โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ย้อนเวลากลายมาเป็นแม่สามีที่ชั่วร้าย

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 08.05 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 08.05 น. • enjoybook
คำโปรย หากรักครั้งนี้ ย่อมมีวันจากลา จะมีโชคชะตาใดนำพาคู่รักที่พลัดพลาก ให้มาพบกันอีกครั้ง

ข้อมูลเบื้องต้น

ย้อนเวลากลายมาเป็นแม่สามีที่ชั่วร้าย

穿成恶婆婆后,我成了全村的希望

***ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***

ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%

สงวนลิขสิทธิ์

ผู้แต่ง : 遇花期 ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook

เรื่องย่อ

ด้วยสาเหตุบางอย่างทำให้ ‘ไป๋เพ่ยเพ่ย’ แพทย์แผนจีน ได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างหญิงสาวที่ชาวบ้านต่างนินทาว่าร้าย ทำให้เธออยากจะแก้ตัว เริ่มต้นชีวิตในร่างใหม่เป็นคนที่ดียิ่งขึ้น และการได้พบเจอ ‘เซี่ยเหล่าเอ้อร์’ สามีของเจ้าของร่างเดิมที่หน้าคล้าย ‘อาเต๋อ’ คนรักเก่าของนางที่จากไปในกับอุบัติเหตุ ความรู้สึกติดค้าง ไม่มีแม้แต่โอกาสร่ำลา ก็รู้สึกราวกับตนได้รับโอกาสครั้งที่สอง ให้ได้ใช้เวลาร่วมกันอีกครั้ง

ตอนที่ 1 ข้าข้ามเวลามาแล้ว

ตอนที่ 1 ข้าข้ามเวลามาแล้ว

“ท่านแม่ข้าขอร้องล่ะ ขอร้องท่านได้โปรดช่วยพี่สาวของข้าด้วย…”

“ท่านแม่ ข้าขอร้อง ข้าขอโขกศีรษะคำนับท่าน!”

"ฮืออออ… ข้าขอร้อง!"

ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว ไป๋เพ่ยเพ่ยพลันได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น พลางรู้สึกปวดหัวขึ้นมาเล็กน้อย

ใครกันถึงไร้ซึ่งความเกรงใจในตอนกลางดึกเช่นนี้ นางอยากจะก่นด่าสาปแช่งให้ตายเสียจริง

เดี๋ยวก่อน ทำไมถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติไปนะ?

ไป๋เพ่ยเพ่ยลืมตาขึ้นทันที และพบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องที่ทรุดโทรมผุพัง ผนังถูกฉาบขึ้นจากดินเหลือง ตู้สองบานเก่าเสียจนสีหลุดลอก ยังมีโต๊ะตัวใหญ่ซึ่งขาเดิมหายไปและถูกซ่อมด้วยไม้อื่นแทน บนโต๊ะนั้นมีกาน้ำโกโรโกโสใบใหญ่ ข้าง ๆ กันเป็นชามลายครามที่ปากบิ่นแตก…

ข้อสำคัญคือมีเด็กสาวซึ่งมีขนาดตัวกลาง ๆ กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น เสื้อผ้าป่านสีฟ้าที่สวมใส่ถูกซักบ่อยจนกลายเป็นสีขาว ทว่าสกปรกมอมแมม ซ้ำยังมีรอยปะซ่อมอยู่หลายจุด

ผมของนางนั้นไม่รู้ว่าใช้วัสดุอะไรมัดไว้เป็นมวยสองข้าง และไม่รู้ว่าเป็นเพราะฝีมือการมัดผมที่ไม่ดีหรือเพราะโดนใครเขาขยี้มา จึงทำให้ดูยุ่งเหยิงอยู่เล็กน้อย

ใบหน้าเล็กขนาดเท่าฝ่ามือนั้นผอมบาง ทำให้ขอบตาคล้ำ ยามเมื่อมีน้ำตานั้นน่ากลัวอยู่ไม่น้อย

เมื่อนางเห็นไป๋เพ่ยเพ่ยลุกขึ้นนั่ง ก็พลันคิดว่าการร้องไห้อ้อนวอนของตนนั้นได้ผล จึงโขกศีรษะให้แรงขึ้นจนคราบเลือดปรากฏขึ้นบนหน้าผากทันที

โขกศีรษะอย่างนั้น ไป๋เพ่ยเพ่ยมองดูก็รู้สึกถึงความเจ็บปวด แต่ใครกันจะคาดคิดว่าเด็กสาวไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกเจ็บปวด ทว่ากลับกอดเข้าที่ต้นขาของไป๋เพ่ยเพ่ยแทน

“ฮืออออ ฮึก… ท่านแม่ ข้าขอร้องท่าน โปรดช่วยพี่สาวของข้าด้วย พี่สาวของข้ากำลังจะโดนครอบครัวสามีทุบตีจนตาย นางเสียเลือดมาก และกำลังจะสิ้นใจอยู่รอมร่อ ขอเพียงท่านช่วยพี่สาวของข้า ท่านจะให้ข้าทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น กระทั่งจะพาข้าไปแต่งงานกับชายชราพิการท้ายหมู่บ้านเพื่อแลกกับเงินข้าก็ยอม…”

เซี่ยเหมียวเหมียวรู้ดีว่าอาสะใภ้รองไม่เต็มใจที่จะรับอุปการะพวกนางสองคน ด้วยเหตุผลว่าพวกนางพี่น้องอยู่กินโดยไม่จ่ายเงิน ทว่าพวกนางไม่มีพ่อและแม่ หากไม่อยู่กับครอบครัวของท่านอาและอาสะใภ้… แล้วจะให้ไปอยู่กับใครกัน?

พวกนางเรียกอาสะใภ้รองว่า ‘ท่านแม่’ มาหลายปีแล้ว งานที่เหนื่อยหนักและสกปรกในบ้านพวกนางสองพี่น้องล้วนเป็นคนทำ ให้ทำอะไรก็ทำเช่นนั้น ขอเพียงอาสะใภ้รองมองเห็นสิ่งนี้แล้วยอมช่วยพี่สาวของนาง

ไป๋เพ่ยเพ่ยตกใจ อะไรนะ เรียกข้าว่าท่านแม่งั้นรึ?

ข้ายังไม่ได้แต่งงานเสียด้วยซ้ำ ยามเดินตามท้องถนนก็ถูกผู้คนเรียกว่า ‘คุณผู้หญิง’ แต่จู่ ๆ นางกับเรียกข้าว่า’ท่านแม่’?

