โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

นางเดียวในดวงใจ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 10 ก.พ. 2567 เวลา 14.00 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. 2567 เวลา 14.00 น. • ดาหราปตี
(กิน)ดุกว่านี้… ก็พี่แล้วละ

ข้อมูลเบื้องต้น

ยกมือดัก กวักมือเรียกค่ะทุกคนนนน
"นางเดียวในดวงใจ"
เป็นนิยายโรมานซ์ฉ่ำๆ เกี่ยวพันกับชาติภพ และ ผี…

แม้การดำเนินเรื่องจะเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่เพราะมีตัวละครสำคัญที่เกิดและดำเนินชีวิตอยู่ในสมัยรัชกาลที่๕
และมีไดอาล้อกที่เป็นภาษาพูดในสมัยร้อยกว่าปีก่อนอยู่ไม่น้อยเลย
ทำให้คนเขียนไม่แน่ใจว่าควรลงในหมวดไหนดี เลยขอแปะ ไว้กับนิยายพีเรียดไทยก่อนนะคะ

นิยายเรื่องนี้อาจจะติดเหรียญนะคะ แต่จะติดตอนไหน อย่างไร พอมดทบทวนดีแล้วจะมาแจ้งให้ทราบ

นิยายเรื่องนี้ลงราว 40-50% ของเรื่องให้ทดลองอ่านนะคะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ส่วนรูปเล่ม คิดว่าไม่ได้ทำนะคะ ด้วยต้นฉบับ ณ.วันนี้ที่ยังอยู่ในช่วงรีไรต์ ยังไม่ถึงกำหนดที่คุยไว้กับสนพ.

Ebook กำหนดวาง 23 ธ.ค ที่ meb ค่ะ

สนใจ ebook คลิกเลยค่ะ

มดมีของขวัญวันตรุษจีนและเทศกาลแห่งความรัก
มาให้นักอ่านทุกท่าน

เป็นตอนพิเศษ หรือภาคต่อ ของแม่ตะเคียนแซ่บๆๆ

คิดถึง แม่ส้มลิ้ม คลิกเลยค่ะ

ขอบคุณนักอ่านสายรักที่มาฟิน จิ้น เพ้อไปด้วยกัน

ดาหราปตี
---------------------------------------------

อ่านแล้วฝากกดไลก์ กดหัวใจ และทิ้งเมนต์ให้คนเขียนชื่นใจหน่อยนะคะ

และ

ถ้าสนใจอยากติดตามข่าวสารอื่นๆ

ฝากกดไลก์เพจ อุมาริการ์ ดาหราปตี ด้วยค่ะ

สำหรับนักอ่านที่สนใจอยากลองอ่านนิยายเรื่องอื่นๆ

ของอุมาริการ์ ดาหราปตี

หรือสนใจจะซื้อในรูปแบบอีบุ๊ก

คลิกผ่าน seller link ข้างล่างนี้ได้เลยค่ะ

อุดหนุนงานนักเขียน ผ่าน seller link

จะทำให้นักเขียน มีค่าอาหารแมวเพิ่มขึ้น ^^ ขอบคุณค่ะ

ระบบ ios ซื้อนิยายผ่านเวป จะได้ราคาน่ารักกว่านะคะ
************************

เบี้ยรัก บรรพ๑

เบี้ยรัก บรรพ๒

ภัสดานาง_Buynow

************************

บทนำ

แสงอาทิตย์อัสดงที่ทอกระทบผิวแม่น้ำจนกลายเป็นสีทองแกมส้มนั้นงดงามชวนตื่นตะลึง ทำให้คนมองรู้สึกผ่อนคลายจากหน้าที่การงานที่หนักหน่วงมาทั้งวัน

เพราะแบบนี้ พระนาย เลยชอบออกมาขับเรือเล่นในวันที่เสร็จงานเร็วและค่ำคืนนั้นไม่มีประชุมข้ามทวีปหรืองานเลี้ยงรออยู่

อย่างเย็นวันนี้พอเซ็นอนุมัติโพรเจกต์ล่าสุดของโรงแรมหลักและในเครือที่ดูแลอยู่เสร็จ ชายหนุ่มก็ขึ้นไปเปลี่ยนเป็นชุดลำลองที่ห้องพักซึ่งอยู่ชั้นบนสุดของโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้นก็ลงไปยังอู่จอดเรือส่วนตัว ซึ่งมีทั้งเรือเร็วที่เขาใช้ประจำกับเรือที่โรงแรมใช้รับส่งหรือพาแขกไปทัศนาจรจอดเก็บไว้

