โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หงส์คืนแค้น

นิยาย Dek-D

อัพเดต 24 เม.ย. 2566 เวลา 04.00 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. 2566 เวลา 04.00 น. • เปลวจันทร์
นางเป็นถึงฮองเฮา ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวังหลัง แต่กลับถูกคนใกล้ชิดทรยศหักหลัง นางถูกใส่ร้ายว่าเป็นกบฏ จนพระสวามีจำใจต้องพระราชทานยาพิษให้นาง นางตายตาไม่หลับ แค้นมันยิ่งนัก! แค้นเหลือเกิน ข้าจะต้องแก้แค้น!

ข้อมูลเบื้องต้น

[[[ขอบคุณทุกเม้มค่ะ "เม้ม" ของรีดฯคือ "กำลังใจ" ของไรท์ค่ะ]]]
อ่าน Ebook คลิ๊กลิ้งเลยค่ะมี Ebook ขายที่เว็บไซต์ www.readfree.in และ Meb ค่ะหงส์คืนแค้น เล่ม 1 (อ่านฟรี) [Chapter 1-10]หงส์คืนแค้น เล่ม 2 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 11-20]หงส์คืนแค้น เล่ม 3 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 21-30]หงส์คืนแค้น เล่ม 4 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 31-40]หงส์คืนแค้น เล่ม 5 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 41-50]หงส์คืนแค้น เล่ม 6 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 51-60]หงส์คืนแค้น เล่ม 7 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 61-70]หงส์คืนแค้น เล่ม 8 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 71-80]หงส์คืนแค้น เล่ม 9 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 81-90]หงส์คืนแค้น เล่ม 10 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 91-100]หงส์คืนแค้น เล่ม 11 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 101-110]หงส์คืนแค้น เล่ม 12 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 111-120]หงส์คืนแค้น เล่ม 13 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 121-130]หงส์คืนแค้น เล่ม 14 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 131-140]หงส์คืนแค้น เล่ม 15 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 141-150]หงส์คืนแค้น เล่ม 16 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 151-160]หงส์คืนแค้น เล่ม 17 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 161-170]หงส์คืนแค้น เล่ม 18 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 171-180]หงส์คืนแค้น เล่ม 19 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 181-190]หงส์คืนแค้น เล่ม 20 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 191-200]หงส์คืนแค้น เล่ม 21 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 201-210]หงส์คืนแค้น เล่ม 22 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 211-220]หงส์คืนแค้น เล่ม 23 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 221-230]หงส์คืนแค้น เล่ม 24 ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 231-240]หงส์คืนแค้น เล่ม 25(เล่มจบ) ราคาเล่มละ 29 บาท [Chapter 241-254]
ฮองเฮาหลิวแสยะแย้มพระสรวล สมเพชในโชคชะตาของตัวเอง นางเป็นบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ตระกูลหลิว ได้แต่งงานกับอ๋องหลงถังด้วยความรัก ตลอดมานางคิดว่าพระสวามีรักจึงทุ่มเทความรักให้ทั้งหมด ใช้อำนาจของตระกูลช่วยผลักดันพระสวามีให้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ แต่แล้ววันนี้พระสวามีกลับมีพระราชโองการให้นางเสวยยาพิษเพื่อชดใช้ความผิดข้อหากบฏ ความผิดที่นางไม่ได้ก่อ ความผิดที่นางถูกใส่ร้ายว่าคบค้ากับแคว้นหนานถิง ถูกผู้คนประณามว่าเป็นกบฏ จนทำให้นางถูกสั่งขังอยู่ในตำหนัก ตระกูลของนางถูกจองจำทั้งหมด กองทหารถูกยึด ทรัพย์สินของตระกูลหลิวถูกยึด แล้วเมื่อวานนี้คนในตระกูลนางถูกสั่งประหารทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่บ่าวไพร่ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจ readfree.in ค่ะ

ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ

และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

ต้องโทษประหาร

1 ก.ค. 2563

Chapter 1 ต้องโทษประหาร

หงส์คืนแค้น

Queen Revenge

ภายในตำหนักฮองเฮา ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวังหลัง กำลังนั่งพระพักตร์นิ่งอยู่ที่ตั่ง มองไปยังโต๊ะเบื้องหน้าซึ่งมีถ้วยใส่น้ำสีขาวขุ่นวางอยู่

“เสวยเถอะพะย่ะค่ะ ฮองเฮา” เฉินกงกงพูดอย่างไร้ความเคารพ

ฮองเฮาหลิงละสายตาจากถ้วยเงยหน้ามองขันทีคนสนิทด้วยแววตาเจ็บปวด “เหตุใดเจ้าถึงทรยศข้า?”

เฉินกงกงจ้องตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “ลมเปลี่ยนทิศ”

ฮองเฮาหลิวแสยะแย้มพระสรวล สมเพชในโชคชะตาของตัวเอง นางเป็นบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ตระกูลหลิว ได้แต่งงานกับอ๋องหลงถังด้วยความรัก ตลอดมานางคิดว่าพระสวามีรักจึงทุ่มเทความรักให้ทั้งหมด ใช้อำนาจของตระกูลช่วยผลักดันพระสวามีให้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ แต่แล้ววันนี้พระสวามีกลับมีพระราชโองการให้นางเสวยยาพิษเพื่อชดใช้ความผิดข้อหากบฏ ความผิดที่นางไม่ได้ก่อ ความผิดที่นางถูกใส่ร้ายว่าคบค้ากับแคว้นหนานถิง ถูกผู้คนประณามว่าเป็นกบฏ จนทำให้นางถูกสั่งขังอยู่ในตำหนัก ตระกูลของนางถูกจองจำทั้งหมด กองทหารถูกยึด ทรัพย์สินของตระกูลหลิวถูกยึด แล้วเมื่อวานนี้คนในตระกูลนางถูกสั่งประหารทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่บ่าวไพร่

นางได้แต่ฟังข่าวที่นางกำนัลนำมาบอก หยาดอัสสุชล(น้ำตา)ของแม่แห่งแผ่นดินไหลอาบพระปราง(แก้ม) แต่นางจะทำเช่นไรได้ในเมื่อนางก็ไม่อาจจะช่วยใครได้เช่นกัน

มาวันนี้ยาพิษถูกส่งมาพร้อมกับพระราชโองการให้นางปลิดชีวิตตัวเองเพื่อชดใช้ความผิดที่นางถูกใส่ร้าย

“เสวยเถอะพะย่ะค่ะ กระหม่อมจะได้ไปกราบทูลฮ่องเต้เสียที” เฉินกงกงเร่ง “ฝ่าบาทตรัสแล้วว่าจะไม่ทำอะไรองค์รัชทายาท หากพระองค์ยอมเสวยโอสถถ้วยนี้ชดใช้ความผิด”

ฮองเฮาเหยียดยิ้มเยาะ “เจ้าคิดว่าข้าโง่เง่านักรึไงเฉินกงกง?”

เฉินกงกงเงียบไม่ตอบ

“พระราชโองการปลดองค์รัชทายาทออกมาแล้ว เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้รึ?”

เฉินกงกงตะลึงตกใจ นางรู้ได้อย่างไร? ใครคาบข่าวมาบอก?

“ปลดองค์รัชทายาทเพื่อแต่งตั้งอ๋องหลงเทียนเป็นรัชทายาทแทน เช่นนั้นหลงซันลูกข้าก็หามีชีวิตอีกต่อไปแล้ว”

เฉินกงกงปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วก็พูดว่า “เช่นนั้นพระองค์ก็ทรงรีบเสวยโอสถเถอะพะย่ะค่ะ จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานนานนัก” แล้วเขาก็หันไปสั่งขันทีอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังว่า “ช่วยกันกรอกโอสถเร็วเข้า”

