กินข้าวคนเดียวได้ไม่ง้อใคร รู้จัก “Table for one” เทรนด์ร้านอาหารคนโสด
คนทั่วโลกมีแนวโน้มใช้ชีวิตตัวคนเดียว และเลือกที่จะอยู่เป็นโสดมากขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจุบันจำนวนคนโสดในหลายประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สอดคล้องกับข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ที่ระบุว่า ในปี 2566 ที่ผ่านมา มีคนโสดทั่วโลกมากถึงราว 2.12 พันล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของจำนวนประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 3 พันล้านคน ภายในปี 2573
โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่านิยมและทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการใช้ชีวิตที่อิสระ มีโลกส่วนตัวมากขึ้น รวมไปถึงเหตุผลด้านความไม่พร้อมทางเศรษฐกิจและความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงด้านหน้าที่การงาน ซึ่งประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่มีแนวโน้มครองตัวเป็นโสดกันมากขึ้น
กระแสคนโสดยังนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่กำลังเติบโตขึ้น และน่าจับตามอง ทั้งในส่วนของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ร้านอาหารสำหรับนั่งทานคนเดียว หรือ Table for one
โดยร้านอาหารสำหรับรับประทานคนเดียวกำลังมาแรงในหลายประเทศ ซึ่งความจริงแล้วเทรนด์ “Solo dining” นี้ มีจุดเริ่มต้นมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลายประเทศของเอเชีย
โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากกระแส “ธุรกิจคนโสด” นั่นเอง และต่อเนื่องมาจนถึงวิกฤติการแพร่ระบาดของ COVID-19 และการใช้ชีวิตแบบ Social distancing ซึ่งยิ่งเข้ามาช่วยกระพือให้กระแสการทานข้าวคนเดียวได้รับความนิยมมากขึ้นไปอีก
ยิ่งไปกว่านั้น จากข้อมูลยังพบอีกว่าคนโสดจะใช้จ่ายในเรื่องอาหารการกินมากกว่าคนที่มีคู่ และส่วนใหญ่เกิดจากการไปรับประทานอาหารนอกบ้าน
ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ทำให้กลุ่มคนโสดกลายเป็นลูกค้าชั้นดีของเหล่าบรรดาร้านอาหารต่าง ๆ และส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจร้านอาหารจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้มากขึ้น
“Table for one” ในต่างประเทศ
เกาหลีใต้
วัฒนธรรม “ฮนบัพ” (Honbap) หรือการทานข้าวคนเดียวไม่ใช่เรื่องที่แปลกอีกต่อไป อีกทั้ง กำลังมาแรงและเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นเกาหลีใต้อย่างมาก
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากวิถีชีวิตอันรีบเร่งของสังคมเมืองที่ทำให้หลายคนไม่สามารถรอไปทานข้าวพร้อมกับเพื่อนได้ หรือในบางครั้งคนโสดก็ไม่ต้องรอทานข้าวพร้อมกับใคร ดังนั้น กระแสฮนบัพจึงเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ดีกว่า
โดยปัจจุบันพบว่าร้านอาหารหลายแห่งในเกาหลีได้มีการปรับตัวเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น เช่น มีเมนูอาหารสำหรับทานคนเดียว (Solo-friendly menus) ที่มีการปรับ Portion-sized ให้เป็นอาหารจานเดียวที่ทานพออิ่ม ปริมาณไม่เยอะเกินไปและราคาสมเหตุสมผล
หรือแม้แต่ร้านอาหารในเครือห้างล็อตเต้ก็มีการปรับตัวด้วยการลดจำนวนโต๊ะอาหารสำหรับลูกค้ากลุ่มใหญ่ และแทนที่ด้วยโต๊ะยาวและเก้าอี้แยก รวมทั้งการใช้ฉากกั้นเพื่อแบ่งสัดส่วนพื้นที่สำหรับให้บริการลูกค้าที่มาทานอาหารคนเดียวมากขึ้นแทน
