทันสังเกต เคอต้ายาตัดสินใจเด็ดเดี่ยว กระทำการเอาหัวพุ่งชนก้อนหินในลานเรือน…
หนึ่งเสียง “ปึก!” ดังขึ้น หยดเลือดสาดกระเซ็น โลกทั้งใบไร้สรรพเสียงใดทันที
……
“โธ่!…ต้ายา! ต้ายาของแม่…ฮือๆๆ! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? โธ่! ฮือๆๆ…”
ฟ้ายังไม่ทันสว่าง ถงซื่อ [4] ก็ถูกแม่สามีไล่ให้ออกไปทำงาน ครั้นได้ยินว่ามารดาสกุลต้วนลากบุตรสาวของตนไปยังจวนสกุลเคอเพื่อขอคำอธิบาย นางถึงกับตกใจจนวิ่งห้อตะบึงกลับมาจากทุ่ง
ด้วยความร้อนรน นางวิ่งจนรองเท้าฟางหลุดจากเท้า แต่เพิ่งจะมาถึงข้างประตูจวนกลับต้องพบกับภาพบุตรสาวของตนเอาหัวโขกหินเพื่อปลิดชีพตนเอง
“พี่…พี่หญิง…ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? รีบฟื้นขึ้นมาเร็วเข้า ลุกขึ้นมาพูดกับเอ้อร์ยาสิเจ้าคะ! ข้าขอร้องท่าน พี่หญิง…ฮือๆๆ…”
ผู้ที่วิ่งห้อตะบึงมากับมารดายังมีเคอเอ้อร์ยา นางพยายามเขย่าพี่สาวคนโตของตนอย่างสุดชีวิต
……
ให้ตายเถิด เลิกเขย่าได้แล้ว มันสมองของข้าใกล้จะถูกเขย่าจนไหลออกมาแล้ว…
ข้างหูของเคอโยวหรานมีเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจดังเข้ามา เรี่ยวแรงจากภายนอกเขย่านางเสียจนอยากอาเจียน
ความทรงจำของเคอต้ายาไหลทะลักเข้าสู่สมองของนางราวกับน้ำตกที่ไหลลงสู่แอ่งน้ำ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรนางก็ลืมตาไม่ขึ้น
นึกไม่ถึงว่านางจะทะลุมิติ?!
นึกไม่ถึงว่าในเวลาไม่ทันถึงหนึ่งชั่วยาม เจ้าของร่างเดิมที่กลับมาเกิดใหม่จากอีกสามปีข้างหน้าจะยังคงเลือกหนทางฆ่าตัวตายเพื่อจากไป
และสิ่งที่นึกไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือ หญิงใหญ่ขึ้นคานอย่างตนจะทะลุมิติมาเป็นสตรีที่แต่งงานแล้ว!
มารดาสกุลต้วนเองก็นึกไม่ถึงว่าการที่ตนลากเคอต้ายามาขอคำอธิบายจะกลายเป็นการบีบบังคับคนให้ต้องตาย ยามนี้นางจึงชะงักงันเอ่ยสิ่งใดไม่ออก
แม่เฒ่าเคอก็ถูกภาพตรงหน้าทำเอาตกใจเช่นกัน ปากเอ่ยพึมพำไม่ยอมหยุด “อมิตาภพุทธ! ไม่เกี่ยวกับแม่เฒ่าเช่นข้า ล้วนเป็นเพราะมารดาสกุลต้วนบีบบังคับ หากต้องการทวงแค้นก็ไปหาสกุลต้วนเถิด อมิตาภพุทธ!”
“รีบหลบเร็วเข้าๆ! หลบๆ! ผู้ใหญ่บ้านเฉินพาท่านหมอมาแล้ว…” เด็กน้อยวัยเจ็ดถึงแปดขวบดึงชายชราวัยห้าถึงหกสิบปีผู้หนึ่งรีบสาวเท้าเข้ามาในเรือน
ทันทีที่ผู้ใหญ่บ้านเฉินเดินเข้าประตูก็พบกับภาพเช่นนี้ เส้นเลือดดำบนขมับถึงขั้นเต้นตุบๆ
ประเพณีพื้นบ้านของหมู่บ้านเถาหยวนเรียบง่ายซื่อตรง จะเคยเกิดเรื่องบีบบังคับคนจนตายเช่นนี้เสียเมื่อใด
หลังจับชีพจร ท่านหมอหลูเผยสีหน้ายินดี เขาเปิดล่วมยาโดยไม่ลังเลแม้แต่นิด ก่อนหยิบยาลูกกลอนหนึ่งเม็ดจากขวดแก้ว ตามด้วยเปิดริมฝีปากของเคอต้ายาเพื่อยัดเข้าไป
เคอโยวหรานสัมผัสได้เพียงรสหวานละลายในปาก ความเจ็บปวดบนศีรษะถูกคลี่คลายภายในเสี้ยววินาที
แม่เฒ่าเคอเห็นท่านหมอหลูแก้ปัญหาเช่นนี้ก็รู้แล้วว่าเคอต้ายาไม่เป็นอันใด นางพลันโก่งคอเอ่ยด้วยเสียงเล็กแหลมว่า “ท่านหมอหลู จวนของพวกเราไม่มีเงินค่ายาให้ท่าน! ยามนี้เคอต้ายาเป็นสะใภ้ของสกุลต้วนแล้ว เช่นนั้นก็ให้พวกเขาออกเงินเถิด!”
สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านเฉินดำทะมึนทันใด แม่เฒ่าผู้นี้ มีผู้ใดในหมู่บ้านไม่รู้บ้างว่านางเพิ่งรับเงินสินสอดทองหมั้นจากสกุลต้วนจำนวนยี่สิบตำลึง จะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาเคอต้ายาได้อย่างไร?
เวลานี้เอง ทุกคนต่างร้องเสียงดังว่า “ดูเร็วเข้า! ฟื้นแล้ว! ฟื้นแล้ว! เคอต้ายาฟื้นแล้ว!”
เคอโยวหรานเปิดเปลือกตาหนักอึ้ง ขมับเต้นตุบด้วยความเจ็บปวด อีกทั้งท้องยังบิดมวนอย่างไม่รักดี หิวยิ่งนัก!
