บำรุงราษฎร์ ชูกลยุทธ์ 5 เสาหลัก ปักธงติดTop100 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลกในปี 2572
โรงพยาบาล บำรุงราษฎร์ ปักธงเป็น 1 ในท็อป 100 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของ Newsweek ภายในปี 2572 พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ภญ. อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า ในปี 2567 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้วางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจพร้อมกำหนดให้เป็น Year of Transformation กับการพัฒนา 5 เสาหลัก คือ
1.Clinical Transformation
2. Safety and Quality Transformation
3. Operation Process Transformation
4. Service Excellence Transformation
5. People Transformation
พร้อม มุ่งมั่นในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การเป็น 1 ในท็อป 100 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของ Newsweek ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า
โดยใน ปี 2566 โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้รักษาผู้ป่วยให้กลับบ้านอย่างปลอดภัยกว่า 1 ล้านคน ซึ่งแบ่งเป็นผู้ป่วยไทยและ expat เป็นจำนวนกว่า 660,000 ครั้ง และ ผู้ป่วยต่างชาติ เป็นจำนวน 351,000 ครั้ง จากกว่า 190 ประเทศทั่วโลก โดย 97% ของผู้ที่มารับการบริบาลทั้งหมดกลับมาหาเรา แสดงถึงความเชื่อมั่นในการรักษา ด้วยมาตรฐาน ความปลอดภัยสูงสุด
อย่างไรก็ดี โรงพยาบาลตระหนักถึงความท้าทายในปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของระบบการดูแลรักษาที่กำลังจะมาถึง ทำให้เราไม่สามารถหยุดนิ่ง และพอใจกับความสำเร็จที่ผ่านมาได้ ไม่ว่าจะเป็น ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีทางการแพทย์ โมเดลการดูแลสุขภาพ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงสุขภาพดิจิทัล การแพทย์ทางไกล และปัญญาประดิษฐ์ ที่ต้องนำมาปรับเปลี่ยนใช้ในโรงพยาบาล
“ซึ่งไม่ใช่แค่เพื่อรักษาความเป็นเบอร์หนึ่งเท่านั้น แต่เพื่อใช้โอกาสการเปลี่ยนแปลง และ disruption ที่จะมาถึง สร้างประโยชน์กับผู้ป่วยและพนักงานของเรา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จึงได้วางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจปี 2567 ให้เป็น Year of Transformation โดยมุ่งมั่นพัฒนา 5 เสาหลัก”
เปิดศูนย์ความเป็นเลิศ 8 แห่ง
รศ.นพ. ทวีสิน ตันประยูร ประธานปฏิบัติการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ในการทำให้เกิด Clinical transformation นอกจากการรักษาแบบครบวงจรในแผนกต่างๆ ในโรงพยาบาลแล้ว ยังจัดให้มีศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โดยรวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมีประโยชน์กับผู้ป่วยและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมกันให้การบริบาล
โดยในปีนี้โรงพยาบาลมีศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Centers of Excellence) 8 ศูนย์ ได้แก่ สถาบันโรคหัวใจ, สถาบันกระดูกสันหลัง, ศูนย์มะเร็งฮอไรซัน, ศูนย์โรคระบบประสาท, ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ, ศูนย์จักษุ, ศูนย์เต้านม และศูนย์ทางเดินปัสสาวะ
ขณะที่ศูนย์การรักษาอื่น ๆ ยังคงให้การบริบาลด้วยคุณภาพมาตรฐานและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานของบำรุงราษฎร์ทุกประการ และเพื่อให้เกิดระบบการควบคุมคุณภาพให้ดียิ่งขึ้น
โดยโรงพยาบาลได้นำระบบธรรมาภิบาลทางการแพทย์มาใช้ในโรงพยาบาลทำให้เกิดธรรมาภิบาลกับผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาอย่างมีคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดด้วยนวัตกรรมและความรู้ที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน และให้เกิดธรรมาภิบาลกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ให้ได้รับความสะดวกสบายในการมาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
นอกจากนี้ยังได้สร้างระบบการถ่ายทอดความรู้ในองค์กรในการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งสั่งสมมากว่า 43 ปีให้กับแพทย์และบุคลากรจากรุ่นใหญ่สู่รุ่นใหม่ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยของเราเป็นไปอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย และอยู่ในขอบเขตของจริยธรรมและมาตรฐานทางการแพทย์ที่ดีที่สุด เพื่อให้องค์กรของเราเป็นองค์กรทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือที่สุด สำหรับผู้ป่วยชาวไทยและชาวต่างประเทศ
ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง
นพ.รุจาพงศ์ สุขบท รองประธานอาวุโสปฏิบัติการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวเสริมว่า การแพทย์ นับเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้รับบริการ
โดยเราจะสร้าง patient engagement การมีส่วนร่วมกับผู้ป่วยโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง patient centric ในทุกสิ่งที่เราทำ ควบคู่ไปกับการนำ Innovation มาใช้เสริมประสิทธิภาพในการรักษาและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในองค์กร (sustainable growth) ผ่านการบ่มเพาะวัฒนธรรมองค์กรซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญ
และการ empower พยาบาล เภสัชกร และบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ ให้ได้ใช้ความรู้ความชำนาญการในแต่ละสาขาอาชีพได้อย่างเต็มศักยภาพ และทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย ทั้งหมดนี้คือวัฒนธรรมที่เราจะสร้างให้เกิดขึ้นในองค์กร เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำทางการแพทย์ในศตวรรษที่ 22 ต่อไป
ดันระบบ Digital Healthcare
นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ในเรื่อง Operation Transformation โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้มีการนำระบบ Digital Healthcare มาใช้ เพื่อเพิ่มศักยภาพ และให้ผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย
โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล ในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยรับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และรวมถึงหลังจากที่เสร็จสิ้นการรักษาไปแล้ว
โดยระบบ Digital Healthcare จะมีการ update ระบบให้ทันสมัย และมีประสิทธิภาพอยู่ตลอด เช่น ระบบจัดเก็บเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์แบบ EMR (Electronic Medical Record) เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมี Bumrungrad Application ที่ใช้ในการสื่อสารและให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วย ทั้งไทย อังกฤษ อารบิค พม่า จีน ญี่ปุ่น โดยเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการ Transform Operation นี้จะมุ่งเน้นในเรื่องของการเพิ่ม operation efficiency ซึ่ง focus อยู่ 4 ข้อของ F A S T คือ Friendly use, Accuracy, Safety – patient, Timeliness
คนหัวใจหลักขององค์กร
ภญ. อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า สิ่งที่บำรุงราษฎร์ให้คุณค่ามากที่สุด คือ เรื่องของบุคลากร ปัจจุบันมีพนักงานอยู่กว่า 4,000 คน มีแพทย์อีกกว่า 1,300 คน
โดยมีการปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร คือ iAIC (Inclusion, Agility, Innovation, Caring) ซึ่งเป็น DNA ของคนบำรุงราษฎร์ เน้นเรื่องการปลูกฝัง Agile mindset ที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในเรื่อง Transformation ทำให้พนักงานเปิดใจในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง และ เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราฝ่าวิกฤตต่าง ๆ มาได้
รวมถึงให้ความสำคัญกับ Safety and Quality Transformation คุณภาพและความปลอดภัย โดยมีการถอดบทเรียน มี knowledge management นำปัญหามาวิเคราะห์หาสาเหตุเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต และพัฒนาในเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยง (risk management) ได้อย่างดี
นอกจากนี้ยังมีการให้องค์กรอิสระภายนอกเข้ามาตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญของคุณภาพของสถานพยาบาล
อย่างไรก็ตาม บำรุงราษฎร์จะไม่สามารถบรรลุวิสัยทัศน์ของการเป็น The Most Trusted Healthcare and Wellness Destination ได้ หากขาดศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ ซึ่งเป็นสถาบันเวชศาสตร์ชะลอวัยแบบบูรณาการ
รวมถึงการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมให้แก่ผู้มารับบริการของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์และศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ จะทำให้เกิดการดูแลอย่างต่อเนื่อง (Continuum of care) เสริมศักยภาพการเป็นจุดหมายแห่งการดูแลสุขภาพและสุขภาวะที่น่าเชื่อถือที่สุด
และยังเป็นการเสริมจุดแข็งด้านการแพทย์ของไทย สู่เป้าหมายของการเป็น ‘ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ’ หรือ ‘การแพทย์ครบวงจร’ (Medical Hub) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