“ขอรับ” สองขันทีรับคำสั่งแล้วก็ลุกไปช่วยกันจับตัวฮองเฮากรอกยาพิษ

“แค้นนี้ข้าต้องกลับมาทวงคืนแน่ เฉินกงกง เจ้าจำไว้ให้ดีเถอะ” ฮองเฮาตรัสอย่างอาฆาต

เฉินกงกงยิ้มเยาะ มองดูสองขันทีช่วยกันจับฮองเฮากรอกยาพิษ “พระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ตระกูลหลิวก็ถูกประหารสิ้น องค์รัชทายาทก็กำลังจะถูกปลด แล้วเดี๋ยวก็ตาย เช่นนั้นแล้วใครจะแก้แค้นให้พระองค์หรือพะย่ะค่ะ?”

ฮองเฮาจ้องอย่างอาฆาต พยายามดิ้นรนจากขันทีทั้งสอง แต่เพราะก่อนหน้านี้นางถูกเฉินกงกงวางยาจนไร้แรงจะเคลื่อนไหวได้ แค่แรงจะยืนยังไม่มี หากเป็นยามปกติคงไม่มีใครจับตัวได้เช่นนี้หรอก ไม่นานนักพระองค์ก็สิ้นพระชนม์ เนตรเหลือกค้างอย่างน่ากลัว แก้แค้น! ข้าจะต้องแก้แค้น!

สองขันทีช่วยกันจับแล้วก็กรอกยาพิษจนสำเร็จ ขันทีผู้กรอกยารีบใช้ผ้าอุดพระโอษฐ์กันยาไหลออกจากพระโอษฐ์ ยาซึ่งเป็นกรดกัดกร่อนรุนแรงได้แผดเผาพระโอษฐ์จนแดงเถือก

พระวรกายบางกระตุกตลอดเวลาเหมือนทรมานสุดแสนดั่งปลาถูกทุบหัว

เฉินกงกงมองดูด้วยสายตาเฉยเมยเหมือนมองปลาถูกฆ่าในห้องครัว

พระวรกายบางกระตุกๆๆ แล้วก็ค่อยๆอ่อนแรงลงจนหยุดนิ่งพิงซบในอ้อมอกขันทีที่ช่วยจับตัวอยู่ข้างหลัง

ขันทีผู้กรอกยายื่นนิ้วไปอังพระนาสิก(จมูก)แล้วก็หันไปรายงานว่า “สิ้นพระชนม์แล้วขอรับ”

“พวกเจ้าจัดการให้เรียบร้อย ข้าจะไปกราบทูลฮ่องเต้กับพระสนมเย่เฟย” เฉินกงกงสั่งแล้วก็เดินออกไป

สองขันทีช่วยกันจับพระศพฮองเฮานอนลงบนตั่ง ขันทีคนหนึ่งพยายามจะลูบพระเนตรที่เหลือกโพลงอย่างน่ากลัวให้ปิดลง แต่ทำเช่นไรก็ไม่อาจปิดเนตรคู่นั้นลงมาได้

ณ จวนขุนนางไป๋

ฮูหยินไป๋เฟิ่งเหมยฮวากำลังร่ำไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดเมื่อรู้ว่าบุตรสาวสุดที่รักสิ้นลมหายใจด้วยโรคหัวใจที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก

บ่าวไพร่ต่างก็ร่ำไห้กันถ้วนหน้า

ไป๋จื่อฮัว ขุนนางฝ่ายบุ๋นได้แต่ตบบ่าฮูหยิน “ทำใจเสียเถอะฮูหยิน ลูกเราวาสนาน้อยนัก”

“ฮือๆๆๆๆ ท่านพี่” ฮูหยินร่ำไห้อย่างไม่อายสายตาใคร

หมอถอยออกไปแล้วก็พูดกับเจ้าบ้านว่า “เสียใจด้วยขอรับนายท่าน ข้าไร้ฝีมือไม่อาจยื้อชีวิตคุณหนูไว้ได้”