พอเอาเรือออก ได้นั่งตรงตำแหน่งกัปตันที่คุ้นเคย พระนายก็บังคับเรืออย่างคล่องแคล่ว เรือลำนี้เป็นเรือเร็วแบบสปอร์ตสัญชาติอเมริกา ขนาดยี่สิบแปดฟุต สามร้อยแรงม้า ยามขับฝ่าระลอกคลื่นเหินทะยานไปบนผิวน้ำที่สะท้อนแสงตะวันยามเย็นจนระยิบระยับตาราวเกล็ดเพชร ชายหนุ่มก็พบว่าความเหนื่อยล้าซึ่งสะสมมาทั้งวันปลิวหายไปพร้อมกับสายลมที่ตีปะทะหน้า

หลังจากขับเรือกินลมจนพอใจเขาก็ชะลอความเร็วลง แล้วมองหาที่จอด เพราะเย็นนี้ชายหนุ่มตั้งใจจะมาดื่มด่ำกับอาหารเย็นบนเรือริมแม่น้ำให้สบายใจ

ด้วยปกติเขาแทบไม่เคยได้กินข้าวคนเดียวเลย

ในหนึ่งสัปดาห์ จะมีสองถึงสามวันที่พระนายมีนัดกินมื้อค่ำกับหุ้นส่วนทางธุรกิจ ไม่ก็บุคคลสำคัญในวงการต่างๆ

พวกเขากินไปก็คุยเรื่องงานและผลประโยชน์ไปด้วย

ส่วนวันที่เหลือถ้าไม่ทำงานล่วงเวลา อย่างเช่นรอประชุมกับผู้จัดการสาขาต่างประเทศ หรือคอยให้ตลาดหุ้นที่นิวยอร์กเปิด ชายหนุ่มก็ต้องไปงานเลี้ยงที่คนในแวดวงเดียวกันจัดขึ้น

อาหารที่สั่งมากินตอนทำงาน หรือกินในงานเลี้ยงล้วนเป็นอาหารเหลา ปรุงโดยเชฟชื่อดังของยุค แต่พระนายกลับคิดว่าไร้ชีวิตชีวา และไม่ถูกปากเท่าไหร่

เขากินได้ แต่ก็กินแค่พออิ่ม ไม่มีสุนทรีย์รสอะไรทั้งสิ้น

ผิดกับความรู้สึกตอนนี้ราวฟ้ากับเหว

ชายหนุ่มชอบนั่งจิบเบียร์เย็นๆ แกล้มไส้กรอกปลาแนม หรืออาจเป็นกระทงทองไปถึงม้าฮ่อ บนเรือซึ่งลอยกระเพื่อมไปตามระลอกคลื่นแล้วชมแสงสุดท้ายของวันแทนอาหารตาแบบนี้มากกว่า

เพราะความคิดนี้ ทำให้พอรู้ว่าเย็นนี้ตนมีเวลาว่างอย่างที่ยากจะหาได้ในรอบเดือน พระนายก็ไม่ลังเลที่จะให้เลขาเตรียมเบียร์แช่ใส่กล่องเก็บความเย็นกับของกินเล่นแบบไทยๆ อีกสองสามอย่างมาด้วย

หลังจากขับเรือวนอยู่พักหนึ่ง เขาก็ได้ที่จอดเรือ เป็นศาลาท่าน้ำเก่าคร่ำคร่า มองเข้าไปเห็นหลังคากระเบื้องว่าวสีแดงก่ำอยู่หลังดงไม้เขียวขจีหนาทึบ เดาว่าน่าจะเป็นบ้านร้างที่ไม่มีคนอยู่มานานแล้ว เพราะประตูไม้โย้เย้ที่ปิดกั้นระหว่างบันไดกับทางเข้าศาลาท่าน้ำมีโซ่เหล็กเส้นโตพร้อมแม่กุญแจทองเหลืองตัวใหญ่แบบโบราณคล้องอยู่

พระนายจอดเรือเรียบร้อย ก็เดินไปทางท้ายเรือซึ่งมีเบาะหนังนุ่มสีครีมรูปตัวแอลติดตั้งอยู่ทั้งซ้ายและขวาของกราบเรือ เขาเลือกนั่งด้านที่หันหน้าออกแม่น้ำ แล้วเอนหลังหยิบเบียร์ออกมาดื่ม หูฟังเสียงนกร้องยามบินกลับรวงรังคลอเสียงน้ำกระทบฝั่ง สลับกับเสียงเรือซึ่งแล่นผ่านไปมาไม่หยุด

เครื่องดื่มหมดไปสองกระป๋องฟ้าก็เริ่มมืด

พระปรางค์วัดอรุณเห็นเป็นเงาตะคุ่มอยู่ไกลๆ

แดดผีตากผ้าอ้อมจางสีกลืนไปกับท้องฟ้าสีน้ำเงินแกมดำเข้มบ่งบอกว่ารัตติกาลกำลังจะมาเยือนในไม่ช้า

แต่วันนี้ลมเย็นมากและยุงก็ไม่มีเลย กับแกล้มที่เตรียมมายังเหลืออีกมาก ชายหนุ่มเลยอยากดื่มเบียร์ต่ออีกสักนิด