ผู้คนยุคนี้โตเร็วเกินไปแล้ว ทำเอาหญิงสาวตกใจอยู่เล็ก ๆ

แต่เด็กสาวตรงหน้าช่างน่าสงสารนัก หัวใจของไป๋เพ่ยเพ่ยพลันโอนอ่อน ในใจส่งเสียงฮึดฮัดของการแก้แค้นเสียงเย็น พลางดึงเด็กสาวขึ้นมาจากพื้น

“ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ พูด"

ในขณะเดียวกัน ไป๋เพ่ยเพ่ยก็หยิบชามลายครามใบใหญ่บนโต๊ะ เทน้ำลงไป แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าสะอาดเช็ดหน้าผากของเด็กสาวพร้อมตรวจดูบาดแผล

โชคดีที่เป็นเพียงแผลเล็ก ๆ ไม่ร้ายแรงมาก เมื่อถึงเวลานางจะขึ้นไปเก็บสมุนไพรบนภูเขามาใส่แผล…

และในเวลานี้เองที่ไป๋เพ่ยเพ่ยสังเกตเห็นว่ามือของตนที่ใช้ตรวจดูแผลบนหน้าผากของเด็กสาวนั้นมีบางอย่างไม่ถูกต้อง ฝ่ามือของนางเต็มไปรอยแตกจำนวนมาก มองดูแล้วราวกับมือของคนใช้แรงงาน

นี่ใช่มือของนางที่ไหนกัน!

นางเป็นหมอในโรงพยาบาลแพทย์แผนจีน ลมไม่เคยพัดผ่าน แสงแดดไม่เคยตกกระทบใส่ รอบแตกบนมือจะมาจากไหน?

เมื่อมองตามมือนี้ขึ้นไป ไป๋เพ่ยเพ่ยก็ตระหนักว่าจริง ๆ แล้วนางแต่งตัวคล้ายกับเด็กสาว เว้นก็แต่ว่านางสะอาดกว่า

ไป๋เพ่ยเพ่ยจึงลองหยิกตัวเอง และผลลัพธ์คือรู้สึกเจ็บจริง

เช่นนั้นแล้วนางสวมใส่ชุดนี้อยู่จริง ๆ ไม่ใช่ความฝันงั้นหรือ?!

สับสน มึนงง

ท่ามกลางความเลือน ๆ ราง ๆ ก็ยังได้ยินเด็กสาวกล่าวบอกด้วยเสียงสะอื้นว่า “พวกเขาบอกว่าพี่สาวของข้าถูกพี่เขยทุบตีจนแท้ง ฝ่ายนั้นก็ยังไม่เชิญหมอมา ตอนนี้นอนอยู่บนเตียง เกรงว่าใกล้จะตายแล้ว…”

อะไรนะ ร้ายแรงขนาดนี้เชียว?

เจ้าของร่างเดิมไม่ใช่คนหรือไรกัน ลูกสาวคนโตกำลังเดือดร้อน กลับไม่รู้จักช่วย ซ้ำยังปล่อยให้ลูกคนเล็กมาอ้อนวอนขอร้องแบบนี้ นี่เป็นเรื่องที่มนุษย์ทำได้อย่างนั้นหรือ?

คงไม่ใช่แม่เลี้ยงหรอกใช่ไหม?

หลังจากก่นด่าสาปแช่งเจ้าของร่างเดิมที่ไม่ได้เรื่องแล้ว ไป๋เพ่ยเพ่ยก็ลุกขึ้นยืนทันที

เซี่ยเหมียวเหมียวตกใจ ด้วยไม่รู้ว่าไป๋เพ่ยเพ่ยต้องการจะทำอะไรจึงรีบเดินตามหลังไป จากนั้นนางก็เห็นไป๋เพ่ยเพ่ยตรงเข้าไปในครัว ก่อนจะหยิบมีดทำครัวเล่มใหญ่มา แล้วลองชั่งน้ำหนักด้วยมือ

ไม่ใช่สิ อาสะใภ้รองจะจัดการนางงั้นหรือ? ใบหน้าของเซี่ยเหมียวเหมียวเต็มไปด้วยความกลัว เด็กสาวพลันหดคอ

ไป๋เพ่ยเพ่ยซึ่งถือมีดทำครัวไม่ได้สนใจ เพียงรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่างไป เมื่อมองไปด้านข้างก็พบเข้ากับไม้คาน หญิงสาวถือมีดทำครัวไว้มือหนึ่ง ส่วนอีกมือหนึ่งหยิบไม้คานขึ้นมา

อืม! นี่สิถึงจะถูก!

ไป๋เพ่ยเพ่ยมั่นใจเต็มร้อยจึงเอ่ยขึ้น "เอาล่ะ ไปกันเถอะ"

“ไป… ไปไหนหรือ?" เซี่ยเหมียวเหมียวเอ่ยถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

“ช่วยพี่สาวเจ้าไง!”

อาสะใภ้รองตกลงงั้นหรือ?!

เซี่ยเหมียวเหมียวร้องไห้ด้วยความดีใจ น้ำตาพลันเอ่อล้นขึ้นที่หางตา เด็กสาวคว้าเอาไม่ตะบองที่อยู่มุมก ำแพงมาแล้วเดินตรงไปข้างหน้า

สุดยอดไปเลย!

อาสะใภ้รองตอบตกลง!

นางสาบานในใจว่าเมื่ออาสะใภ้รองช่วยพี่สาวของนางกลับมาได้แล้ว นางจะไม่มีวันเกลียดอาสะใภ้รองอีกเลย และจะทำทุกอย่างที่อาสะใภ้รองเอ่ยปากขอ แม้แต่จะขายนาง นางก็ยอม

ทันทีที่ก้าวออกจากลานบ้านก็พบเข้ากับเพื่อนบ้าน

“ครอบครัวเซี่ยเหล่าเอ้อร์ พวกเจ้ากำลังจะไปไหนกันหรือ?” ป้าหลิวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามรู้สึกงุนงงเล็กน้อยเมื่อเห็นไป๋เพ่ยเพ่ยมือหนึ่งถือมีดทำครัว อีกมือหนึ่งถือไม้คาน ราวกับว่านางกำลังจะไปคิดบัญชีกับใครบางคน

ท่าทางดุดันดุร้ายถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงรู้สึกว่ากำลังจะไปหาเรื่องใครเขาอย่างไรอย่างนั้น?

ไม่มีทาง สตรีนางนี้เป็นหญิงพาลในหมู่บ้าน ใครกันช่างมีความสามารถ กล้าไปยั่วยุสตรีชั่วร้ายคนนี้?