ครั้นมารดาสกุลต้วนเห็นเคอต้ายาไม่เป็นอันใด ในที่สุดหัวใจที่กระวนกระวายก็สงบลง นางหันกายไปทำความเคารพผู้ใหญ่บ้านเฉิน
“ผู้ใหญ่บ้านเฉินเจ้าคะ ขอท่านช่วยตัดสินให้หญิงม่ายกับเด็กกำพร้าเช่นพวกเราด้วยเถิด! มิอาจรังแกพวกเราเพียงเพราะอพยพมาจากต่างถิ่นกระมัง! สกุลเคอทำเกินไปแล้ว ทั้งที่รับเงินค่าสินสอดทองหมั้นไปถึงยี่สิบตำลึง ยังจะสับเปลี่ยนตัวเจ้าสาวอย่างขวัญกล้า บ้านเมืองยังมีขื่อมีแปอยู่หรือไม่เจ้าคะ?”
เจ้าใหญ่ เจ้ารอง และสองสะใภ้สกุลต้วนก้าวเข้ามาข้างหน้าเพื่อยืนรวมกับมารดา ใช้การกระทำสนับสนุนมารดาของตนอย่างไร้เสียง
ตลอดสองปีที่ร่อนเร่พเนจรทั่วสารทิศ ส่งผลให้พวกเขาหนึ่งครอบครัวเข้าใจแล้วว่าไม่ว่าพบเจอปัญหาใด จะต้องรวมใจเป็นหนึ่ง ร่วมแรงไปยังทิศทางเดียวกัน จึงจะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปด้วยกันได้
ครั้นเห็นมารดาสกุลต้วนฟ้องร้อง แม่เฒ่าเคอพลันเอ่ยวาจาเหน็บแนมว่า “ข้าว่านะมารดาซานหลาง หลานสาวคนโตที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องของข้า เมื่อวานออกเรือนไปยังจวนของเจ้า ค้างแรมหนึ่งคืนถึงค่อยส่งกลับมา วันนี้พวกเจ้ายังมีเหตุมีผลอื่นใดอีกงั้นหรือ? เช่นนั้นจะทำอย่างไรกับความบริสุทธิ์ของหลานสาวข้าเล่า?”
มารดาสกุลต้วนมองไปทางเคอต้ายาที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้วถึงกับไร้คำใดจะเอ่ย
สำหรับสตรี ความบริสุทธิ์มีค่าเท่าชีวิต! เมื่อวานเคอต้ายาค้างแรมในห้องเดียวกับบุตรชายของตนหนึ่งคืนจริงๆ ความบริสุทธิ์ย่อมไม่หลงเหลือแล้ว
ต่อให้ครั้งนี้ครอบครัวของตนพลาดท่าจนพูดไปก็อายคนอื่น แต่พวกนางก็ยังต้องยอมรับสะใภ้ผู้นี้อยู่ดี เพราะคนสกุลต้วนไม่มีผู้ใดไร้ความรับผิดชอบ
ทว่าหากจะแต่งเคอต้ายา เงินค่าสินสอดทองหมั้นคงจะสูงเกินไปสักหน่อย เช่นนี้…
ในขณะที่มารดาสกุลต้วนกำลังคิดใคร่ครวญว่าจะนำเงินยี่สิบตำลึงกลับคืนมาได้หรือไม่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเคอต้ายาที่ได้รับบาดเจ็บปริปากเอ่ยว่า
“ท่านย่า! การสับเปลี่ยนตัวเจ้าสาวถือเป็นความผิดฐานละเมิดกฎหมายราชสำนัก ย่างฤดูใบไม้ผลิท่านอารองกับท่านอาสี่ยังต้องสอบซิ่วไฉ [5] กับจวี่เหริน [6] ภายหน้าท่านอาทั้งสองยังจะเข้ารับราชการ แต่เมื่อมีรอยด่างพร้อยเช่นการสับเปลี่ยนตัวเจ้าสาวของท่าน นับได้ว่าท่านอาทั้งสองถูกตัดหนทางชีวิตการเป็นขุนนางแล้วเจ้าค่ะ”
แม้จะยังอ่อนแรงอยู่บ้าง ทว่าคารมชัดเจน ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนได้ยินอย่างชัดแจ้ง
แม่เฒ่าเคอเป็นหญิงชราความรู้น้อยที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชนบท มีหรือจะรู้ว่าสิ่งที่เคอต้ายากล่าวคือความจริงหรือไม่
เพียงแต่เมื่อเอ่ยถึงหนทางการเป็นขุนนางของบุตรชายทั้งสอง แม่เฒ่าก็ค่อนข้างหวาดหวั่น
นางยังอยากให้บุตรชายทั้งสองมีหน้ามีตาในภายหน้า พานางใช้ชีวิตเป็นเจ้าคนนายคน และรับนางไปเป็นเหล่าเฟิ่งจวิน [7] !
ยามนี้ หากหนทางการเป็นขุนนางของบุตรชายทั้งสองต้องจบสิ้นลงเพราะเรื่องนี้ อย่าว่าแต่นางไม่ยินยอม ตาเฒ่าย่อมต้องเอาเรื่องนางอย่างถึงที่สุดเป็นแน่!
ทว่าเมื่อนึกถึงเงินยี่สิบตำลึง นั่นเป็นเงินจำนวนยี่สิบตำลึงเชียวนะ! เพียงพอให้ครอบครัวทั่วไปกินและใช้โดยไม่ต้องเป็นกังวลทั้งชีวิต!
แม่เฒ่ายังอยากจะดันทุรัง “นังเด็กจอมโป้ปด เติบใหญ่อยู่ในหมู่บ้านมาตั้งแต่เล็ก เจ้าจะไปรู้อันใด? ดูเถิดว่าข้าจะเฆี่ยนเจ้าให้ตายหรือไม่”
ขณะกล่าวก็คว้าไม้กวาดด้านข้างขึ้นมา จัดการกวัดแกว่งหมายจะโจมตีไปทางเคอต้ายาที่นอนอยู่ในอ้อมอกของถงซื่อ
มารดาสกุลต้วนเห็นท่าไม่ดีจึงสาวเท้าไปเบื้องหน้าเคอต้ายาภายในไม่กี่ก้าว คว้าไม้กวาดในมือของแม่เฒ่าเคอเอาไว้ คนทั้งสองตกอยู่ในท่าทางชักเย่อ
แม่นางน้อยยังคงบาดเจ็บ หากถูกหนึ่งไม้กวาดนี้ของแม่เฒ่าเข้าไปยังจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร?