พอเปิดกระป๋องที่สาม ดื่มไปได้ครึ่งหนึ่ง เปลือกตาก็เริ่มหนักอึ้ง

พระนายคิดว่าถ้าจะงีบสักหน่อยก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะเรือลำนี้มีระบบจีพีเอสที่ทันสมัยมาก สามารถติดตามดูตำแหน่งได้ตลอดเวลา สัญญาณมือถือก็แรงชัดจัดเต็ม ที่สำคัญวันนี้ไม่มีฝน ลมก็ไม่แรง ระลอกคลื่นบนผิวแม่น้ำทำให้เรือไหวโยนไปมาคล้ายเปลนอนที่มีคนแกว่งไกวให้

พอชายหนุ่มเริ่มเข้าสู่ภวังค์ ก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายแทนที่จะเป็นในเรือเร็วอย่างที่ควร เบื้องหน้าไม่มีแม่น้ำแล้ว แต่กลับกลายเป็นเวทียกสูง บนนั้นมีนางรำในชุดสไบทอง นุ่งผ้ายกจีบหน้านางสีแดงเข้มปักลวดลายละเอียดระยิบระยับละลานตามาร่ายรำให้ดู

ผู้หญิงคนนี้สวยมาก

สวยราวกับนางในวรรณคดี

ทั้งผมที่ดำขลับราวกับน้ำหมึก ขับให้เห็นใบหน้ารูปไข่และผิวขาวผ่องเหมือนสำลีให้เด่นชัดสะดุดตา นิ้วทั้งสิบของหล่อนเรียวเสลาคล้ายลำเทียนดัดโค้งขึ้นอ่อนช้อยอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน สะโพกสาวงามงอนสะกดสายตาชายยามยักย้ายไปมา

พระนายรู้จักรำไทย เพราะที่โรงแรมก็มีโชว์ให้แขกดู แต่ตัวเขาไม่ชอบดู เคยไปดูโขนพระราชทานกับพี่สาวก็หลับเสียกลางเรื่อง เวลาฟังดนตรีไทยรู้ว่าเพราะแต่ก็ไม่ได้ซาบซึ้งอะไร

แต่พอได้เห็นผู้หญิงตรงหน้า ที่เยื้องย่างร่ายรำตามจังหวะดนตรีอ้ออี๋ออซึ่งลอยมาเข้าหูแล้ว ชายหนุ่มก็พลันพบว่า ศิลปะร่ายรำของไทยนั้นงดงามมากจริงๆ และเพลงที่ประกอบการรำก็เพราะมาก…

น่าเสียดายที่เขาไม่รู้ว่านี่เป็นละครเรื่องอะไร

เขารู้แต่ว่ากลอนที่ได้ยินหล่อนร่ายรำประกอบนั้น มีเนื้อคล้าย ๆ ว่า

….

ดวงเอยดวงยิหวา งามอย่างนางฟ้ากระยาหงัน

นวลละอองผ่องพักตร์ผิวพรรณ ดั่งบุหลันทรงกลดหมดมลทิน

งามเนตรดังเนตร มฤคมาศ งามขนงวงวาดดั่งคันศิลป์

อรชรอ้อนแอ้นดังกินริน งามสิ้นทุกสิ่งพริ้งพร้อม…

จู่ๆ ชื่อๆ หนึ่งก็ผ่านวาบเข้ามาในสมอง

บุษย์!

บุษบาหนึ่งหรัด!

แล้วพระนายก็สะดุ้งเฮือก กระชากเปลือกตาเปิดขึ้น ชายหนุ่มยกมือลูบหน้าแรงๆ ก่อนมองไปรอบๆ เพราะยังงุนงงอยู่บ้าง

ไม่มีเวที

ไม่มีนางรำ

และไม่มีเสียงปี่พาทย์มโหรีใดๆ …

มีเพียงเงาตะคุ่มของศาลาท่าน้ำที่อยู่ด้านซ้ายมือเท่านั้น และบนศาลาก็ว่างเปล่าไร้เงาผู้คน

เขาโดนผีหลอก?

หรือเขาแค่ฝันไป…

พระนายถามตัวเอง ก่อนสะบัดหัวไล่ความรู้สึกแปลกๆ กึ่งงุนงง กึ่งง่วงนอนออกไป จากนั้นก็ดื่มเบียร์ที่เหลืออีกครึ่งกระป๋องจนหมด แล้วก็ปิดตะกร้าปิกนิกกับกล่องโฟมเก็บความเย็นให้เรียบร้อย ก่อนสตาร์ตเครื่องยนต์

ก่อนขับเรือออกมาชายหนุ่มไม่ลืมที่จะถ่ายรูปศาลาท่าน้ำหลังนั้นพร้อมปักหมุดตำแหน่งจีพีเอสเอาไว้ เพราะจู่ๆ เขาก็นึกอยากเห็นบ้านที่ซ่อนตัวอยู่ในพงไม้หลังนั้นขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล

ย่ำค่ำวันนั้น หากพระนายเอี้ยวตัวกลับไปมองที่ศาลาท่าน้ำนั่นสักหน่อย

ชายหนุ่มอาจเห็นว่า…

บนศาลาไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่คิด แต่มีผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่งสวมเครื่องศิราภรณ์บนศีรษะ หล่อนแต่งชุดนางรำ นุ่งแดงห่มทองเฉิดฉาย มองตามเขามาด้วยสายตาทั้งรักและแค้น!