สกุลเดิมของสามีคือเซี่ยงั้นหรือ? เป็นลูกคนรอง? และชื่อของเขาคือ “เหล่าเอ้อร์”? ไป๋เพ่ยเพ่ยพร่ำบ่นสิ่งนี้อยู่ในใจ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างความแค้นเคืองต่อความไม่เป็นธรรม “จะไปไหนได้อีกเล่า? นอกเสียจากไปคิดบัญชีกับเจ้าแซ่เฉียวนั่นอย่างไร”

เซี่ยเหมียวเหมียวกล่าวเสริมอย่างเหมาะเจาะ “พี่สาวของข้าซึ่งกำลังตั้งครรภ์ถูกพี่เขยทุบตีเสียจนแท้ง ได้ยินมาว่านางจะตายอยู่แล้ว แต่คนที่ฝั่งนั้นไม่มีใครไปช่วยตามหมอมาเลย ปล่อยให้พี่สาวของข้ารอความตายอยู่ที่นั่น…”

“ได้ยังไง… ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้?! ก่อนหน้านี้ยังดี ๆ กันอยู่ไม่ใช่หรือ?” ป้าหลิวสูดหายใจเข้าอย่างแรง คำว่า "ก่อนหน้านี้" ที่นางพูดไม่รู้ว่าผ่านมานานแค่ไหนแล้ว

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ใช่ทุกคนที่จะต้อนรับสตรีที่แต่งงานแล้วกลับสู่ครอบครัวเดิม

เมื่อลองคิดดูว่าเซี่ยต้ายาซึ่งแต่งงานเข้าตระกูลเฉียวนั้นไม่ได้ใช้ชีวิตแบบคนมาโดยตลอด ซ้ำข้าง ๆ ยังมีคนช่วยคนชั่วก่อกรรมทำเข็ญ หัวใจของป้าหลิวก็พลันเดือดเป็นฟืนไฟ และเอ่ยออกมาด้วยความโกรธเคือง “ใครเป็นคนก่อให้เกิดเรื่อง? ก็คนเลวนี่อย่างไร หากไม่ใช่เพราะนางต้องการอาศัยเรื่องการแต่งงาน จึงยกเรื่องที่พ่อแท้ ๆ ของเจ้าตกลงเรื่องแต่งงานของพี่สาวเจ้ามา จนฝ่ายตระกูลเฉียวไม่อาจยกเลิกการแต่งงานครั้งนี้ได้ จึงต้องนำสินสอดจำนวนสูงลิ่วมาเพื่อบังคับให้พี่สาวของเจ้าแต่งงาน ซ้ำร้ายนางยังหักสินสอดเดิมของพี่สาวเจ้าไปอีก คนพวกนั้นจะระบายความโกรธลงกับพี่สาวเจ้าไหมเล่า? มาวันนี้มีเรื่องเกิดขึ้นกับเซี่ยต้ายาแล้วสิ? ข้าอยากรู้นักว่านางจะนำเรื่องนี้ไปสารภาพกับพ่อผู้ให้กำเนิดที่ตายไปแล้วของเจ้าว่าอย่างไร…”

“ข้า… ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น?” เมื่อหยิบยกเรื่องนี้มากล่าวโทษ ไป๋เพ่ยเพ่ยย่อมไม่อาจหักล้างได้

หากแต่สามีของเจ้าของเดิมตายไปแล้วงั้นหรือ?

นั่นถือเป็นข่าวดี

“เจ้าจะไปคนเดียวหรือ เซี่ยเหล่าเอ้อร์ไปไหน?” เห็นได้ชัดว่าป้าหลิวไม่วางใจให้ไป๋เพ่ยเพ่ยไปคนเดียว

ล้อเล่นหรืออย่างไรกัน เมื่อครั้งเซี่ยต้ายาถูกครอบครัวสามีทุบตีและวิ่งกลับมาขอความช่วยเหลือ ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่เพียงแต่ตัดสินใจแทนเซี่ยต้ายา หนำซ้ำยังใช้เด็กสาวเพื่อ ‘บีบบังคับ’ ขอเงินจากตระกูลเฉียว จากนั้นจึงส่งเซี่ยต้ายากลับไป

เซี่ยต้ายาผู้น่าสงสาร วันที่นางถูกส่งกลับ นางถูกขังอยู่ในเพิงไม้ ทั้งยังได้ยินมาว่านางถูกทุบตีอีก

การไปบ้านตระกูลเฉียวคราวนี้ เป็นไปได้ว่าไป๋เพ่ยเพ่ยอาจไปหาเงินชดเชยอีกก็เป็นได้

“หา?” ไม่ใช่ว่าสามีของเจ้าของร่างเดิมตายไปแล้วหรอกหรือ แล้วมีอีกคนโผล่มาได้ยังไง? ไป๋เพ่ยเพ่ยรู้สึกสับสนเล็กน้อย

เช่นนั้นแล้วคนที่ตายคือพ่อผู้ให้กำเนิดของเซี่ยต้ายา ส่วนเจ้าของร่างเดิมนั้นแต่งงานใหม่กับเซี่ยเล่าเอ้อร์งั้นหรือ?

ป้าหลิวเมื่อเห็นสีหน้าของไป๋เพ่ยเพ่ยก็รู้สึกว่าตนเดาถูก เรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้หากไม่บอกกล่าวเซี่ยเหล่าเอ้อร์ก็ชัดเจนว่ามีผี*[1]

ทว่าไม่รู้ว่าเซี่ยเหล่าเอ้อร์ทำอะไรอยู่ที่ไหน จะไปแจ้งเขาในตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปหาเขาที่ไหน

ไม่ได้ นางปล่อยให้ไป๋เพ่ยเพ่ยไปคนเดียวไม่ได้เด็ดขาด

ยิ่งป้าหลิวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากเท่านั้น จึงเอ่ยขึ้นว่า “สามีของเจ้าออกไปข้างนอกแล้วใช่หรือไม่? หาเขาไม่เจอหรือ? ตระกูลเฉียวนั้นไร้เหตุผล เจ้าไปคนเดียวไม่ได้หรอก เจ้ารอก่อน ข้าจะไปเรียกสามีข้ามา เขาอยู่ในบ้าน…”

ก่อนจะหันศีรษะเข้าไปในบ้านแล้วตะโกนเรียกหลิวเกินเซิง สามีของนาง

*[1] มีผี หมายถึง มีบางอ่ยางผิดปกติ แปลก ๆ มีเลศนัย

ตอนที่ 2 ปล่อยเด็กสาวคนนั้นเสีย

ตอนที่ 2 ปล่อยเด็กสาวคนนั้นเสีย

ระหว่างทางไป๋เพ่ยเพ่ยก็ตะล่อมหลอกถามจึงพอเข้าใจสถานการณ์คร่าว ๆ มากขึ้น เด็กสาวที่อยู่ข้างกายนางในตอนนี้และคนที่นางกำลังจะไปช่วยนั้น ทั้งคู่คือ ‘ลูกสาวบุญธรรม’ ของเจ้าของร่างเดิม กล่าวให้ถูกต้องคือลูกของพี่ชายเซี่ยเหล่าเอ้อร์

ด้วยเพราะครอบครัวลูกชายคนโตของตระกูลเซี่ยนั้นไม่มีใครแล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลที่พวกนางทั้งสองต้องมาอยู่ในความดูแลของลูกคนรอง ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์คุกเข่าขอร้องของเซี่ยเหมียวเหมียวในตอนแรกเริ่มที่ไป๋เพ่ยเพ่ยข้ามเวลามา

นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าเจ้าของร่างเดิมเองก็มีลูกที่ตนให้กำเนิดอยู่ด้วย ส่วนที่ว่ากี่คนนั้น ไป๋เพ่ยเพ่ยเกรงว่าจะเผยให้เห็นพิรุธ นางจึงไม่ได้เอ่ยถามรายละเอียดอะไรนัก

ระหว่างทางป้าหลิวพบเจอใครก็ดึงคนนั้นมา ต้องการจะรวบรวมกลุ่มคนให้แก่ไป๋เพ่ยเพ่ย

ไป๋เพ่ยเพ่ยมองดูผู้คนมากมายที่ติดตามนางไปยังบ้านตระกูลเฉียว หัวใจของนางก็พลันเปี่ยมล้นด้วยความหาญกล้า

นางขอบคุณป้าหลิวคนนี้จากใจจริง หากไม่ใช่เพราะป้าหลิว นางคงไม่ดึงคนพวกนี้มาร่วมด้วยได้ หญิงสาวรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เมื่อใดที่เรื่องนี้จบลง จะต้องไปขอบคุณป้าหลิวและชาวบ้านที่กระตือรือร้นเป็นอย่างดี

อันที่จริง ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่รู้ว่าการที่ป้าหลิวดึงผู้คนมามากมายถึงเพียงนี้ก็เพื่อคอย ‘ดูแลควบคุม’ นางโดยเฉพาะ เจ้าของร่างคนเดิมนั้นมีชื่อเสียงที่ไม่ดีเป็นที่เลื่องลือ ป้าหลิวเองกลัวว่าตนเพียงคนเดียวจะรับมือไป๋เพ่ยเพ่ยไม่ได้ คนเยอะพละกำลังก็มาก เมื่อชักชวนผู้คนมาได้ในใจของนางก็ยิ่งมั่นใจ
โชคดีที่ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่รู้ หากนางรู้ขึ้นมา…
ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงหมู่บ้านซานเอา หมู่บ้านข้างเคียงกับหมู่บ้านหนิงซาน
เมื่อพวกเขามาถึงบ้านตระกูลเฉียว บรรดาผู้ชายในครอบครัวนั้นไม่อยู่ มีเพียงแม่เฒ่าเฉียวและเจิงชุ่ยชุ่ย ผู้เป็นสะใภ้ใหญ่ที่อยู่ที่นั่น
เจิงชุ่ยชุ่ยกวาดพื้นไปพลาง ก่นด่าสาปแช่งไปพลาง ด่าว่าเซี่ยต้ายาเอาแต่อู้งานอยู่บนเตียง ตระกูลเฉียวรับนางมาเป็นสะใภ้ก็นับว่าซวยไปหลายชาติ
“เจ้าด่าใคร?”
ไป๋เพ่ยเพ่ยเหวี่ยงไม้คานในมือจนเกิดเสียงดังพรึ่บ พร้อมเสียงเอ่ยซักถาม ก่อนจะฟาดมันตรงลงไปยังเจิงชุ่ยชุ่ย
เมื่อจู่ ๆ ก็มีไม้คานฟาดลงมาตรงหน้า เจิงชุ่ยชุ่ยก็กลัวเสียจนใจจะขาด “ช่วยด้วย! มีคนจะฆ่าข้า!”
นางกลัวถึงขั้นโยนไม้กวาดในมือทิ้ง
ไป๋เพ่ยเพ่ยเองไม่ได้ตีโดนคน ทั้งยังไม่ได้ไล่ตามไป หญิงสาวหันหน้าไปหาเซี่ยเหมียวเหมียวพลางเอ่ย “เหมียวเหมียว เจ้ารู้ไหมว่าพี่สาวของเจ้าอยู่บ้านหลังใด?”
“รู้เจ้าค่ะ!" เซี่ยเหมียวเหมียวชี้ไปยังเพิงไม้ซึ่งอยู่ตรงมุมไกลสุดของลานบ้านตระกูลเฉียวแล้วกล่าวว่า "บ้านที่ผุพังที่สุดหลังนั้นเจ้าค่ะ"
แล้วมองเรือนที่อยู่ข้าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยห้องโถงใหญ่และเรือนข้าง สี่ห้องใหญ่เรียงกันเป็นแถว ทั้งหมดล้วนสร้างขึ้นจากดินอย่างดี ทว่าเมื่อมองยังทางที่เซี่ยเหมียวเหมียวชี้ไปกลับเป็นเพิงไม้ที่ทรุดโทรมที่สุด ซ้ำผนังยังเป็นเพียงหญ้าแห้ง ความโกรธของไป๋เพ่ยเพ่ยก็ปะทุขึ้นโดยพลัน

มีอย่างที่ไหนกันที่ให้คนท้องหรือป่วยหนักมานอนในห้องที่มีสภาพเช่นนี้? นี่ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการกลั่นแกล้งกันอีกหรือ
หญิงสาวระงับโทสะแล้วผลักเปิดประตูด้วยมือข้างหนึ่ง บอกว่าเป็นประตู แต่จริง ๆ แล้วเป็นแค่หญ้าแห้ง ไม่มีแม้แต่สลักประตู เพียงใช้มือดันก็สามารถเปิดออกได้
และพบเข้ากับเตียงหญ้าแห้งที่ถูกเปิดออก ใต้ฟูกนอนชุ่มไปด้วยเลือด ครึ่งหนึ่งบดบังไว้ด้วยร่างกายส่วนบนที่เต็มไปด้วยรอยช้ำเลือดช้ำหนอง ใบหน้าเล็กขนาดเท่าฝ่ามือไร้สีเลือด ดวงตาทั้งสองปิดแน่น ไม่รู้ว่าคนยังมีสติอยู่หรือไม่
ไป๋เพ่ยเพ่ยเกือบจะคิดว่านางหมดลมไปแล้วจึงรีบวิ่งเข้าไปเพื่อปฐมพยาบาล หญิงสาวกดเข้าที่ร่องเล็ก ๆ ระหว่างจมูกถึงริมฝีปากบน จากนั้นจึงจับชีพจร หลังจากพลิกไปพลิกมาอยู่หลายหน ในที่สุดเด็กสาวก็ได้สติฟื้นคืน
“…ท่านแม่ เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ได้?” เซี่ยต้ายาที่เพิ่งลืมตาขึ้นมา เมื่อมองเห็นผู้มาเยี่ยมอย่างชัดเจน ใบหน้าก็พลันปรากฏร่องรอยแห่งความกลัว
ไม่เหมือนการพบเจอคนในครอบครัว แต่ราวกับเจอสิ่งที่เลวร้ายเสียมากกว่า