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] สกุลเกี่ยวดอง 亲家 หมายถึง ครอบครัวที่นับญาติกันผ่านการเเต่งงานของลูกหลาน
[2] ลอบเปลี่ยนคานเปลี่ยนเสา 偷梁换柱 หมายถึง ใช้ลูกไม้เอาของปลอมมาแทนของแท้หรือเอาของแย่มาแทนของดี
[3] หลาง 郎 หมายถึง คำใช้เรียกบุรุษในสมัยโบราณหรือคำที่สตรีใช้เรียกสามี หากใช้เรียกในครอบครัวมักจะใช้คำว่าหลางต่อท้ายลำดับอาวุโสในรุ่น เช่น ต้าหลาง (大朗) คือบุตรชายคนโต เอ้อร์หลาง (二郎) คือบุตรชายลำดับที่สอง และซานหลาง (三郎) คือบุตรชายลำดับที่สาม เป็นต้น
[4] ซื่อ 氏 หมายถึง ตามธรรมเนียมการเรียกขานสตรีที่แต่งงานแล้วของจีนจะใช้คำว่า “ซื่อ” ต่อท้ายนามสกุลเดิมของสตรีผู้นั้น บางครั้งจะนำด้วยแซ่สามีค่อยตามด้วยแซ่ของตนเอง
[5] ซิ่วไฉ 秀才 หมายถึง ในการสอบคัดเลือกรอบที่หนึ่งเป็นการสอบคัดเลือกระดับท้องถิ่น ผู้ที่สอบผ่านรอบนี้จะได้คุณวุฒิระดับเรียกว่าซิ่วไฉ การสอบรอบนี้จึงเรียกว่า “การสอบซิ่วไฉ” โดยจัดสอบทุกปี ปีละครั้ง
[6] จวี่เหริน 举人 หมายถึง ในการสอบคัดเลือกรอบที่สองเป็นการสอบคัดเลือกระดับภูมิภาค เงื่อนไขคือผู้เข้าสอบจะต้องได้คุณวุฒิซิ่วไฉก่อน ผู้สอบผ่านขั้นนี้จะได้คุณวุฒิจวี่เหริน การสอบรอบนี้จึงเรียกว่า “การสอบจวี่เหริน” จัดสอบทุกสามปี
[7] เหล่าเฟิ่งจวิน 老封君 หมายถึง บรรดาศักดิ์ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้กับบิดามารดาของขุนนางผู้มีความดีความชอบ
คืนสินสอดทองหมั้น
ภายในใจของเคอโยวหรานรู้สึกอบอุ่น นางเบนสายตาไปทางผู้ใหญ่บ้านเฉิน เตรียมจะลากเขาลงน้ำไปด้วยกัน
“ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้านเจ้าคะ ประเพณีพื้นบ้านของหมู่บ้านเถาหยวนเรียบง่ายซื่อตรง เลื่องชื่อไปไกลในสิบลี้แปดหมู่บ้าน ถ้าเรื่องเปลี่ยนตัวเจ้าสาวในวันนี้ส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของทั้งหมู่บ้าน ท่านจะทำเป็นไม่แยแสมิได้นะเจ้าคะ! หากเรื่องนี้มิอาจจบลงด้วยดี ภายหน้าผู้ใดยังจะกล้ามาหารือการหมั้นหมายในหมู่บ้านเถาหยวนอีกเล่าเจ้าคะ?”
ยามนี้กระทั่งเหล่าชาวบ้านที่เข้ามาล้อมชมความครึกครื้นยังพากันหวาดหวั่นเสียแล้ว
ใช่แล้ว! ครอบครัวของผู้ใดไม่มีแม่นางน้อยกับคนหนุ่มบ้าง? หากเรื่องในวันนี้แพร่งพรายออกไป แม่นางน้อยกับคนหนุ่มในครอบครัวของพวกเขายังจะได้หมั้นหมายอีกหรือ?
นอกเหนือจากนั้นยังมีคนจำนวนหนึ่งที่แค่นึกอิจฉาเพราะเห็นว่าแม่เฒ่าเคอได้เงินค่าสินสอดทองหมั้นยี่สิบตำลึง มิหนำซ้ำยังมีบุตรชายเป็นหน้าเป็นตาอีกสองคน ดังนั้นจึงอยากเห็นนางถูกบีบบังคับให้ยอมรับความพ่ายแพ้
สตรีมีอายุหลายคนรีบเข้ามาดึงแม่เฒ่าเคอเอาไว้ แย่งไม้กวาดออกจากมือ ตามด้วยแยกนางกับมารดาสกุลต้วนออกจากกัน
“ข้าว่านะสกุลเคอ เรื่องนี้เจ้าไม่ยุติธรรมต่อผู้อื่นจริงๆ! สกุลต้วนให้ค่าสินสอดทองหมั้นตั้งยี่สิบตำลึง เจ้ากลับเปลี่ยนตัวเจ้าสาวของผู้อื่น สกุลใดจะไปทนรับเรื่องเช่นนี้ได้?”
“ใช่แล้ว! แม่เฒ่าเคอ รีบคืนเงินค่าสินสอดให้ผู้อื่นเถิด!”
“ใช่ เงินยี่สิบตำลึงอยู่ที่ใดเล่า! สกุลใดจะไปใช้เงินทองมากมายถึงเพียงนี้เพื่อแต่งเคอต้ายาที่ผอมแห้งเป็นท่อนฟืนจนแค่ลมพัดก็ล้มเช่นนั้น! นี่มิเท่ากับเจ้ากำลังรังแกผู้อื่นหรอกหรือ?”
“ใช่แล้ว เคอต้ายาจะคุ้มเงินยี่สิบตำลึงได้อย่างไร?…”
……
ให้ตายเถิด! นอนอยู่เฉยๆ ยังโดนลูกหลง วาจาเช่นนี้เคอโยวหรานรู้สึกไม่รื่นหูเอาเสียเลย เหตุใดนางจะไม่คุ้มเงินยี่สิบตำลึงกันเล่า!
ถุย! นี่มันใช่เรื่องเงินยี่สิบตำลึงหรืออย่างไร? เคอโยวหรานผู้นี้เป็นถึงผู้ที่ยากจะแลกมาด้วยเงินหนึ่งพันตำลึงด้วยซ้ำ…
อ๊ะ! มิใช่ กลับมาก่อน ออกนอกเรื่องไปไกลแล้ว!