นอกจากนี้ บางร้านยังมีการจัดโต๊ะสำหรับลูกค้าที่มาคนเดียวไว้ตามมุมต่าง ๆ ในร้าน (Corner table) เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจและมีความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังมีการตั้งทีวีให้ลูกค้าดูเล่นแก้เหงาและสร้างความเพลิดเพลินเหมือนนั่งทานอาหารอยู่ที่บ้านตัวเองอีกด้วย
ญี่ปุ่น
กระแส Ohitorisama ยังได้สร้างแรงกระเพื่อมมายังธุรกิจร้านอาหารเพื่อตอบโจทย์บริบททางสังคมและทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปโดยหันมาเน้นความเป็นปัจเจกนิยมมากขึ้น จนทำให้เทรนด์การทานข้าวคนเดียวเป็นสิ่งที่พบเห็นได้โดยทั่วไปและเริ่มชินตามากขึ้น
และทำให้เกิดแนวคิดของร้านอาหารสำหรับนั่งทานคนเดียว เช่น “ฮิโตริ ยากินิกุ” (Hitori Yakiniku) ซึ่งหมายถึงการกินปิ้งย่างคนเดียว หรือ “ฮิโตริ ชาบู” (Hitori Shabu) ซึ่งหมายถึงการกินชาบูคนเดียว
โดยปัจจุบันก็มีหลายร้านที่มักจะติดป้ายว่า “Mokushoku” ซึ่งหมายถึงการนั่งทานเงียบ ๆ คนเดียวเอาไว้เช่นกัน
ซึ่งข้อดีของการทานข้าวคนเดียวนั้น นอกจากจะสามารถบริหารจัดการเวลาได้ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ จากการทานอาหาร มีเวลาอยู่กับตัวเองและคิดทบทวนสิ่งต่าง ๆ และมีสมาธิมากขึ้น ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการผ่อนคลายและปลอมประโลมตัวเอง
ฝั่งซีกโลกตะวันตก
กระแสการทานข้าวคนเดียวก็ได้รับความนิยมมากขึ้นไม่ต่างกัน ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากความนิยมใช้แอปพลิเคชัน สั่งอาหารในช่วงมาตรการ Lockdown และการหลีกเลี่ยงการทานอาหารร่วมกับคนอื่น
ซึ่งทำให้เทรนด์การทานอาหารคนเดียวกลายเป็นกิจกรรมที่ผู้คนเริ่มมีความเคยชินและมีความสุขมากขึ้น
โดยผลสำรวจของหนังสือพิมพ์ Washington post พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคชาวอเมริกันทานอาหารคนเดียว สอดคล้องกับผลสำรวจพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
โดย Mintel ที่พบว่า ราว 1 ใน 3 ของผู้บริโภคในยุโรปทานอาหารคนเดียวเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้คนส่วนใหญ่มีไลฟ์สไตล์และทำกิจกรรมต่าง ๆ ในลักษณะตัวคนเดียวมากขึ้นและไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดหรือน่าอายแต่อย่างใด
แต่ในทางกลับกัน การได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองกลับกลายเป็นช่วงเวลาพิเศษที่ทำให้ได้มีเวลาคิดทบทวนบางสิ่งบางอย่างและช่วยสร้างความสุขสงบทางใจมากขึ้นอีกด้วย สะท้อนถึงวิถีชีวิตและค่านิยมของคนรุ่นใหม่ รวมทั้งโครงสร้างของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
ไทย
เริ่มมีโมเดลธุรกิจร้านอาหารในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อเกาะกระแส Solo dining ในลักษณะ “New concept store” เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการคนเดียวมากขึ้น
โดยมีอุปกรณ์ต่าง ๆ บนโต๊ะอาหาร เช่น หม้อต้มชาบูหรือกระทะปิ้งย่างส่วนตัว รวมทั้งเซตอาหารที่เหมาะสมสำหรับการทานคนเดียวไว้ให้บริการ
ซึ่งรูปแบบร้านอาหารในลักษณะนี้ได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี เพราะตอบโจทย์ Pain points ในเรื่องการทำอาหารเพื่อทานคนเดียวที่บ้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เสียเวลาและไม่คุ้มเหนื่อย
โดยพบว่าปัจจุบันเริ่มมีหลายแบรนด์ที่มีโมเดลธุรกิจในลักษณะนี้เพื่อเกาะกระแสการนั่งทานข้าวคนเดียวในไทย
ที่มา : SCB EIC