เมื่อนึกถึง ‘ภาพลักษณ์แม่เลี้ยง’ ของเจ้าของร่างเดิม ไป๋เพ่ยเพ่ยก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าอุปนิสัยของเจ้าของเดิมอาจแย่กว่าที่นางคิดเสียอีก
“ไม่ต้องกลัว แม่อยู่นี่แล้ว แม่จะปกป้องเจ้าเอง!”
โดยไม่สนใจการปฏิเสธจากจิตใต้สำนึกของเซี่ยต้ายา ไป๋เพ่ยเพ่ยคว้าข้อมือของเด็กสาวไว้ด้วยท่าทีห่วงใย ไม่ว่าเจ้าของร่างเดิมจะเคยเป็นเช่นไร ต่อจากนี้ไปนางจะรับช่วงต่อ และถือโอกาสนี้แปลงโฉมนางเสียใหม่
ด้วยการทำเช่นนี้ ในอนาคตเมื่อนางแตกต่างจากเจ้าของร่างเดิม หญิงสาวก็สามารถโยนไปได้ว่าตนนั้นสะเทือนอารมณ์จากเรื่องของเซี่ยต้าหยาจึงกลับเนื้อกลับตัวใหม่อย่างฉับพลัน
มนุษย์ เมื่อมีแรงกระตุ้น ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปบ้างเป็นเรื่องปกติ
ป้าหลิวเดินตามเข้ามาและเห็นใบหน้าที่บวมช้ำ รวมถึงร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลของเซี่ยต้ายา ก็ต่างพากันสูดลมหายใจเข้าอย่างแรงพร้อมกับชาวบ้านคนอื่น ๆ

ได้ยินมาลูกชายคนรองของตระกูลเฉียวทุบตีลูกสะใภ้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะรุนแรงถึงเพียงนี้?!
ให้ตายสิ!
เจ้าเด็กนี่คงไม่ได้จะตีจนตายหรอกใช่ไหม?!


ชั่วขณะหนึ่ง ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างพากันก่นด่าสาปแช่งเฉียวเล่อเซิง ลูกชายคนรองของตระกูลเฉียวว่าไม่เอาถ่าน
ป้าหลิวยังพูดกับไป๋เพ่ยเพ่ยอีกว่า “เห็นแล้วหรือยัง บาปกรรมที่เจ้าสร้างขึ้น หากในเวลานั้นเจ้าไม่ทำเกินไป ตระกูลเฉียวจะมาระบายความโกรธแค้นลงที่ร่างกายต้ายาหรือ? เจ้าดูสิว่าต้ายาช่างน่าสงสารนัก แม้ว่านางจะไม่ใช่ลูกในไส้ของเจ้า แต่เจ้าเองก็เลี้ยงนางมากับมือ เจ้ากลับไม่รู้จักปวดใจเสียบ้างหรืออย่างไร…”
“ข้าปวดใจสิ ทำไมจะไม่เจ็บปวดหัวใจเล่า? หัวใจข้าแตกสลายเจียนตาย เกลียดจนอยากจะหั่นลูกชายคนรองของตระกูลเฉียวเป็นชิ้น ๆ” ภรรยาของตัวเองยังตบตีอย่างไร้ปรานีถึงเพียงนี้ นี่คือสิ่งที่คนทั่วไปทำกันอย่างนั้นหรือ?
ไม่ได้!
เรื่องนี้จะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ หากนางไม่เอาคืนให้เซี่ยต้ายา เช่นนั้นก็ไม่ใช่ไป๋เพ่ยเพ่ยแล้ว
ยังดีที่ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่ได้พูดกล่าวอะไรออกมา ด้วยเพราะยิ่งพูด ป้าหลิวก็ยิ่งไม่เชื่อ ซ้ำจะยิ่งคิดว่าไป๋เพ่ยเพ่ยวางแผนทำอะไรบางอย่าง เตรียมพร้อมจงใจหาเรื่อง นางรู้สึกว่าต้องจับตาดูหญิงสาวให้มากกว่านี้สักหน่อย จะปล่อยให้ไป๋เพ่ยเพ่ยฉวยโอกาสนี้ไม่ได้
ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่รู้เรื่องนี้ ตอนนี้นางมุ่งความสนใจไปที่การช่วยชีวิตเด็ก เซี่ยต้ายานั้นได้สติแล้ว แต่เลือดของนางยังคงไหลอยู่ ด้วยความรีบร้อนของหญิงสาว เธอจึงไม่ได้นำเข็มติดตัวมาด้วย และมีเพียงป้าหลิวเท่านั้นที่นางคุ้นเคยมากที่สุดในหมู่คนเหล่านี้ นางจึงเอ่ยกับป้าหลิว “พี่สะใภ้ ช่วยหาเข็มให้สักสองสามด้ามได้หรือไม่ ต้ายาตกเลือดหนัก จำเป็นต้องหยุดเลือดทันที…”
“ตกเลือดหนักจริง ๆ ด้วย?! นี่… คือการก่อกรรมทำเข็ญจริง ๆ!” เดิมทีคิดว่า ‘ตกเลือดอย่างหนัก’ ที่เซี่ยเหมียวเหมียวกล่าวบอกนั้นเป็นการพูดเกินจริง เมื่อพวกเขามาถึงแล้วจะยังสามารถช่วยเซี่ยต้ายาเอาไว้ได้ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว…”
ป้าหลิวพลันรู้สึกเศร้าโศกในใจ เด็กสาวดี ๆ คนหนึ่ง แต่งงานได้ไม่กี่ปีก็จะถูกเอาชีวิตไปแล้ว?!
นี่คงไม่ใช่แค่เรื่องค่าสิดสอดจำนวนสูงลิบลิ่วหรอกกระมัง? ตระกูลเฉียวนั้นทำเกินไปแล้วจริง ๆ!
“พี่สะใภ้ ชีวิตของต้ายานี้จะช่วยไว้ได้หรือไม่ เกรงว่าจะขึ้นอยู่กับท่านแล้ว” ไป๋เพ่ยเพ่ยเอ่ยด้วยสีหน้าอ้อนวอน "ไม่ทราบว่าพี่สะใภ้พอจะช่วยหาเข็มให้ข้าสักสองสามด้ามได้หรือไม่ เข็มเย็บผ้าก็ได้ ขอเพียงมีเข็ม บางทีข้าอาจช่วยชีวิตต้ายาได้"
“ตกเลือดหนักอย่างนี้แล้ว เจ้าจะช่วยชีวิตนางได้อย่างไรอีก?”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ เมื่อก่อนข้าเคยเรียนวิชาฝังเข็มจากสำนักฟางหลางมาบ้าง กล่าวกันว่าสามารถหยุดอาหารตกเลือดได้”
"จริงหรือ?!"
"จริงเจ้าค่ะ!"
“รอเดี๋ยว ข้าจะไปหาเข็มมาให้” แม้ป้าหลิวจะรู้สึกสับสนว่าไป๋เพ่ยเพ่ยจะมีทักษะเช่นนี้ได้อย่างไร ด้วยเพราะก่อนหน้าก็ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนก็ตาม
แต่ตอนนี้ไม่มีทางอื่นที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว นางเองเจ็บปวดหัวใจนักเพราะเฝ้ามองดูเซี่ยต้ายาเติบโตมา ขอเพียงสามารถรักษาม้าตายเหมือนม้าเป็น*[1] นางก็รับหันหลังเพื่อไปหายืมเข็มมาทันที
ป้าหลิวลืมไปชั่วขณะหนึ่งว่าต้องจับตาดูอย่าให้ไป๋เพ่ยเพ่ยคิดสิ่งไม่ดีขึ้นมาได้
ในเวลาเดียวกัน ไป๋เพ่ยเพ่ยขอให้เซี่ยเหมียวเหมียวเข้ามาจับมือของเซี่ยต้ายาเอาไว้ และช่วยปลอบประโลมเซี่ยต้ายา เพื่อที่เซี่ยต้ายาจะได้ไม่ยอมแพ้ "ต้ายา เจ้าได้ยินหรือไม่ แม้เจ้าจะตกเลือดอย่างหนักแต่ก็ยังมีวิธีที่จะช่วยเจ้าได้ เมื่อป้าหลิวหยิบยืมเข็มมา แม่จะช่วยชีวิตเจ้าเอง เจ้าต้องอดทนไว้นะ!”
“พี่สาว ข้าไม่อยากพรากจากกับท่าน! ได้โปรดอย่าทิ้งข้าไว้เพียงลำพัง!” เมื่อเซี่ยเหมียวเหมียวได้ยินดังนั้นก็หวาดกลัวอย่างยิ่ง กลัวว่าเซี่ยต้ายาจะหลับตาลงจริง ๆ เด็กสาวเอ่ยพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
เซี่ยต้ายาเองก็น้ำตาไหลเช่นกัน นางอยากจะพูด แต่นางก็ไม่มีแรง จึงทำได้เพียงมองดูอาสะใภ้รองและน้องสาวอย่างเงียบ ๆ ด้วยความรู้สึกทุกข์ทรมานอย่างยิ่งในหัวใจ
นางคิดว่าอาสะใภ้รองไม่ชอบตนและน้องสาว แต่เด็กสาวไม่คาดคิดว่าเมื่อประสบปัญหาจริง ๆ คนที่มาช่วยเหลือนางกลับเป็นอาสะใภ้รอง
ในชั่วขณะหนึ่ง อารมณ์ของนางปนเปซับซ้อน

