สาวใหญ่ร้องสื่อ โดนหลอกลงทุนทำคลินิกเสริมความงามที่ สปป.ลาว สูญเกือบ 2 ล้าน
สาวใหญ่อุดร ร้องสื่อโดนผัวเมียหลอกลงทุนทำคลินิกเสริมความงามที่ สปป.ลาว สูญเกือบ 2 ล้านแต่คดีไม่คืบ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 กุมภาพันธ์ นางณัฐ (สงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี ชาวอุดรธานี เข้าร้องเรียนต่อนายภาณุมาศ จิตรวศินกุล เจ้าของเพจเฮียเปี๊ยกช่วยด้วย และสื่อมวลชนว่า โดน น.ส.พราว (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี เจ้าของคลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี กับสามีหลอกไปลงทุนทำคลินิกเสริมความงามที่นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว ตนหลงเชื่อจึงโอนเงินเกือบ 2 ล้าน มาร่วมลงทุน พร้อมกับทำสัญญา ผ่านไป 2 ปี ยังไม่เห็นคลินิกเกิดขึ้น
แถมยังชวนไปลงทุนทำผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอีก ได้เดินทางข้ามไปดูคลินิก ก็พบว่ายังเป็นห้องเช่าที่ปรับปรุงเล็กน้อย ทำให้รู้ว่าโดนหลอก จึงขอเงินคืน แต่กลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืน ได้มาแจ้งความที่โรงพักเมืองอุดรธานี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึงวันนี้คดียังไม่คืบ เหตุเกิดที่คลินิกเสริมความงามมีชื่อแห่งหนึ่ง ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี
นางณัฐ ผู้เสียหายเล่าว่า ตนได้รู้จักกับ น.ส.พราว เพราะตนไปใช้บริการที่คลินิกเสริมความงามของ น.ส.พราว ในเดือนกันยายน 2565 ทำให้รู้จักสนิทสนมกัน ซึ่ง น.ส.พราว พูดชักชวนตนไปเปิดคลินิกเสริมความงานที่นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว แต่ช่วงนั้นตนยังไม่ได้สนใจทำ ต่อมาเดือนตุลาคม น.ส.พราว และนายเอก (นามสมมุติ) สามี ได้มาหาตนที่บ้านพัก ชักชวนไปลงทุนทำคลินิกเสริมความงาม และอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ พูดจาโน้มน้าวว่าได้ผลกำไรดี และคืนทุนได้ในเวลาอันรวดเร็ว ตนหลงเชื่อ
ทั้งสองพาตนข้ามไปดูทำเลที่จะเปิดคลินิกเสริมความงามที่นครเวียงจันทน์หลายครั้ง สุดท้ายตนบอกให้ทั้งสองเลือกทำเลเอง เพราะตนจะข้ามมาดูทำเลบ่อยไม่ได้ ทั้งสองบอกว่าการทำธุรกิจครั้งนี้ค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้ออกคนละครึ่ง และระหว่างหาทำเลและเช่าห้อง จะต้องซื้ออุปกรณ์การแพทย์เตรียมไว้ก่อน
ตนหลงเชื่อจึงได้โอนเงินครั้งแรกวันที่ 8 ตุลาคม 2565 จากมือถือเข้าบัญชีธนาคารชื่อ นายเอก เป็นเงิน 99,500 บาท ครั้งต่อมาให้ตนโอนเข้าบัญชีธนาคาร ชื่อ น.ส.ดา ที่อ้างว่าเป็นบัญชีน้องสาว หลังจากนั้นก็โอนเงินให้เรื่อยมาระหว่างบัญชีทั้งสองคน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 ถึงเดือนพฤษภาคม 2566 รวมเป็นเงินทั้งหมด 1,441,970 บาท โดยเก็บสลิปการโอนเงินไว้เป็นหลักฐาน