ครั้นได้ฟังคำกล่าวของเคอต้ายา สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านเฉินก็ดำทะมึนยิ่งกว่าก้นหม้อ
“แม่เฒ่าเคอ ราชสำนักมีกฎหมายเช่นนี้อยู่จริงๆ ห้ามมิให้มีการสับเปลี่ยนตัวบ่าวสาว เจ้าควรจะรีบคืนเงินสินสอดยี่สิบตำลึงให้สกุลต้วนเสีย! มิเช่นนั้นเส้นทางเข้ารับราชการในภายหน้าของบุตรชายทั้งสองของเจ้าคงต้องเลือนหายไปจนสิ้น!”
เมื่อได้ฟังคำกล่าวนี้ ผู้เฒ่าเคอที่แสร้งตายอยู่ในเรือนฝั่งตะวันออกถึงกับหวาดหวั่นใจ เขายังนึกว่าเคอต้ายาแค่จงใจเอ่ยให้ผู้อื่นตื่นตระหนกและหมายจะขู่แม่เฒ่าในจวนตนเท่านั้น
แต่นึกไม่ถึงว่าผู้ใหญ่บ้านเฉินจะกล่าววาจาไม่ต่างกัน นั่นเป็นถึงผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับแต่งตั้งจากอำเภอ ติดต่อกับฝ่ายราชการมาเนิ่นนาน ย่อมคือผู้ที่คุ้นเคยกับกฎหมายบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง
หากเกี่ยวโยงถึงหนทางการเป็นขุนนางของบุตรชายทั้งสอง เช่นนั้นก็นับเป็นเรื่องใหญ่เสียแล้ว
เขารีบเปิดประตูเรือนฝั่งตะวันออก ชี้นิ้วไปทางแม่เฒ่าเคอพลางร้องตะคอกเสียงดัง “เจ้านี่มันยายเฒ่ามิได้เรื่อง นึกไม่ถึงว่าจะทำเรื่องอัปยศเช่นนี้ ยังไม่รีบคืนเงินสินสอดให้สกุลต้วนอีกหรือ?”
ครั้นแม่เฒ่าเคอถูกท่านผู้เฒ่าชี้หน้าร้องตะคอกต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ นางพลันรู้สึกเสียหน้าจนยับเยิน
ทันใดนั้นหญิงชราพลันทิ้งบั้นท้ายนั่งลงกับพื้น ตบต้นขาทั้งสองข้างไม่ยอมหยุดและเริ่มร้องไห้เสียงดัง
“ฮือๆๆ! ข้าไม่อยู่แล้ว! พวกเจ้าร่วมมือกันกลั่นแกล้งผู้ที่จวนจะถูกฝังลงดินเช่นข้า ยังมีความยุติธรรมอยู่หรือไม่ บ้านเมืองยังมีขื่อมีแปอยู่อีกหรือไม่? ฮือๆ…”
เคอโยวหรานยกยิ้มเย้ยหยัน ตาเฒ่าเคอผู้นี้ช่างไร้ความรับผิดชอบไม่ต่างกัน นางมิเชื่อว่าเขาจะไม่รู้เรื่องที่แม่เฒ่าเคอเปลี่ยนตัวเจ้าสาวเลยแม้แต่นิด
ครั้นยามนี้ความลับถูกเปิดโปงอย่างหมดเปลือกก็โยนความรับผิดชอบให้แม่เฒ่าเคอ แล้วแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเพื่อที่ตนจะได้ใสสะอาดมิด่างพร้อย ช่างเป็นแผนการที่ล้ำเลิศเสียจริง!
ผู้เฒ่าเคอรู้สึกเสียหน้าเพราะการร้องไห้โวยวายของแม่เฒ่าเคอ ครั้นเห็นทุกคนต่างมองมาด้วยความขบขัน เขาพลันตะคอกว่า “พอได้แล้ว! เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะหย่ากับเจ้าเสีย!”
แม่เฒ่าเคอที่โก่งคอร้องเสียงดังถึงกับเงียบเสียงภายในเสี้ยววินาที ราวกับควบคุมได้ดั่งใจ ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!
ผู้เฒ่าเคอเอ่ยตำหนิด้วยสีหน้าเย็นชา “ยังไม่รีบไสหัวกลับห้องแล้วนำเงินสินสอดมาคืนสกุลต้วนอีก?”
ครั้นเผชิญหน้ากับท่าทีเช่นนี้ของท่านผู้เฒ่า แม่เฒ่าเคอก็ไม่กล้าทำอันใดตามอำเภอใจอีก นางรีบหยัดกายลุกขึ้น ปัดฝุ่นบนกาย ก่อนจะกลับเข้าห้องด้วยความไม่เต็มใจ
หลังจากรื้อข้าวของอยู่ครู่ใหญ่จึงค่อยเดินออกมา สิ่งที่ถูกประคองเอาไว้ด้วยสองมือคือแท่งเงินจำนวนห้าตำลึงรวมทั้งสิ้นสี่ก้อน
ภายใต้การเป็นพยานของคนทั้งหมู่บ้าน แม่เฒ่าเคอยอมคืนเงินให้สกุลต้วน ทั้งยังฉีกใบทะเบียนสมรสของต้วนถิงกับเคอกว่างเถียนต่อหน้าผู้คนทั้งหมู่บ้าน
มารดาสกุลต้วนใช้สองมือประคองเงิน ยามหันหลังกลับไปมองเคอต้ายาที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของถงซื่อก็ถึงกับต้องทอดถอนใจ แม่นางน้อยผู้นี้แลดูอ่อนแอ ทว่าช่างฉลาดหลักแหลมเสียจริง!
ภายใต้สถานการณ์ที่ร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส ด้วยวาจาเพียงไม่กี่ประโยคกลับทำให้สกุลเคอที่เป็นฝ่ายได้เปรียบต้องพ่ายแพ้ ส่งผลให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงดั่งพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน
ผู้ใหญ่บ้านเฉินก็เหลือบมองแม่นางน้อยตรงหน้าอย่างใช้ความคิดเช่นกัน ตั้งแต่เกิดเรื่องจนสถานการณ์ถูกคลี่คลาย นี่นับเป็นเวลาเพียงหนึ่งถ้วยชาเท่านั้น
วาจาทั้งมีเหตุผลและหลักฐาน กระบวนการคิดชัดเจนไม่ซับซ้อน หากเป็นบุรุษ คงได้เป็นจอหงวนโดยมิต้องสงสัย! น่าเสียดายที่เป็นสตรี!