++++++++++++++++++++++++++++

Ebook กำหนดวาง 23 ธ.ค ที่ meb ค่ะ

สนใจ ebook คลิกเลยค่ะ

อ่านแล้วฝากกดไลก์ กดหัวใจ และทิ้งเมนต์ให้คนเขียนชื่นใจหน่อยนะคะ

และ

นิยายเรื่องนี้ติดเหรียญตั้้งแต่บทที่ 11 เป็นต้นไปนะคะ

ถ้าสนใจอยากติดตามข่าวสารอื่นๆ

ฝากกดไลก์เพจ อุมาริการ์ ดาหราปตี ด้วยค่ะ

สำหรับนักอ่านที่สนใจอยากลองอ่านนิยายเรื่องอื่นๆ

ของอุมาริการ์ ดาหราปตี

หรือสนใจจะซื้อในรูปแบบอีบุ๊ก

คลิกผ่าน seller link ข้างล่างนี้ได้เลยค่ะ

อุดหนุนงานนักเขียน ผ่าน seller link

จะทำให้นักเขียน มีค่าอาหารแมวเพิ่มขึ้น ^^ ขอบคุณค่ะ

ระบบ ios ซื้อนิยายผ่านเวป จะได้ราคาน่ารักกว่านะคะ
************************

เบี้ยรัก บรรพ๑

เบี้ยรัก บรรพ๒

ภัสดานาง_Buynow

************************

1.1

เรือนขนมปังขิงสีเหลืองขมิ้นลออตาสูงสองชั้นกลางดงไม้เขียวขจีหลังนั้นเห็นว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าหลวงและเป็นไม้สักทองทั้งหลัง กระเบื้องมุงหลังคาทรงมนิลาเป็นกระเบื้องว่าวฝีมือชาวบ้านชุมชนคลองสระบัวอยุธยา แหล่งผลิตกระเบื้องดินเผาตั้งแต่ครั้งก่อนเสียกรุงครั้งที่สอง

ทว่าช่วงต้นถึงกลางรัชสมัย ฝีมือช่างไม้แกะสลักยังไม่ดีนัก หน้าจั่วเรือนหลังนี้จึงไม่มีการฉลุลายแต่เปลี่ยนเป็นเจาะช่องกลมตรงกลางและติดกระจกสีลายดอกไม้กับเถาวัลย์พันเกี่ยวกันดูงามแปลกตาเข้าไปแทน ครีบชายคาติดไม้ฉลุลวดลายหยดน้ำอ่อนหวาน บริเวณเหนือหน้าต่างเป็นช่องลมประดับไม้ฉลุลายเดียวกับกระจกสีที่หน้าจั่ว

หน้าต่างชั้นล่างติดกันสาดไม้โค้งประดับเสากลึงแบบวิกตอเรียนกอทิกเก๋ไก๋ และติดครีบกันสาดเป็นไม้ฉลุลายหยดน้ำเข้ากับครีบชายคาเพื่อความสวยงามและกันแดดกันฝน

ส่วนระเบียงรูปตัวยูที่ล้อมรอบตัวเรือนชั้นล่าง กับราวกันตกที่กั้นด้านในหน้าต่างไม้ชั้นบนบ้านซึ่งเป็นบานยาวถึงพื้นแบบฝรั่งเศสก็ฉลุลายดอกไม้เช่นเดียวกับกระจกสีบนหน้าจั่วบ้าน

ยิ่งมองชายหนุ่มก็ยิ่งเห็นความน่ารักน่าเอ็นดูและความตั้งใจของผู้สร้างเป็นอย่างมาก

เจ้าของคนปัจจุบันบอกว่าแผ่นกระดานที่ปูพื้นหรือตีเป็นผนังเรือนล้วนเป็นไม้สักทองแผ่นโตขัดมันไม่ทาสีเพื่ออวดลวดลายไม้เด่นชัด

แต่บ้านไม้แบบนี้มีข้อเสียตรงที่ความเก่าแก่ทำให้เวลาก้าวเดินแต่ละครั้งก่อให้เกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดชวนเสียวฟันและใจสั่นไปพร้อมกัน