แต่ทั้งสองไม่เคยแจ้งว่าจะเริ่มธุรกิจวันไหน และเคยพาตนไปดูห้องเช่าที่จะทำเป็นคลินิกเสริมความงาม พบว่าเป็นอาคารพานิชย์ 1 ห้อง มีการตกแต่งไม่มาก ตนขอพบเจ้าของห้องเช่า แต่ก็ไม่ยอมให้พบ สามีตนเริ่มสงสัยว่าเวลาล่วงเลยนานแล้ว และใช้เงินเพิ่มมากขึ้น เกรงจะโดนหลอก จึงขอยกเลิกการทำธุรกิจด้วย ทั้งสองบอกว่าจะคืนเงินให้เดือนสิงหาคม 2566 แต่พอถึงวันคืนเงินก็พูดจาบ่ายเบี่ยง
และได้นัดคืนเงินเป็นวันที่ 7 กันยายน 2566 พอถึงเวลาทั้งสองก็ไม่นำเงินมาคืนตนแต่อย่างใด และนัดใหม่เป็นวันที่ 15 กันยายน 2566 พอถึงเวลาก็ไม่ได้เงินคืน ตนและสามีรู้ว่าถูกสองผัวเมียแสบหลอกแน่นอน จึงมาแจ้งความต่อ พ.ต.ต.กฤษฎา ชานนท์ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2566 เพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.พราว และนายเอก สองผัวเมีย ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง” แต่จนถึงวันนี้ คดีไม่คืบ ไม่มีการเรียกคู่กรณีมาไกล่เกลี่ยเพื่อคืนเงิน ตนจึงมาร้องเรียนสื่อมวลชน
ต่อมา นางณัฐได้โทรศัพท์ไปหา น.ส.พราว เพื่อสอบถามแนวทางการไกล่เกลี่ย ซึ่งคู่กรณีได้รับสาย และบอกว่าเรื่องการเจรจาไกล่เกลี่ยได้บอกรายละเอียดกับพนักงานสอบสวนไปแล้ว ถ้าต้องการทราบรายละเอียดให้สอบถามพนักงานสอบสวน เคยมาโรงพักตามนัดเมื่อวันที่ 28 ก.พ.67 แต่ก็ไม่เห็นใคร ไม่ขอเจรจากับผู้เสียหายโดยตรง จะต้องมีพยานด้วย จากนั้นก็วางสายไป ซึ่ง น.ส.ณัฐและสามี ตัดสินใจจะจ้างทนายฟ้องเอง
นายภาณุมาศ จิตรวศินกุล เจ้าของเพจเฮียเปี๊ยกช่วยด้วย เปิดเผยว่า หลังได้รับการร้องเรียน ตนและทีมงานก็ได้เดินทางไปที่นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว เพื่อไปดูอาคารพานิชย์ที่ น.ส.พราว และนายเอก สามีกล่าวอ้างว่าจะเปิดเป็นคลินิกเสริมความงาม พบว่าเป็นตึกแถว 1 ห้องล็อกกุญแจประตูไว้ ป้ายชื่อเป็นร้านเสริมสวย เป็นสภาพไม่พร้อมเปิดเป็นคลินิก จึงประสานไปที่กระทรวงสาธารณสุขของ สปป.ลาว เพื่อขอข้อมูลที่ได้คือ การเปิดธุรกิจคลินิกไม่อนุญาตให้ต่างชาติเปิดคลินิก หรือเป็นเจ้าของ จึงสรุปว่า การเปิดคลินิกใน สปป.ลาว ล้วนแล้วแต่ทำไม่ได้ จากการสืบประวัติผู้ถูกกล่าวหา ทราบว่าเคยหลอกร่วมลงทุนทำถุงมือแพทย์ โดยกล่าวอ้างว่า มีคอนแท็กต์ทำถุงมือแพทย์ส่งไป สปป.ลาว มีผู้เสียหายไปประมาณ 2 แสนกว่าบาท
ด้าน พ.ต.ต.กฤษฎา ชานนท์ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองอุดรธานี เจ้าของคดีเล่าว่า หลังรับแจ้ง ก็ได้โทรศัพท์ไปนัด น.ส.พราว ผู้ถูกกล่าวหาให้มาเจรจาไกล่เกลี่ยกับผู้เสียหาย แต่พอถึงวันนัดหมาย น.ส.พราวก็ไม่มาตามนัด โดยให้เหตุผลต่างๆ นานาว่าติดธุระ รวม 3 ครั้ง ไม่เคยมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อไกล่เกลี่ยเลย ครั้งต่อไปจะเป็นครั้งที่ 4 จะนัดทั้งสองฝ่ายมาเจรจาไกล่เกลี่ยกันต่อหน้าพนักงานสอบสวน ถ้าไม่ยอมมาไกล่เกลี่ยอีก จะออกหมายเรียก 2 ครั้ง ถ้าไม่มาอีกก็จะขออนุมัติออกหมายจับ ตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สาวใหญ่ร้องสื่อ โดนหลอกลงทุนทำคลินิกเสริมความงามที่ สปป.ลาว สูญเกือบ 2 ล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th