ภายในใจของผู้เฒ่าเคอลอบเคียดแค้น ดูไม่ออกเลยสักนิดว่าต้ายาผู้นี้ที่ยามปกติไม่มีปากมีเสียง รู้จักเพียงก้มหน้าทำงาน ไร้ตัวตนอย่างสิ้นเชิง วันนี้กลับเก่งกาจถึงขนาดนี้ ช่างประเมินนางต่ำเกินไปเสียแล้ว!
ทางด้านแม่เฒ่าเคอนั้นยิ่งกว่า หากสายตาสามารถสังหารคนได้ ยามนี้เคอต้ายาคงจะตายไปนับหมื่นนับพันครั้ง
เคอโยวหรานเห็นเรื่องสินสอดถูกคลี่คลาย ถัดจากนี้ก็ควรถึงคราวเรื่องค่ายา นางย่อมไม่อยากให้แม่เฒ่าซึ่งมีนิสัยใจคอดุร้ายผู้นั้นได้เปรียบและทำให้หมอหลูผู้มีจิตใจดีต้องเสียเปรียบแน่
“วันนี้ข้าขอขอบพระคุณท่านหมอหลูที่ช่วยชีวิตเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าค่ายาทั้งหมดเท่าไรหรือเจ้าคะ?”
ท่านหมอหลูเพิ่งมาได้ครู่เดียวก็พอจะเข้าใจต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมดในวันนี้แล้ว ทั้งยังรู้สึกเลื่อมใสเคอต้ายาผู้นี้จากใจจริง เขารีบประสานมือคารวะพลางเอ่ยด้วยความเกรงใจว่า
“ยาลูกกลอนที่เจ้ากินเข้าไปเมื่อครู่ได้มาจากท่านเซียนเฒ่าที่โชคชะตาชักนำให้บังเอิญมาพบกัน คงไม่คิดเงินแล้ว เพียงแต่ยาห้ามเลือดและผ้าฝ้ายขาวนี้เป็นของชั้นดี ข้าขอคิดแค่ต้นทุนเป็นพอ เป็นเงินประมาณหนึ่งตำลึงครึ่งก็แล้วกัน!”
ซี้ด! ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันสูดปากรับอากาศเย็นหนึ่งเฮือก แม้ผู้คนในหมู่บ้านจะใช้ชีวิตอย่างประหยัดอดออม สิ้นปีก็ยังเก็บเงินได้ไม่ถึงหนึ่งตำลึงด้วยซ้ำ
รักษาเพียงครั้งเดียว เงินก็มลายหายไปจนสิ้น ป่วยมิได้! ป่วยมิได้เป็นอันขาด!
เคอโยวหรานหันหน้าไปทางผู้เฒ่าเคอ นางรู้ว่าหากหันมองแม่เฒ่าเคอในยามนี้นับเป็นการเปลืองแรงเปล่า
นางรู้สึกปวดหัวรุนแรง ทั้งหนาวทั้งหิว และไร้กำลังวังชาอย่างแท้จริง จำต้องรีบรบจบศึกโดยเร็ว
เพราะผู้เฒ่าเคอต่างออกไป! เขาห่วงหน้าตา แม้จะมิอาจหักใจจากเงิน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายถึงเพียงนี้ ต่อให้ไม่ประมาณตนเช่นไรก็ต้องจ่ายเงินจำนวนนี้ให้จงได้
“ท่านปู่เจ้าคะ! เมื่อครู่ท่านหมอหลูเพิ่งจะช่วยชีวิตหลาน อีกทั้งหลานยังกินยาเข้าไปแล้ว บาดแผลเองก็ถูกพันเอาไว้ ท่านลองตรองดูเถิดว่าควรจะจ่ายเงินค่ารักษาให้ท่านหมอหลูหรือไม่?”
หลังสิ้นเสียงของเคอต้ายา แม่เฒ่าเคอพลันโกรธจนเต้นเร่าๆ ทันใด
“หา! เจ้ายังคิดจะให้พวกเราจ่ายเงินค่ารักษาให้อีกหรือ? เหตุใดเจ้าถึงไม่ไปตายเสีย? ผู้ใดยินยอมให้หมอผู้นั้นรักษาให้เจ้ากัน? เขามาถึงก็ให้เจ้ากินยา ผู้ใดรับปากว่าจะจ่ายเงินให้เขา?…”
เคอโยวหรานไม่แยแสแม่เฒ่าเคอที่เอาแต่โหวกเหวกและเต้นเร่า เพียงจดจ้องไปทางผู้เฒ่าเคอไม่วางตา
“ท่านปู่ คนมีชีวิตอยู่ด้วยหนึ่งใบหน้า ต้นไม้มีชีวิตอยู่ด้วยหนึ่งเปลือก [1] ท่านเป็นถึงบิดาของซิ่วไฉกับถงเซิง [2] หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป กล่าวว่าผู้เฒ่าเช่นท่านทำตัวปลิ้นปล้อนไม่ยอมจ่ายค่ารักษาช่วยชีวิตหลานสาว ผู้คนในสิบลี้แปดหมู่บ้านจะวิจารณ์ท่านอย่างไรเจ้าคะ? ทั้งยังจะพากันมองท่านอารองกับท่านอาสี่อย่างไร?”