*[1] รักษาม้าตายเหมือนม้าเป็น เปรียบเทียบเรื่องที่รู้ชัดว่าไม่มีความหวังแล้ว แต่ยังมีความหวังเลือนราง

ตอนที่ 3 ฝังเข็มห้ามเลือด

ตอนที่ 3 ฝังเข็มห้ามเลือด
ห้องนี้มีขนาดเล็ก พวกผู้ชายจากหมู่บ้านหนิงซานไม่ได้เข้ามา คอยเฝ้าอยู่ในลานบ้านแทน มีเพียงผู้หญิงเท่านั้นที่มารวมตัวกันตรงหน้าประตูเพิงไม้
พวกนางมองดูท่าทางที่น่าสังเวชของเซี่ยต้ายาแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะพากันถอนหายใจ พร้อมกับก่นด่าสาปแช่งตระกูลเฉียวอันไร้ค่า ดอกไม้งามสดใสดอกหนึ่งถูกโยนเข้ามาให้ตระกูลเฉียวย่ำยีจนกลายเป็นเช่นนี้ อีกทั้งในใจของพวกนางยังก่นด่าไป๋เพ่ยเพ่ยที่ก่อกรรมทำชั่ว ยอมสละหลานสาวที่แสนดีของตัวเองมาให้คนอื่นหยามเกียรติ
ต้องรู้ก่อนว่าเมื่อครั้งอยู่ในหมู่บ้านนั้น เป็นที่เลื่องลือว่าเซี่ยต้ายาขยันหมั่นเพียร เป็นคนมีความสามารถในการงาน มีคนจำนวนไม่น้อยในหมู่บ้านที่หมายปองอยากจะแต่งนางเข้าบ้าน
ทว่าไป๋เพ่ยเพ่ยกลับกล่าวว่าอย่างไรน่ะหรือ?
กล่าวว่าพ่อผู้ให้กำเนิดของเซี่ยต้ายาได้ตกลงเรื่องการแต่งงานไว้แล้ว ไม่อาจถอนหมั้นได้ หากกลับคำถอนหมั้น นางจะไม่สามารถไปอธิบายกับพ่อผู้ให้กำเนิดของเด็กสาวในปรโลกได้
อธิบายกับผีน่ะสิ!
เมื่อครั้งได้สินสอดจากตระกูลเฉียวมา นางก็ไม่ได้โอนอ่อน ยึดสินสอดนั้นมา ซ้ำยังไม่ให้สินสอดเดิมของหลานสาวไปอีก ทำให้เซี่ยต้ายาต้องออกจากบ้านไปพร้อมกับเสื้อผ้าเพียงสองชุดอย่างไร้เกียรติ
มาตอนนี้ถึงคราว เซี่ยต้ายาต้องลงไป “กล่าวฟ้อง” ต่อพ่อผู้ให้กำเนิดของนางในปรโลกจริง ๆ แล้ว
แม้ว่าจะเป็นหมู่บ้านใกล้เคียง แต่ครอบครัวไหนไม่มีของอย่างเข็มเย็บผ้าและด้าย ป้าหลิวเองก็พอรู้จักผู้คนในหมู่บ้านนี้อยู่บ้างจึงขอยืมมาได้ในเวลาไม่นาน
“ต้ายา ไม่ต้องกลัว พอแม่แทงเข็มเข้าไป เจ้าก็จะไม่เป็นอะไรแล้ว” ไป๋เพ่ยเพ่ยจับมือของเซี่ยต้ายาขึ้นมาจากมือของเซี่ยเหมียวเหมียวแล้วเอ่ย "เชื่อใจแม่ แม่จะช่วยเจ้าอย่างแน่นอน"
ในตอนนี้เอง เซี่ยต้ายายิ่งอ่อนแอลง
และไม่รู้ว่าเป็นเพราะไป๋เพ่ยเพ่ยให้ความมั่นใจกับเซี่ยต้ายา หรือเพราะตัวเซี่ยต้ายาเองก็ไม่อยากตาย หัวใจของนางจึงเกิดคลื่นความหวังซัดซามาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
นั่นสิ ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ได้ ใครจะอยากตายกัน?
เซี่ยต้ายาส่งเสียง "อื้อ" เบา ๆ แล้วปริปากเอ่ยแบบไร้เสียงว่า "ข้าเชื่อท่าน"
ในห้องนั้นล้วนเป็นสตรี สิ่งที่เซี่ยต้ายามี บนร่างกายของคนอื่นก็มีทั้งสิ้น ไป๋เพ่ยเพ่ยจึงกล่าวบอกเซี่ยต้ายา แล้วเปลื้องผ้านางออกโดยไม่สนใจสิ่งใดอย่างไม่ลังเล
และด้วยการถอดเสื้อผ้าออกนี้ ทำให้ไป๋เพ่ยเพ่ยและทุกคนพลันตาแดงก่ำ พวกนางไม่คาดคิดเลยจริง ๆ ว่าบนร่างกายของเซี่ยต้ายาจะไม่มีจุดที่เป็นปกติเลยสักจุด
ไปตายซะ ลูกชายคนรองตระกูลเฉียว เฉียวเล่อเซิง!
ไปตายซะคนตระกูลเฉียว!