คนขี้กลัวอาจขนลุกตั้งแต่หน้าแข้งยันหนังหัวก็เป็นได้

ทว่าพระนายไม่ใช่คนขี้กลัว หลังจากวันที่มาลอยเรือเล่นหน้าศาลาท่าน้ำเรือนหลังนี้ ชายหนุ่มก็ได้เข้าค้นในกูเกิลเอิร์ธตรวจดูว่าจุดที่ปักหมุดไว้ มีบ้านหลังใหญ่อย่างที่คิดหรือเปล่า พอพบคำตอบก็ขับเรือมาสำรวจแนวตลิ่งกับพื้นที่ใกล้เคียงอีกหลายรอบ มาคนเดียวบ้าง มากับคณะเลขาบ้าง ตรวจดูจนแน่ใจว่าทำเลดี ตรงกับความต้องการจึงค่อยสืบเสาะว่าใครเป็นเจ้าของ จากนั้นก็ติดต่อขอเข้ามาดูบ้าน ซึ่งพบว่านอกจากเรือนไม้หลังใหญ่ตรงหน้าแล้ว ยังมีเรือนขนมปังขิงหลังย่อมอีกหลัง และเรือนไทยบริวารอีกหลายหลัง รายล้อม แสดงให้เห็นว่าเจ้าของดั้งเดิมเป็นผู้มีฐานะเข้าขั้นคหบดีเลยทีเดียว

ที่ต้องทำแบบนี้เพราะพระนายต้องให้เลขาเขียนรายงาน นำเสนอทีมผู้บริหารโรงแรมถึงข้อดี ข้อด้อยและงบประมาณสำหรับการรีโนเวทบ้านหลังนี้ให้เป็นบูทีค โฮเตล ที่มีร้านอาหารแบบชาววังและเวทีสำหรับฟ้อนรำให้แขกชาวต่างชาติดู

ดังนั้นชายหนุ่มย่อมมีภาพร่างในหัวไว้พร้อมแล้วว่าเขาจะดัดแปลงเรือนนี้ที่ตรงไหนและอย่างไรบ้าง แต่พอได้เข้ามาดูใกล้ๆ แบบนี้ภาพนั้นกลับเปลี่ยนไป กลายเป็นนึกอยากมาอยู่แทน

ทว่า ลัลน์ลดา เพื่อนสาวที่มาด้วยกันกลับเขย่าแขนเขาแรงๆ แล้วบอกเสียงขึงขัง

“ลัลน์ว่าบ้านเก่าขนาดนี้อย่าซื้อเลยนาย ถ้าชอบสไตล์นี้จริงๆ ลัลน์ให้น้องสถาปนิกที่บริษัทออกแบบให้ก็ได้ สะดวก ทันสมัย ชีวิตสบายกว่ากันตั้งเยอะ”

“บ้านเก่ามันมีประวัติ มีสตอรีที่บ้านใหม่ไม่มี” เขาบอกแล้วยืนกอดอกมองเรือนไม้สีเหลืองนกขมิ้นตรงหน้าอย่างชื่นชม

พระนายเพิ่งเข้าใจคำว่าตกหลุมรักแต่แรกเห็นเป็นอย่างไรก็วันนี้เอง

แต่ลัลน์ลดากลับคิดต่าง หล่อนส่ายหน้าดิก

“ประวัติอะไร มีคนตายบนเรือนนี้มากี่คนแล้วก็ไม่รู้ ถ้าเป็นผีบรรพบุรุษก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ญาติก็ไม่ใช่ นายคิดให้ดีๆ นะ”

“ผมไม่กลัวผี” เขาตัดบท

“แต่ลัลน์กลัวนี่ แล้วที่นี่ก็ประวัติไม่ดีด้วย คนแถวนี้เขารู้กันทั้งนั้น” หญิงสาวหรี่เสียงจนเกือบเป็นกระซิบ “ลัลน์เคยบอกนายแล้วไง”

“ผมไม่สนใจ”

พระนายบอกแล้วก็ดึงแขนที่ลัลน์ลดาเกาะไว้แน่นออก เพื่อจะได้เดินได้ถนัด แต่หล่อนกลับไม่ยอมปล่อย คว้าแขนเขาไปกอดต่อ ทั้งยังเอ่ยเสียงขุ่น

“อย่าทิ้งลัลน์ไว้คนเดียวแบบนี้สิ”

“กลางวันแสกๆ ลัลน์จะกลัวอะไร มีคนอยู่ด้วยตั้งหลายคน”

“หลายคนที่ไหน มีกันแค่นี้เอง”

“เกินหนึ่งก็นับได้ว่าหลายแล้วล่ะ แต่ถ้าลัลน์กลัวเดี๋ยวผมจะขอให้น้องเขาไปเปิดบ้านก่อน แล้วคอยอยู่กับลัลน์ที่ข้างนอกนี่ เพราะผมอยากจะเข้าไปดูข้างในแล้วก็จะขอขึ้นไปดูบนบ้านด้วย” เขาพูดพร้อมดึงแขนออกจากมือหญิงสาวอีกครั้ง

ลัลน์ลดาหน้าเสีย

“นี่นายจะซื้อเรือนหลังนี้จริงๆ เหรอ”

“ยังไม่รู้ แต่มาแล้วก็ต้องดูให้ละเอียด”