เก่งกาจ ภายในใจผู้ใหญ่บ้านเฉินลอบยกนิ้วโป้งให้เคอต้ายา
ผู้เฒ่าเคอโมโหจนตัวสั่นไปทั้งกาย ไม่รู้ว่าควรจะโมโหเคอต้ายาหรือแม่เฒ่าเคอดี
ครั้นมองหลานสาวที่นอนอยู่บนพื้น บนศีรษะยังพันไว้ด้วยผ้าฝ้ายหนาหลายชั้น มีเลือดไหลซึมออกมาจนย้อมผ้าขาวเป็นสีแดง ท่าทางมีลมหายใจทว่าไร้เรี่ยวแรงเช่นนั้น หากตนบันดาลโทสะใส่นางต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านคงดูไม่งามนัก
ยิ่งไปกว่านั้น แต่ละประโยคที่นางพูดล้วนไม่ผิด หากเขาบันดาลโทสะใส่นาง มีแต่จะยิ่งทำให้ตนเองต้องเสียหน้า
ผู้เฒ่าเคอจึงระบายความโกรธทั้งหมดใส่แม่เฒ่าเคอ
“พอได้แล้ว! เอาแต่โหวกเหวกอยู่นั่น! เจ้าจะโวยวายไม่ยอมหยุดใช่หรือไม่? ยังไม่รีบกลับห้องไปนำเงินออกมาอีก”
“ฮ่าๆๆ…” ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันระเบิดเสียงหัวเราะ
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] คนมีชีวิตอยู่ด้วยหนึ่งใบหน้า ต้นไม้มีชีวิตอยู่ด้วยหนึ่งเปลือก 人活一张脸, 树活一张皮 เป็นคำอุปมาอุปไมย หมายถึง ผู้คนมีชีวิตอยู่โดยอาศัยใบหน้ารู้จักละอาย เหมือนกับต้นไม้ที่มีชีวิตอยู่ได้โดยอาศัยเปลือกไม้คอยปกป้องลำต้นของมัน กล่าวคือคนเราต้องมีคุณธรรมความเป็นคนและความทระนง
[2] ถงเซิง 童生 หมายถึง ปัญญาชนที่จะเข้าสอบชิงตำแหน่งซิ่วไฉในราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง
ค่ายาและค่ารักษา
แม่เฒ่าเคอที่ยังคงพูดพล่ามรีบหุบปากภายในเสี้ยววินาที นางจดจ้องผู้เฒ่าในจวนตนอย่างเอ่ยคำใดไม่ออก หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง ยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
ครั้นท่านผู้เฒ่าถูกชาวบ้านหัวเราะเยาะ ใบหน้าชราถึงกับแดงเถือกทันใด เขาร้องตะคอกว่า “ยังมิไปอีก? เจ้าไม่กลัวว่าวันนี้ตาเฒ่าเช่นข้าจะหย่าเจ้าใช่หรือไม่?”
แม่เฒ่าเคอกัดฟันด้วยความไม่พอใจ ผ่านไปเนิ่นนานจึงหันหลังกลับเข้าเรือนเพื่อนำเงินจำนวนหนึ่งตำลึงและห้าร้อยอีแปะออกมา จากนั้นก็ส่งไปทางหมอหลูด้วยท่าทีโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ
หมอหลูรับเงินเอาไว้โดยไม่เกรงใจแม้แต่นิด ภายในใจรู้สึกขุ่นเคือง เขาเห็นแก่แม่นางน้อยบนพื้นที่ดูน่าเวทนา จึงคิดเงินแค่ค่าต้นทุนเท่านั้น
ยังมิได้คิดเงินค่ายาลูกกลอนที่ท่านเซียนเฒ่าให้มาด้วยซ้ำ แม่เฒ่าผู้นี้จงอย่าได้เจ็บไข้ได้ป่วยจะเป็นการดีที่สุด มิเช่นนั้นหากตกอยู่ในมือของเขา ครั้งหน้าเขาคงไม่พูดจาง่ายเช่นนี้อีกแล้ว
เคอโยวหรานมองสีหน้าของหมอหลูก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดสิ่งใด แม่เฒ่าผู้นี้ก็ช่างโง่เง่าเสียจริง การสร้างความหมางใจกับท่านหมอเพียงหนึ่งเดียวของสิบลี้แปดหมู่บ้านยังจะไปมีผลดีอันใดต่อนางได้เล่า?
ทางที่ดีที่สุดนางควรภาวนาให้ชั่วชีวิตนี้คนสกุลเคออย่าได้ล้มป่วย ยามล้มป่วยก็อย่าได้ไปขอร้องท่านหมอหลูอีกเลย
หลังหมอหลูรับเงินเรียบร้อยแล้วยังนึกสงสารเคอต้ายาที่นอนอยู่บนพื้น จึงเอ่ยเสริมอีกหนึ่งประโยคว่า “ศีรษะของแม่นางน้อยผู้นี้ได้รับบาดเจ็บรุนแรง ยังต้องจัดเทียบยาให้กินยาเพิ่มอีกหลายชุด…”
กล่าวยังไม่ทันจบ แม่เฒ่าเคอก็ทนไม่ไหวเสียแล้ว พลันชี้นิ้วสั่งให้หมอหลูไสหัวไป สกุลเคอไม่ต้องการหมอ
เคอโยวหรานกลับมองไปทางผู้เฒ่าเคอ “ท่านปู่! ท่านจะให้คนทั้งสิบลี้แปดหมู่บ้านชี้กระดูกสันหลังกล่าวตำหนิว่าท่านใจดำกับหลานสาวหรือเจ้าคะ? หลานยังบาดเจ็บอยู่แท้ๆ กระทั่งยาก็ยังมิอาจหักใจซื้อหรือ?”
ผู้เฒ่าเคอถูกผู้ใหญ่บ้านเฉินกับคนทั้งหมู่บ้านเดียวกันหันมองจนประเดี๋ยวหน้าซีดประเดี๋ยวหน้าแดง…
เคอกว่างเถียนคว้าตัวแม่เฒ่าเคอที่กำลังด่ากราดมา ก่อนกระซิบข้างหูนางเสียงเบา
“ท่านแม่ ต้ายาบาดเจ็บสาหัสเกินไป เงินค่ารักษานับได้ว่าเป็นจำนวนไม่น้อย หากแยกครอบครัวพวกเขาออกไป พวกเราก็ไม่ต้องเก็บกวาดเรื่องยุ่งเหยิงนี้แทนพวกเขาแล้วเจ้าค่ะ”
แม่เฒ่าเคอลังเลครู่หนึ่ง “แต่เอ้อร์ยาเติบใหญ่แล้ว อีกไม่กี่ปีก็จะออกเรือน แม่ยังหวังจะเอาเงินค่าสินสอดทองหมั้นของนางอยู่!”
เคอกว่างเถียนเอ่ยอย่างจองหอง “ท่านแม่ ท่านคือย่าของพวกเขานะเจ้าคะ แม้จะแยกจวนออกไปแล้ว ท่านก็ยังคงบีบบังคับได้เช่นเดิมเจ้าค่ะ งานยังต้องทำ แต่ไม่ต้องจ่ายเงินค่ารักษา รอจนกระทั่งเคอเอ้อร์ยาถึงวัยออกเรือน ท่านก็แค่ให้นางแต่งออกไปและรับเงินสินสอดตามเดิม พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่จะกล้าใช้ลูกไม้อันใดกับท่านได้ ยังคงเป็นท่านที่มีอำนาจตัดสินใจมิใช่หรือเจ้าคะ?”