“ท่านทำเต็มที่แล้วล่ะ ลูกข้านั้นบุญน้อยนัก หากไม่ได้ท่านนางคงไม่อยู่มาจนถึงป่านนี้หรอก ข้าทำใจไว้นานแล้วล่ะ” ไป๋จื่อฮัวหันไปพูดกับหมอ พยายามข่มอารมณ์ไม่ให้น้ำตารินไหล “เชิญท่านกลับไปก่อนเถอะ”

“ขอรับ” หมอค้อมกายแล้วก็คว้าล่วมยาออกไปจากห้อง

ข้ารับใช้คนหนึ่งรีบเดินไปส่งหมอ

“พวกเจ้าออกไปให้หมด” ไป๋จื่อฮัวสั่งบ่าวไพร่

บ่าวไพร่รีบออกจากห้องไปจนหมด เหลือเพียงสามพ่อแม่ลูกอยู่ในห้อง

น้ำตาของไป๋จื่อฮัวค่อยๆไหลออกมา “เฟิ่งหวง” เขานั่งลงบนเตียงจับมือลูกมากุมไว้อย่างเสียใจที่สุดในชีวิต

เสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามา “ท่านพ่อ ท่านแม่”

ไป๋จื่อฮัวกับฮูหยินหันไปมองผู้ที่เข้ามา

“ไม่จริงใช่ไหมท่านพ่อท่านแม่ที่น้องเล็ก….” ไป๋จงถลันเข้าไปทั้งชุดขุนนาง

“เจ้ามาก็ดีแล้วจงเอ๋อร์ มาบอกลาน้องซะซิ” ไป๋จื่อฮัวเช็ดน้ำตาทิ้ง

ไป๋จงก้าวพรวดเดียวถึงเตียง ทรุดตัวลงข้างเตียง ยื่นมือไปประคองแก้มน้องสาว “เฟิ่งหวง ทำไมเจ้าไม่รอพี่ก่อน?” น้ำตารินไหลอย่างสุดจะกลั้นเอาไว้ได้

พลัน! ร่างที่สิ้นลมหายใจไปแล้วก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมา ดวงตาลืมโพลง “ข้าจะต้อง…” เสียงหวานแผ่วหายไป

ไป๋จื่อฮัว ฮูหยินไป๋ฯ ไป๋จง สะดุ้งโหยง

“เฟิ่งหวง” ไป๋จื่อฮัวเรียกลูกอย่างตื่นเต้น

“เฟิ่งหวง” ไป๋จงเรียกน้องดีใจอย่างที่สุด

ฮูหยินไป๋หายตกใจก็เรียกลูกสาวลั่น “เฟิ่งหวง เจ้ายังไม่ตาย!” นางโผกอดลูกอย่างดีใจ

ฮองเฮาหลิว เหลือบตามองคนนั้นคนนี้อย่างงงๆ นางเห็นหน้าเด็กหนุ่ม แล้วก็ผู้หญิงคนหนึ่งกอดนางเอาไว้ ส่วนนั่น ขุนนางไป๋นี่น่า

“ตามหมอเร็วเข้า ลูกข้ายังไม่ตาย” ไป๋จื่อฮัวตะโกนลั่นอย่างดีใจ

ด้านนอกบ่าวไพร่หยุดร้องไห้กันหมด “คุณหนูยังไม่ตายๆๆ”

“ตามหมอๆๆ” เสียงร้องบอกต่อกันเป็นทอดๆดังลั่นไปทั้งจวน

ฮองเฮาหลิวขยับตัวลุกขึ้นอย่างงงๆ “นี่เจ้าช่วยข้าไว้เหรอ?” นางถามขุนนางไป๋

ฮูหยินเฟิ่งกอดลูกอย่างดีใจ “เฟิ่งหวงๆๆๆ” นางเรียกลูกซ้ำๆ

“เฟิ่งหวง” ไป๋จงกอดน้องอีกคน

ฮองเฮาหลิวผลักคนที่กอดออก “ปล่อยข้า”