“เรื่องแบบนี้ ซีอีโอแบบนายไม่เห็นต้องทำเองเลยให้เลขาทำแทนก็ได้”

“เรื่องแบบนี้แหละที่ผมยิ่งต้องทำเอง จะไปให้คนอื่นมาเป็นตา เป็นใจแทนกันไม่ได้” พระนายตัดบทแล้วหันไปหาคนรับใช้ของเจ้าของเรือนที่รออยู่ “ผมอยากเข้าไปดูข้างในกับข้างบนเรือนด้วยครับ”

ทางนั้นรับคำและเดินดุ่มนำทางไป เขาเดินตามได้ไม่เกินสิบก้าว ลัลน์ลดาก็วิ่งตามมาเกาะแขนไม่ยอมปล่อย

“มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกันสิ” ใบหน้าขาวสวยของคนพูดมีแววแง่งอนจนเกือบเป็นบึ้งตึง

ชายหนุ่มหันมองเพื่อนสาวคนสนิทสายตาอ่อนใจ แต่น้ำเสียงเข้มจัดตอนพูดกับฝ่ายนั้น

“แล้วอย่ามางอแงขอลงจากเรือนหรือขอกลับบ้านนะ ถ้าลัลน์อึดอัดไม่สบายใจ ก็ไปนั่งรอที่ท่าน้ำ” พระนายขับเรือมากับลัลน์ลดา ถ้าเขาไม่กลับหล่อนก็กลับไม่ได้

“ไม่งอแง แต่นายก็อย่าอยู่นานนักล่ะ ลัลน์รู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้” คนพูดเหลียวซ้ายแลขวา สายตาเลิ่กลั่ก

“ผมบอกว่าไม่ต้องมาลัลน์ก็ไม่เชื่อ”

คนตรงหน้าทำปากยื่นอย่างดื้อดึง แล้วเอ่ยตอบเสียงกระเง้ากระงอด

“ก็ไม่ได้อยากมาสักหน่อย แต่ถ้าไม่มาลัลน์…ลัลน์ก็คงไม่สบายใจ” อีกฝ่ายพูดจบก็มองไปที่เรือนสีเหลืองนกขมิ้นตรงหน้าด้วยสายตาเป็นอริ มือที่จับตรงท่อนแขนเขาจิกแน่นตอนเปิดปากเอ่ยต่อ “ลัลน์รู้สึกเหมือนว่า…เรือนหลังนี้มันจะมาแย่งนายไปจากลัลน์ยังไงก็ไม่รู้”

คนฟังหลุดหัวเราะออกมา

“เพ้อเจ้อไปใหญ่แล้ว เรือนหลังนี้ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่ใช่คน จะทำแบบนั้นได้ยังไง”

“ก็…ไม่รู้สิ แต่เอาเป็นว่าลัลน์ไม่สบายใจถ้าจะให้นายมาคนเดียว”

“เป็นเอามากนะเนี่ย ผมไม่คิดเลยว่าลัลน์จะกลัวผีขนาดนี้”

“แล้วนายไม่กลัวเหรอ” หญิงสาวถามพร้อมมองจ้องหน้าเขาค้นคว้า

พระนายส่ายหน้ากับคำพูดอีกฝ่ายและเลือกที่จะไม่คุยด้วยต่อ

ชายหนุ่มเดินตรงไปที่เรือนหลังนั้นอย่างมุ่งมาด พร้อมบอกตัวเองว่าเรือนไม้ฉลุอ่อนช้อยที่อยู่ตรงหน้า กับที่ตนเคยเห็นแค่หลังคาไกลๆ หรือจากรูปถ่ายนั้นไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

ตัวบ้านชั้นล่างเป็นโถงโปร่งโล่งแต่ด้านหน้ากับด้านข้างมีลูกกรงไม้ฉลุสูงเท่าเอวล้อมไว้ ด้านในมีการจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้สำหรับนั่งเล่นและกั้นเป็นห้องกินอาหาร ส่วนด้านหลังเป็นครัวไทยกับห้องเก็บของ

เขาสำรวจชั้นล่างจนพอใจจึงค่อยเดินขึ้นชั้นบนโดยมีลัลน์ลดาเกาะแขนไม่ปล่อยตามไปด้วย ส่วนคนงานสองคนนั้นเดินตามหลังมาเงียบๆ