แม่เฒ่าเคอใคร่ครวญครู่หนึ่ง คำพูดนี้นับว่ามีเหตุมีผล มุมปากพลันอดมิได้ที่จะหยักยกเป็นองศาแปลกประหลาด
ผู้เฒ่าเคอทางด้านข้างอยู่ใกล้กับเคอกว่างเถียนมากที่สุดและได้ยินความคิดเห็นของนางด้วยเช่นกัน ดวงตาถึงกับเป็นประกายทันใด
ประจวบเหมาะกับผู้ใหญ่บ้านเฉินก็อยู่ที่นี่ ผู้เฒ่าเคอจึงหันกายไปประสานมือคารวะผู้ใหญ่บ้าน
“ท่านอาผู้ใหญ่บ้าน ปีนี้ข้าอายุหกสิบสาม นับได้ว่าเป็นผู้ที่ใกล้จะถูกฝังลงดินแล้ว ครอบครัวบุตรชายคนโตของข้ามีห้าปาก ยามนี้ต้ายายังได้รับบาดเจ็บ กล่าวได้ว่าแบกรับภาระไม่ไหวจริงๆ ยามนี้ท่านก็อยู่ด้วย มิสู้เชิญผู้อาวุโสแต่ละสกุลมาและให้พวกเขาแยกจวนออกไปเถิด!”
เคอโยวหรานตาเป็นประกาย แยกจวน? แยกจวนก็ดีน่ะสิ! นางยังกลุ้มอยู่เลยว่าจะหาโอกาสแยกจวนออกไปไม่ได้! นี่ไม่เท่ากับกำลังสัปหงกแล้วมีคนส่งหมอนมาให้หรือ?
แม่เฒ่าเคอจิตใจเบิกบานยิ่งนัก! นึกไม่ถึงว่าผู้เฒ่าในจวนตนจะคิดไปในทิศทางเดียวกัน นางกำลังกังวลว่าจะบอกเรื่องนี้กับผู้เฒ่าอย่างไรด้วยซ้ำ! แต่อีกฝ่ายกลับออกปากเองเสียก่อน
ชาวบ้านบางส่วนชมความครึกครื้นโดยไม่เกี่ยงว่าเรื่องจะบานปลาย [3] บางส่วนค่อนข้างกระตือรือร้น ไม่รอให้ผู้ใหญ่บ้านเฉินบอกกล่าวก็วิ่งออกไปเสียแล้ว
ไม่นานนัก ข้างนอกลานเรือนพลันมีเสียงร้องตะโกนดังลั่น “รีบหลบๆ! ทุกคนหลบหน่อย เหล่าผู้อาวุโสมาถึงแล้ว!”
ทุกคนล้วนหันมองตามเสียง ผู้นำสกุลเฉินและผู้นำสกุลเคอ รวมถึงผู้อาวุโสที่ค่อนข้างมีบารมีต่างก็มาถึงแล้ว กล่าวได้ว่าอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
ผู้เฒ่าเคอรีบเชิญทุกคนไปยังห้องโถงกลางในจวนตน ทั้งจัดแจงให้เข้านั่งประจำที่โดยเรียงลำดับตามฐานะและความอาวุโส
แน่นอนว่าผู้ใหญ่บ้านเฉินนั่งอยู่บนตำแหน่งผู้นำสูงสุด
ครั้นทุกคนนั่งลงเรียบร้อย ผู้เฒ่าพลันร้องบอกให้แม่เฒ่าเคอนำใบชามาชงชาให้ผู้ใหญ่บ้านเฉิน ผู้นำสกุล และผู้อาวุโสทุกท่าน
ในครอบครัวชาวนา หากสามารถใช้ใบชารับรองแขกก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในสกุลมั่งคั่งแล้ว เพราะยามครอบครัวธรรมดารับรองแขกจะมีเพียงน้ำสะอาดหนึ่งถ้วยเท่านั้น
ใบชาเหล่านี้ ยามปกติกล่าวได้ว่าแม้บีบคอผู้เฒ่าเคอให้ตายก็ไม่มีทางยอมให้ผู้อื่นแตะต้องแม้เพียงนิด
ทว่าวันนี้เป็นวันพิเศษ นางยังคงเป็นคนชงชาด้วยตนเอง ไม่ปล่อยให้ผู้อื่นแตะต้องใบชาเหล่านี้แต่อย่างใด
วันนี้แยกจวนเพียงเพราะต้องการแยกครอบครัวใหญ่สกุลเคอของบิดาทึ่มที่มีสมาชิกห้าคนออกไป ดังนั้นครอบครัวรองสกุลเคอและครอบครัวสี่สกุลเคอที่อาศัยอยู่ในเมืองจึงไม่ต้องมาร่วมด้วย
ส่วนครอบครัวสามสกุลเคอที่ทำงานอยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียงก็ยังไม่มีคนไปเชิญมาเช่นกัน
มีเพียงชาวบ้านผู้มีน้ำใจไปพาบิดาทึ่มที่ขึ้นเขาไปตัดฟืนตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างกลับมา
หลังเข้ามาในห้องโถง เขานั่งยองๆ ลงตรงมุมหนึ่ง สายตาจ้องมองไปทางภรรยาของตนโดยไม่ละสายตา ราวกับมีเพียงการทำเช่นนี้จึงจะหาแก่นหัวใจพบ
ภายใต้การประคองของมารดากับน้องสาวทั้งสอง เคอโยวหรานมาถึงหน้าประตูห้องโถงและหาม้านั่งตัวเล็กหนึ่งตัวมานั่งพิง
ช่วยไม่ได้นี่นา! ผู้ใดใช้ให้ฐานะของสตรีต่ำต้อยกันเล่า! ห้องโถงกลางมิใช่สถานที่ที่สตรีจะสามารถเข้าไปได้ตามอำเภอใจ
ครั้นเห็นท่าทางทึ่มทื่อของบิดาผู้มีร่างกายสูงใหญ่กำยำ องคาพยพทั้งห้างามประณีต เคอโยวหรานถึงกับกุมขมับ นี่มันเรื่องอันใดกัน!