หัวใจของไป๋เพ่ยเพ่ยลุกเป็นไฟด้วยความโกรธ หญิงสาวพยายามกักความรู้สึกระงับมันไว้ โดยตัดสินใจว่าอีกสักพักเมื่อพบหน้าตัวการ นางจะต้องจัดการเก็บกวาดผู้ชายใจอำมหิตในบ้านนี้ให้ดี
ด้วยความกลัวว่าเข็มเงินอาจไม่สะอาด ไป๋เพ่ยเพ่ยจึงคนนำหินมาจุดไฟ แล้วจึงนำเข็มมารนไฟ ก่อนจะหาจุดเลือดลมสตรี แล้วแทงเข็มเข้าไปในร่างของเซี่ยต้ายา
ในขณะที่กำลังแทงเข็มลงไป นางก็พูดคุยกับเซี่ยต้ายาไป โดยกล่าวบอกว่าตนกำลังฝังเข็มเข้าที่จุดใดและมีจุดประสงค์เพื่ออะไร
แม้ว่าการเคลื่อนไหวของนางจะอ่อนโยน ทว่ารอยฟกช้ำดำเขียวมากมายบนร่างกายของเซี่ยต้ายาก็ย่อมถูกสัมผัสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และราวกับว่าเซี่ยต้ายานั้นเธอสูญเสียประสาทรับความเจ็บปวดไปแล้ว จึงไม่มีคำว่าเจ็บออกมาจากปากของนางแม้เพียงสักคำ
เมื่อไป๋เพ่ยเพ่ยเห็นดังนั้น ดวงตาของนางก็ร้อนผ่าว แต่พยายามอดกลั้นเอาไว้ และเอ่ยพูดไปเรื่อย ๆ อย่างนุ่มนวลเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเซี่ยต้ายา
นางพูดด้วยเสียงเบา ๆ นุ่ม ๆ อย่างมีเหตุผลน่าฟังอย่างยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงเซี่ยต้ายา แม้แต่คนอื่น ๆ ในห้องต่างก็ถูกดึงดูดจนพากันเงี่ยหูฟัง
ป้าหลิวรู้สึกแปลกประหลาดใจ ไม่คาดคิดว่าครอบครัวของเซี่ยเหล่าเอ้อร์จะมีความสามารถนี้จริง หากรู้แต่แรก แล้วนางเกิดมีอาการป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไปหาให้นางช่วยตรวจดูให้ได้ไม่ใช่หรือ?
เซี่ยเหมียวเหมียวก็ตั้งใจฟังอย่างยิ่ง พยายามจดจำจุดฝังเข็มและผลกระทบของมันอย่างละเอียด แม้ว่านางจะไม่รู้ว่าอาสะใภ้รองจะช่วยพี่สาวของตนได้จริงหรือไม่ แต่นางก็เต็มใจที่จะเชื่อ
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากนางจำทั้งหมดนี้ได้ ครั้งต่อไปที่นางพบกับสถานการณ์เช่นนี้ นางก็จะช่วยได้มิใช่หรือ? ไม่ใช่ว่าเซี่ยเหมียวเหมียวเฝ้ารอให้พี่สาวของตนพบเจอเหตุการณ์นี้อีกครั้ง นางเพียงกลัวอย่างยิ่งกับความรู้สึกที่ตัวเองนั้นไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยก็เท่านั้น
แน่นอนว่าหลังจากที่ไป๋เพ่ยเพ่ยฝังเข็มลงไปเข็มแล้วเข็มเล่า เลือดของเซี่ยต้ายาก็หยุดลงในที่สุดโดยไม่มีการไหลออกมาอีก
“สวรรค์! น้องสาว เจ้าช่างยอดเยี่ยมนัก!” ป้าหลิวอดไม่ได้ที่จะออกปากชมเชย พร้อมมองไป๋เพ่ยเพ่ยราวกับว่านางกำลังมองดูพระโพธิสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่

ท่านป้าอีกสองคนก็เช่นกัน ครอบครัวไหนไม่มีหญิงสาวบ้างเล่า หญิงสาวคนไหนบ้างที่เมื่อยามคลอดบุตรไม่ต้องก้าวขาข้างหนึ่งเข้าประตูนรก?
สมัยก่อนเมื่อต้องประสบกับอาการมดลูกตกเลือด ถึงไปตามหมอมาก็ไม่มีประโยชน์ เพียงเฝ้ารอความตายเท่านั้น หากสามารถอดทนไหว ก็มีชีวิตรอด แต่หากทนไม่ไหว นั่นก็หมายถึงชีวิต
และตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว พวกนางค้นพบคนที่สามารถรักษาอาการตกเลือดได้อย่างไม่คาดคิด?!
ถูกต้อง คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นสตรีชั่วร้ายที่ปกติใช้อำนาจบาตรใหญ่จนเป็นที่รู้ไปกันทั่ว จนมีชื่อเสียงที่ไม่ดีเลื่องลือ นามไป๋เพ่ยเพ่ย
ควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้?
ด้วยตนนั้นเคยกล่าวให้ร้ายถากถางหลับหลังหญิงสาวมาก่อน หากจะขอความช่วยเหลือในอนาคต…
แม้จะกระอักกระอ่วนอยู่เล็กน้อย แต่ก็ทำได้เพียงพากันพูดดี ๆ กับไป๋เพ่ยเพ่ย อย่างเก้อเขิน โดยหวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อพวกนางต้องการความช่วยเหลือ ไป๋เพ่ยเพ่ยจะยื่นมือเข้ามา

“นั่นสิ น้องสาว เจ้ามีฝีมือถึงเพียงนี้ ก็รีบเอาออกมาแต่เนิ่น ๆ สิ หากเจ้าแสดงออกมาตั้งแต่แรก พวกเราคงไปกล่าวขอให้เจ้าช่วยเสียนานแล้ว”
“น้องสาว ตอนนี้เจ้าเองได้เผยออกมาแล้ว อย่างได้ซ่อนมันไว้อีกเลย มีครอบครัวไหนบางที่ไม่มีผู้หญิง มีครอบครัวไหนบ้างที่ไม่มีการคลอดบุตร? หากเจ้าช่วยรักษามารดาที่คลอดบุตรพวกเอาไว้ได้ เจ้าก็ถือเป็นพระโพธิสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ที่คอยช่วยชีวิตผู้คน”
“น้องสาว เจ้าเองถือเป็นเช่นนั้นเลย!”


