โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ไม่ใช่ไม่รัก แต่รักไม่ได้ 'โรคกลัวความรัก' ถึงขั้นตัวสั่น หายใจติดขัด

Health Addict

อัพเดต 21 ก.พ. 2567 เวลา 08.11 น. • เผยแพร่ 21 ก.พ. 2567 เวลา 05.04 น. • Health Addict
โรคกลัวความรัก (Philophobia) คือการกลัวที่เกี่ยวข้องกับความรัก ซึ่งคนที่เป็นโรคนี้มักจะกลัวการเริ่มต้นความสัมพันธ์ กลัวการตกหลุมรัก

ช่วงเดือนแห่งความรักแบบนี้ มองไปทางไหนก็เห็นความรักเต็มไปหมด แต่สำหรับบางคน ความรักก็ไม่ได้สวยงามเสมอไป ด้วยปมในอดีตและประสบการณ์ความรักแย่ๆ การเริ่มต้นความสัมพันธ์อาจทำให้คนบางคนถึงกับตัวสั่น ปากซีด เหงื่อออกผิดปกติ ซึ่งอาการแบบนี้อาจเข้าข่าย "โรคกลัวความรัก" หรือโฟเบียชนิดหนึ่งที่ทำให้เราหลีกเลี่ยงการมีความรัก ซึ่งหากไม่หันมาดูแลหัวใจตัวเองดีๆ ก็อาจกระทบต่อการใช้ชีวิตในระยะยาวได้ วันนี้ พญ. เพ็ญชาญา อติวรรณาพัฒน์ จิตแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวช ศูนย์สุขภาพใจ รพ. วิมุต จะมาเล่าถึงอาการและสาเหตุของโรคกลัวความรัก พร้อมแนวทางการรักษา เพื่อให้มีความรักที่สดใสได้เหมือนทุกคน

"โรคกลัวความรัก" ไม่ต่างจากโรคกลัวอื่น
โรคกลัวความรัก (Philophobia) คือ โรคกลัวเฉพาะเจาะจง (specific phobia) ที่เหมือนกับโรคกลัวความสูงหรือกลัวเลือดนั่นแหละ แต่ในกรณีนี้คือการกลัวที่เกี่ยวข้องกับความรัก ซึ่งคนที่เป็นโรคนี้มักจะกลัวการเริ่มต้นความสัมพันธ์ กลัวการตกหลุมรัก และหากเริ่มรู้สึกชอบหรือมีคนเข้ามาจีบอาจทำให้รู้สึกเครียด รวมถึงมีอาการทางกาย เช่น ตัวสั่น เหงื่อออก ปากซีด ใจสั่น แน่นอก หายใจไม่ออก
พญ. เพ็ญชาญา อติวรรณาพัฒน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า "จริง ๆ โรคนี้แต่ละคนก็มีอาการมากน้อยต่างกันไป บางคนอาจรู้สึกประหม่า กลัว พยายามหนีคนที่จะเข้ามาสานความสัมพันธ์ หรืออาจถึงขั้นรีบจบความสัมพันธ์แบบกะทันหัน ขึ้นอยู่กับว่ามีอาการกลัวมากน้อยขนาดไหน"
แผลในใจ-อดีตที่ไม่สวยงาม สาเหตุ "โรคกลัวความรัก"
โรคกลัวความรักสามารถเกิดได้กับทุกคน โดยมีสาเหตุจากการพบเจอเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความรักที่ไม่ดี จนเกิดอาการกลัวขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่น มีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่ดีในวัยเด็ก พ่อแม่หย่าร้างกัน เห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน หรือไม่ได้รับความสนใจ รู้สึกถูกทอดทิ้ง ส่วนบางกลุ่ม ในช่วงวัยรุ่นที่เริ่มมีความรัก อาจเคยถูกปฏิเสธ ผิดหวัง หรือมีความสัมพันธ์แย่ๆ จนสร้างบาดแผลในใจ ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มที่ไม่ได้รับความรักเพียงพอ เช่น เด็กที่เปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อยๆ จึงกลัวการสร้างความสัมพันธ์ เพราะรู้สึกว่าความรักหรือความสัมพันธ์เป็นสิ่งที่ไม่มั่นคง
"คนที่เคยผิดหวังในความรัก ไม่ได้ต้องเป็นโรคนี้ทุกคน อยู่ที่ว่าแต่ละคนเจอมาหนักขนาดไหนหรือรับมือกับมันได้เท่าไหร่ สมมติว่าเราเจอมาหนัก แต่เรารับมือได้ดี มีครอบครัวหรือเพื่อนคอยช่วยเหลือ มันก็อาจเป็นแค่แผลเล็กๆ กลับกันถ้าเราเกิดรับมือไม่ไหว ความรักก็อาจเป็นเรื่องน่ากลัวจนกลายเป็นโรคกลัวความรักไปเลย"
ส่วนใครที่สงสัยกว่าการเป็นโรคกลัวความรักจะนำไปสู่การเข้าสังคมไม่ได้หรือเปล่า เพราะคนที่เป็นโรคนี้มักจะหลีกเลี่ยงการสร้างความสัมพันธ์ ความจริงแล้วคือไม่ได้มีผลแต่อย่างใด เพราะโรคนี้จะเกี่ยวข้องกับการกลัวความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกเท่านั้น เพราะฉะนั้นคนที่มีภาวะนี้ก็ยังสามารถมีเพื่อน ทำงานร่วมกับคนอื่น และสามารถเข้าสังคมได้ตามปกติ
โรคกลัวความรัก บำบัดสม่ำเสมอก็หายได้
คนที่เป็นโรคกลัวความรักสามารถสังเกตอาการตัวเองได้ไม่ยาก ถ้าหากรู้สึกหวาดกลัวความสัมพันธ์จนเกิดเป็นความวิตกกังวล เก็บไปฝันร้าย หรืออาการอื่นๆ ที่รู้สึกว่ารบกวนการใช้ชีวิต ก็นับว่าเป็นโรคกลัวความรักแล้ว แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษา โดยปกติก็จะมีวิธีรักษาเหมือนโรคกลัวอื่นๆ ซึ่งเน้นไปที่การปรับความนึกคิด และใช้วิธีพฤติกรรมบำบัดความกลัว โดยผู้ป่วยต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจกับสาเหตุที่ทำให้เรามีอาการกลัว จากนั้นจึงปรับความคิดไปทีละนิด หรือบางคนอาจใช้วิธีเผชิญหน้ากับความกลัว จนเริ่มคุ้นชินกับมัน บางกลุ่มอาจใช้วิธีเริ่มสร้างสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป ก็จะช่วยให้เราสบายใจมากขึ้นและมีความรักได้โดยไม่มีอาการกลัวอีกต่อไป
ความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม แต่บางคนอาจเจอสถานการณ์บางอย่างที่สร้างแผลในใจจนกลายเป็นโรคกลัวความรักไปเลย แต่ถ้าใครมีภาวะนี้ก็ไม่ต้องกังวล เพราะโรคนี้สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เมื่ออาการดีขึ้นแล้วเราจะได้กลับมามอบความรักให้กับคนอื่นได้อย่างมีความสุข และถือเป็นการมอบความรักให้กับตัวเองด้วยนะ
สนใจปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สามารถติดต่อได้ที่ ชั้น 18 ศูนย์สุขภาพใจ หรือโทรนัดหมาย 02-079-0078 เวลา 08.00-17.00 น. หรือใช้บริการ Telemedicine ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ผ่าน ViMUT App คลิก https://bit.ly/372qexX

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...