บิดาทึ่มมิอาจยืนหยัด ทั้งสตรีไม่มีสิทธิ์ออกเสียง ประสิทธิภาพทางกายกำหนดชีวิตความเป็นอยู่ และนี่ก็เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุด
นางต้องการแยกจวน! ทว่าหากแยกจวนแล้วมิได้สิ่งใดติดมือมาสักอย่าง เช่นนั้นพวกนางทั้งครอบครัวมิต้องไปกินลมตะวันตกเฉียงเหนือ [2] หรือ?
เคอโยวหรานหวนระลึกความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ชาติก่อนครอบครัวใหญ่สกุลเคอถูกแยกออกไปหลังการคราดไถดินเตรียมเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ ผู้เฒ่าและแม่เฒ่าสกุลเคอรีดเค้นแรงงานของครอบครัวนี้จนหมดเรี่ยวสิ้นแรง
เห็นทีเพราะการมาเยือนของตน ส่งผลให้เส้นเวลาของครอบครัวนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปโดยปริยาย
ชาติก่อน ครอบครัวใหญ่ได้ส่วนแบ่งเพียงจวนเก่าสกุลเคอและที่ดินด้านข้างที่แม้แต่หญ้าก็ยังไม่ขึ้นจำนวนสองหมู่เท่านั้น [3]
จวนเก่าอยู่ที่ตีนเขา มีรั้วเตี้ยล้อมรอบ หลังถูกแยกออกไปเป็นเวลาครึ่งปี ฝูงหมาป่าก็ลงจากเขาและพุ่งเข้าหาสกุลเคอ จากนั้นก็คาบเคอซานยาที่ฉลาดหลักแหลมผู้นั้นไป
มารดาสกุลเคอทนรับความกระทบกระเทือนทางจิตใจไม่ไหวจนถึงขั้นเสียสติ ในฤดูหนาวของปีนั้นจึงหนาวตายอยู่ในเรือนพร้อมบิดาทึ่ม
เคอเอ้อร์ยาถูกแม่เฒ่าเคอผู้เป็นย่าขายให้นายหน้าค้ามนุษย์ [4] ภายหลังไร้ซึ่งข่าวคราว…
ดังนั้นสกุลเคอจึงเหลือเพียงเคอต้ายาที่แต่งเข้าจวนสกุลต้วน…
ชะตาชีวิตเช่นนี้ของครอบครัวใหญ่สกุลเคอช่างน่าเวทนา ในเมื่อข้า เคอโยวหรานมาแล้วก็จะไม่ยอมให้ซ้ำรอยเดิม ไม่ปล่อยให้ชะตาชีวิตน่ารันทดเช่นนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง
เพียงแต่ ไม่รู้ว่าวันนี้จะแบ่งได้สิ่งใดมาบ้าง ทำได้เพียงเฝ้าสังเกตสถานการณ์เตรียมรับมืออย่างเงียบๆ แล้ว
สกุลต้วนทั้งห้าคนก็หาที่นั่งรอดูสถานการณ์และยังไม่กลับไปเช่นกัน
เรื่องในวันนี้เกิดขึ้นเพราะพวกเขา อีกทั้งเคอต้ายายังได้รับบาดเจ็บ จวนของพวกเขาย่อมมีส่วนต้องรับผิดชอบไม่มากก็น้อย ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรอดูบทสรุปเสียก่อนค่อยว่ากัน
ผู้ใหญ่บ้านเฉินจิบชาหนึ่งอึก เขามองไปทางบิดาทึ่มที่นั่งยองอยู่ด้านข้างพลางเผยท่าทางเหม่อลอยโดยสมบูรณ์ รวมถึงมารดาและบุตรสาวที่ซูบผอมดำคล้ำไม่ต่างกับท่อนฟืนทั้งสี่คนแล้วส่ายหน้าด้วยความสงสาร
จากนั้นก็หันมาถามผู้เฒ่าเคอว่า
“ตอนนี้เหล่าผู้อาวุโสล้วนมาถึงแล้ว เคอเถี่ยเกิน ครอบครัวนี้ของพวกเจ้าจะแยกกันอย่างไร?”
ผู้เฒ่าเคอก้มหน้า ทำท่าทางครุ่นคิด ผ่านไปเนิ่นนานจึงเอ่ยว่า
“ครอบครัวของพวกเรามีที่ดินสามสิบห้าหมู่ บุตรชายภายในจวนมีเยอะเกินไปจึงแบ่งมิลงตัว เช่นนั้นก็แบ่งที่ดินสองหมู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำให้เจ้าใหญ่เถิด!
อีกทั้งจวนหลังใหม่ก็ไม่กว้างขวางเช่นกัน ยามนี้มีคนอาศัยจนเต็มแล้ว ครอบครัวเจ้าใหญ่ไร้ทายาท ภายในเรือนไม่มีบุตรชาย เช่นนั้นก็ให้พวกเขาย้ายออกจากจวนใหม่หลังนี้
แล้วยกจวนเก่าตรงฝั่งตะวันออกของแม่น้ำให้พวกเขาเถิด!”
ผู้ใหญ่บ้านเฉิง “…”
ผู้นำสองสกุล “…”
ผู้อาวุโสทุกท่าน “…”
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ “…”
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ชมความครึกครื้นโดยไม่เกี่ยงว่าเรื่องจะบานปลาย 看热闹不嫌事儿大 หมายถึง คนที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน ไม่ว่าเรื่องราวจะใหญ่โตบานปลายเพียงใดก็ไม่เกี่ยวกับตนเองเพราะเป็นแค่ผู้ชมเท่านั้น
[2] กินลมตะวันตกเฉียงเหนือ 喝西北风 หมายถึง อดอยากหรือไม่มีอันจะกิน
[3] หมู่ 亩 หมายถึง หน่วยวัดขนาดพื้นที่ของจีน โดยหนึ่งหมู่เท่ากับ 666.67 ตารางเมตร
[4] นายหน้าค้ามนุษย์ 人牙子 หมายถึง พ่อค้าซึ่งมีหน้าที่หลักในการจับคู่ผู้ซื้อผู้ขายทั้งสองฝ่าย แนะนำหรือค้าขาย จากนั้นรับเงินค่านายหน้าจำนวนหนึ่ง