++++++++++++++++++++++++++++

Ebook กำหนดวาง 23 ธ.ค ที่ meb ค่ะ

สนใจ ebook คลิกเลยค่ะ

อ่านแล้วฝากกดไลก์ กดหัวใจ และทิ้งเมนต์ให้คนเขียนชื่นใจหน่อยนะคะ

และ

นิยายเรื่องนี้ติดเหรียญตั้้งแต่บทที่ 11 เป็นต้นไปนะคะ

ถ้าสนใจอยากติดตามข่าวสารอื่นๆ

ฝากกดไลก์เพจ อุมาริการ์ ดาหราปตี ด้วยค่ะ

สำหรับนักอ่านที่สนใจอยากลองอ่านนิยายเรื่องอื่นๆ

ของอุมาริการ์ ดาหราปตี

หรือสนใจจะซื้อในรูปแบบอีบุ๊ก

คลิกผ่าน seller link ข้างล่างนี้ได้เลยค่ะ

อุดหนุนงานนักเขียน ผ่าน seller link

จะทำให้นักเขียน มีค่าอาหารแมวเพิ่มขึ้น ^^ ขอบคุณค่ะ

ระบบ ios ซื้อนิยายผ่านเวป จะได้ราคาน่ารักกว่านะคะ
************************

เบี้ยรัก บรรพ๑

เบี้ยรัก บรรพ๒

ภัสดานาง_Buynow

************************

1.1.5 เรือนขนมปังขิง

คุยกันนิดนะคะ

พอดีว่าอยากเล่าที่ไปที่มาของนิยายเรื่องนี้ และทำไมเรือนพระเอกนางเอกจึงไม่เป็นเรือนไทยแบบอนุรักษ์ผีนิยม ^^ ทั้งหมดนี้มีที่มาจากเรือนขนมปังขิงค่ะ

ขนมปังขิง (Gingerbread) ซึ่งนิยมทำกันในช่วงคริสต์มาส (และเป็นขนมปังที่มดชอบมาก เจอเมื่อไหร่เป็นต้องซื้อ)

ขนมปังขิง ไม่ใช่ขนมปังก้อนๆ แผ่นๆ แต่เป็นเหมือนคุกกี้กรอบๆ และมักทำเป็นรูปคนแบบที่เรียกกันว่า Gingerbreadman กับรูปบ้าน ซึ่งอันนี้จะอลังการหน่อย เพราะคงต้องกินหลายวันกว่าจะหมด บ้านขนมปังขิงที่เราคุ้นเคยกันดี ก็น่าจะเป็นกระท่อมนางแม่มดในเรื่อง ฮัลเซลกับเกรเทล สองพี่น้อง(คู่โหด) ที่นอกจากจะไม่โดนแม่มดจับต้มทำซุปแล้ว ยังโยนแม่มดลงในเตาไฟและแทะบ้านแม่มดอย่างเอร็ดอร่อยเสียอีก

บ้านขนมปังขิงแบบนี้ จะมีลวดลายสวยงาม น่ารักน่าเอ็นดู ซึ่งสถาปัตยกรรมประดับลวดลายแบบนี้เริ่มในสมัยวิกตอเรีย และมักอยู่คู่กับอาคารศิลปะ วิกทอเรียนกอทิก

ขณะเดียวกันก็ทำให้เป็นที่มาของบ้านไม้ลายฉลุที่เราเรียกว่า บ้านขนมปังขิงในเมืองไทย ซึ่งเรือนแบบนี้ถือกำเนิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่สี่ ซึ่งเป็นยุคที่เริ่มมีวิทยาการสมัยต่างๆ จาก ตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยมากขึ้น

แต่เพราะบ้านไทยสมัยก่อน หลังคามักเป็นทรงจั่ว แต่ในสมัยรัชกาลที่๔ เริ่มมีการทำหลังคาเป็นทรงปั้นหยาตามตะวันตกแล้ว ทว่าเมืองไทยเป็นเมืองร้อน เลยมีการเพิ่มช่องระบายอากาศใต้หลังคา จึงเรียกว่าหลังคามะนิลา

และเรือนขนมปังขิงหลังแรกๆ นั้น เกิดขึ้นในสมัยต้นรัชกาลที่๕ ซึ่งตรงกับช่วงเวลาในชาติภพแรกของพระเอกกับนางเอกในเรื่องนี้

ช่วงแรกที่สร้างนั้นเรือนขนมปังขิงจะยังมีลวดลายแกะสลักไม่ซับซ้อนนัก เพราะฝีมือช่างไม้ของเรายังไม่ดีพอ แต่ก็ยังเห็นความแตกต่างจากเรือนไทยทั่วไปในยุคนั้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งครีบชายคาฉลุเป็นลายหยดน้ำ หรือหน้าจั่วที่ยังไม่มีการฉลุลายอ่อนช้อยลงไป แต่จะทำเป็นลายนูนเส้นวงกลมตรงกลางแทน ซึ่งใน นางเดียวในดวงใจ มดได้เปลี่ยนเป็นช่องกระจกสีแบบฝรั่งแทน

ครีบชายฉลุเป็นลายหยดน้ำที่เอ่ยถึงในเรื่อง

ตัวอย่างบ้านที่มดนำมา ก็มาจากภาพนี้ค่ะ

แต่ความรักสวยรักงามทำให้มดโกงประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมเรือนไทยของไทย ด้วยการให้เรือนหอของพระเอกกับนางเอกได้ช่างจีนจากกวางตุ้งมาควบคุมการก่อสร้าง เหมือนที่คุ้มเจ้าหนานไชยวงศ์ เมืองแพร่ ซึ่งเป็นเรือนหอของเครือญาติเจ้าผู้ครองนครแพร่องค์สุดท้าย และเป็นเรือนขนมปังขิงที่วิจิตร ละเอียดลออตามาก อย่างในภาพข้างล่างนี้