ไป๋เพ่ยเพ่ยรู้สึกอายที่จะบอกว่าไม่ใช่ว่าในอดีตนางไม่เปิดเผยฝีมือของตน แต่เป็นเพราะนางไม่มีทักษะเพียงพอที่จะเปิดเผยต่างหาก

อีกทั้งคราวนี้ก็ถูกบีบบังคับอย่างไม่มีทางเลือก รักษาม้าตายประหนึ่งม้าเป็น จึงจำต้องกัดฟันทำ
ป้าหลิวและคนอื่น ๆ ต่างก็คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ หากไป๋เพ่ยเพ่ยมีความสามารถนี้จริง ๆ ทำไมต้องซ่อนมันไว้? ด้วยนิสัยของไป๋เพ่ยเพ่ย เกรงว่าคนทั้งใต้หล้าล้วนรู้เรื่องนี้ไปแล้วเสียด้วยซ้ำ
หลบซ่อนเอาไว้ เช่นนั้นก็ต้องไม่มีความมั่นใจเป็นแน่ ไม่กล้าแสดงฝีมือออกมาก็ด้วยกลัวว่าจะสร้างเรื่อง
เมื่อเจ้าไปรักษาสตรีหรือภรรยาของใครเข้า หากช่วยชีวิตเอาไว้ได้ก็ย่อมไม่มีปัญหา แต่หากช่วยชีวิตไว้ไม่ได้ นั่นก็อาจเป็นไปได้ว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
ทว่าการรักษาที่ไป๋เพ่ยเพ่ยทำให้แก่เซี่ยต้ายานั้นแตกต่างออกไป ด้วยเซี่ยต้ายามีสภาพเช่นนี้อยู่แล้ว ถ้าไม่มีการรักษาทางออกสุดท้ายของอาการนี้คือความตาย หากรักษาก็ยังพอมีแสงแห่งความหวัง
และแม้ว่าจะรักษาไม่ได้ เซี่ยต้ายาก็เป็นเด็กที่ไป๋เพ่ยเพ่ยเลี้ยงดูมา คนอื่นย่อมไม่สามารถทำอะไรนางได้ อย่างมากก็แค่กล่าวให้ร้ายลับหลังนางสองสามคำเท่านั้น
ไป๋เพ่ยเพ่ยจับชีพจรของเซี่ยต้ายาและตรวจดูให้แน่ใจว่าเลือดหยุดไหลแล้วจริง ๆ จากนั้นนางจึงรบกวนให้ชาวบ้านช่วยต้มน้ำร้อนให้เพื่อมาเช็ดตัวทำความสะอาดร่างกายของเซี่ยต้ายาและเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่สะอาด
เซี่ยต้ายาผู้น่าสงสาร แต่งเข้าตระกูลเฉียวมาได้ก็สองปีแล้วแต่กลับไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าที่พอดีตัวเสียด้วยซ้ำ
การค้นหาเสื้อผ้าในกล่องนี้ทำให้ไป๋เพ่ยเพ่ยเดือดดาลอีกครั้ง จึงต้องการจะไปค้นหาจากในบ้านของแม่เฒ่าเฉียว
แม่เฒ่าเฉียวเห็นพวกเขามากันหลายคนจึงซ่อนตัวอยู่นาน ไม่กล้าออกมา แต่เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ นางก็รีบออกมาเพื่อหยุดหญิงสาวเอาไว้ “พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน? พวกเจ้าบ้าไปแล้ว จะมาค้นข้าวของในบ้านของคนอื่นตามใจอย่างนี้ได้อย่างไร พวกเจ้าเป็นโจรนี่…”
“โจรงั้นรึ?” ไป๋เพ่ยเพ่ยหัวเราะเยาะเมื่อเห็นนาง “ข้ามาถึงบ้านตระกูลเฉียวนี้อยู่นานนม ไม่เห็นมีแม้แต่ผีสาง ทำไม พอข้ามาค้นหาของเข้าหน่อย คนก็ออกมาเลยงั้นสิ?”
แม่เฒ่าเฉียวนั้นเป็นพวกรังแกคนที่อ่อนแอกว่าแต่กลัวคนที่แข็งแรงกว่า หากไป๋เพ่ยเพ่ยมาคนเดียว นางเองก็ยังไม่เห็นว่ามีประโยชน์อะไร แต่ปัญหาก็คือไป๋เพ่ยเพ่ยพาคนกลุ่มหนึ่งมาด้วย และพวกเขายืนกันอยู่เต็มลานบ้าน
อีกทั้งเสียงของเจิงชุ่ยชุ่ย ลูกสะใภ้ของนาง ก็ทำให้นางกลัวไม่น้อย
เมื่อตกที่นั่งเสียเปรียบ ก็พลันคิดวิธีมือที่ยื่นมาไม่ยอมตบคนยิ้มให้*[1] ขึ้นมา แม่เฒ่าเฉียวจึงยกยิ้ม “โอ๊ย ข้าก็ว่าใคร ที่แท้ก็แม่ยายของลูกชายมาเยี่ยมเยือนนี่เอง ทำเอาข้าตกอกตกใจหมด เห็นคนมามากมายก็คิดว่าเป็นโจรมาปล้นบ้าน จึงต้องไปซ่อนตัวเอาไว้… หากรู้แต่แรกว่าเป็นแม่ยาย คงออกมาเสียนานแล้ว แล้วเจ้ามาทำอะไรหรือ? มา ๆ นั่ง ๆ ข้าจะให้ชุ่ยชุ่ยเอาน้ำมาให้”
เอ่ยจบก็ขยิบตาให้ลูกสะใภ้ใหญ่ของนางอย่างเจิงชุ่ยชุ่ย เพื่อบอกให้หญิงสาวมีไหวพริบเสียหน่อย อย่าได้ก่อเรื่องให้นาง
ไป๋เพ่ยเพ่ยอยากจะกลอกตาเสียจริง ปฏิบัติอย่างโหดร้ายทารุณต่อลูกสาวนางถึงเพียงนี้ หนำซ้ำยังทุบตีลูกสาวนางจนอยู่ในสภาพนั้น แล้วยังคิดมาเอาอกเอาใจนางอีกงั้นหรือ?
ฝันไปเถอะ
ไป๋เพ่ยเพ่ยปฏิเสธโดยตรง พร้อมเอ่ยถามทันที "เกิดอะไรขึ้นกับต้ายาของข้า นางเองยังดี ๆ อยู่แล้วแท้งลูกขึ้นมาได้อย่างไร?"

*[1] มือที่ยื่นมาไม่ยอมตบคนยิ้มให้ หมายถึง เมื่ออีกฝ่ายทำดีด้วยหรือสำนึกผิดก็ไม่อาจไม่ทำดีด้วยได้

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...