หรือหน้าต่างที่บรรยายไว้ในนิยายก็มาจากภาพนี้

หน้าต่างห้องนอนพระเอกกับนางเอกก็มีแรงบันดาลใจมาจากภาพนี้

ส่วนตัวมดเองนั้น เป็นคนรักเรื่องสถาปัตยกรรม และรักเรือนขนมปังขิงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ในคำนำ นางเดียวในดวงใจ ก็มีบอกไว้ว่า

‘ดิฉันมีความคิดที่จะเขียนเรื่อง ผู้ชาย บ้านร้างทรงขนมปังขิง กับแม่ผีเรือน ที่เฝ้ารอคนรักหวนคืนกลับมาหา มาหลายปีแล้ว…’

ทั้งนี้คงเป็นเพราะ มดเป็นคนนครปฐม เกิดและเติบโตมาใกล้พระราชวังสนามจันทร์ในยุคสมัยที่ยังเปิดให้คนผ่านทางสัญจรได้ตลอดเวลา ในละแวกนั้นเป็นเขตพระราชฐานเก่า จึงมีเรือนพักของเหล่าข้าราชบริพานและเรือนรับรองที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมยุคนั้นมากมายร่วมสิบหลัง ซึ่งโดยมากจะอยู่ในสภาพรกร้าง ปิดตาย

บางหลังก็ยังสวยงามมาก บางหลังก็อยู่ในสภาพทรุดโทรม แต่บางหลังก็ควรถูกรื้อทิ้ง

แถวๆ นั้นพอตกกลางคืนมาก็จะมีเสียงเล่าลือว่า มีเสียงดนตรีไทยลอยมาจากเรือนขนมปังขิงรกร้างเหล่านี้

และบางเรือนก็มีเสียงร่ำลือถึงความ ‘เฮี้ยน’ ทำให้รื้อทิ้งไม่ได้ และไม่มีใครเข้าไปพักอาศัยอยู่ได้

เรื่องพวกนี้เลยฝังอยู่ในใจมาหลายปี จนถึงตอนนี้เลยได้เวลาปัดฝุ่นทำพลอตเขียนออกมาสักที

เพราะถ้าถามว่า บ้านแบบไหนที่มดชอบมากที่สุดและอยากมีเป็นสมบัติของตัวเอง แน่นอนว่า เรือนขนมปังขิง เป็นหนึ่งในนั้น

แต่เรือนขนมปังขิงต้องสร้างจากไม้ และค่าสร้างคงอลังการไม่น้อย มดคงสร้างในโลกแห่งความจริงไม่ได้ เลยมาสร้างในโลกจินตนิยายแทน

เหมือนๆ กับ…ที่เราต้องมาหาหลัวในนิยายเพราะหลัวในชีวิตจริงนอนกรนคร่อกฟี้เป็นหมีและไม่ได้มีอะไรน้องๆ ม้า แบบนั้นค่ะ แอร๊ยยยย

CR : Blockdit.com คิดอย่างสถาปนิก

CR : National GeoGraphic เรื่อง ขนมปังขิง ลวดลายที่แฝงอยู่ในสถาปัตยกรรม

++++++++++++++++++++++++++++

Ebook กำหนดวาง 23 ธ.ค ที่ meb ค่ะ

สนใจ ebook คลิกเลยค่ะ

อ่านแล้วฝากกดไลก์ กดหัวใจ และทิ้งเมนต์ให้คนเขียนชื่นใจหน่อยนะคะ

และ

นิยายเรื่องนี้ติดเหรียญตั้้งแต่บทที่ 11 เป็นต้นไปนะคะ

ถ้าสนใจอยากติดตามข่าวสารอื่นๆ

ฝากกดไลก์เพจ อุมาริการ์ ดาหราปตี ด้วยค่ะ

สำหรับนักอ่านที่สนใจอยากลองอ่านนิยายเรื่องอื่นๆ

ของอุมาริการ์ ดาหราปตี

หรือสนใจจะซื้อในรูปแบบอีบุ๊ก

คลิกผ่าน seller link ข้างล่างนี้ได้เลยค่ะ

อุดหนุนงานนักเขียน ผ่าน seller link

จะทำให้นักเขียน มีค่าอาหารแมวเพิ่มขึ้น ^^ ขอบคุณค่ะ

ระบบ ios ซื้อนิยายผ่านเวป จะได้ราคาน่ารักกว่านะคะ
************************

เบี้ยรัก บรรพ๑

เบี้ยรัก บรรพ๒

ภัสดานาง_Buynow

************************

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...