ฮูหยินตกตะลึงไม่คิดว่าลูกจะผลักออก “เฟิ่งหวง เจ้าเป็นอะไรไป แม่คงจะกอดเจ้าแน่นเกินไป แม่ขอโทษ”

ฮองเฮาหลิวมองหน้าทุกคน “เฟิ่งหวง?” นางทวนคำอย่างงงๆ “ข้าไม่ใช่…” นางพูดได้แค่นั้นแล้วก็รู้สึกว่าเสียงนางเปลี่ยนไป นางจึงก้มลงมองตัวเอง มือนางเล็กลง หน้าอกนางที่เคยอวบอัดกลับไม่มี “นี่ข้า…”

เสียงฝีเท้าวิ่งมา “ท่านหมอมาแล้วๆ” บ่าวร้องอย่างดีใจ

หมอก้าวเข้าไปในห้อง พอเห็นคนที่สิ้นลมไปแล้วกลับลุกขึ้นนั่งอยู่ก็ตกใจ “นี่…”

ทุกคนในห้องหันไปมองหมอเป็นตาเดียว

ไป๋จื่อฮัวรีบเรียก “รีบตรวจลูกข้าเร็วเข้า นางยังไม่ตาย”

หมอก้าวเข้าไปอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง คนที่สิ้นลมหายใจไปแล้ว ชีพจรหยุดเต้นไปแล้วตั้งนาน กลับฟื้นขึ้นมาได้ใหม่ โอ้…สวรรค์ เขาก้าวเข้าไปจับชีพจรทันที

ทุกคนเงียบกริบ

หมอจับชีพจรอยู่นานแล้วก็ดึงมือออก “น่าอัศจรรย์นัก ชีพจรคุณหนูเต้นเป็นปกติ”

“ลูกข้ายังไม่ตาย” ไป๋จื่อฮัวพูดอย่างดีใจ

“คุณหนูไป๋ ท่านรู้สึกเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?” หมอถามพลางปลดล่วมยาลงวางข้างเตียง

ฮองเฮาหลิวมองหน้าคนที่กำลังถาม แล้วก็ทวนคำ “คุณหนูไป๋?”

ไป๋จงยื่นมือไปลูบผมน้อง “เฟิ่งหวง เจ้าทำพี่ใจหายหมดเลยรู้ไหม”

ฮองเฮาหลิวหันไปมอง “บังอาจ” พลางเบี่ยงหัวออกจากมือนั้น

ทุกคนชะงักเมื่อได้ยินน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวจากเด็กสาว

“เฟิ่งหวง ทำไมพูดจาเช่นนี้ล่ะ? ไม่ไพเราะเลยลูก” ฮูหยินตำหนิ

“ข้าไม่ใช่…” ฮองเฮาหลิวจะบอกแต่แล้วก็พูดว่า “ขอกระจก”

“กระจกเหรอ? จะเอากระจกมาทำไมรึเฟิ่งหวง?” ไป๋จงถามแล้วก็เดินไปหยิบกระจกให้น้อง

ฮองเฮาหลิวรับกระจกมาส่องดูตัวเอง ภาพที่สะท้อนบนกระจกคือภาพเด็กผู้หญิงน่าจะอายุราวสิบกว่าแต่ไม่น่าจะเกิน 13 ปี นางยกมือลูบใบหน้า “นี่ข้า…”

เสียงท้องร้องจ๊อก…

ทุกคนหันไปมองที่มาของเสียงเป็นตาเดียว

เจ้าของเสียงท้องร้องก้มมองท้องตัวเองแล้วก็เหลือบมองคนอื่นๆอย่างอับอายขายขี้หน้า ฮองเฮาท้องร้องเพราะหิว รู้ไปถึงไหนอับอายไปถึงที่นั่น!

“หิวงั้นเหรอลูก?” ฮูหยินถามแล้วก็หันไปตะโกนสั่งบ่าว “เอาโจ๊กเข้ามาเร็วเข้า”

“เจ้าค่ะ” บ่าวรับคำสั่งแล้วก็รีบวิ่งไปที่โรงครัว

สักพักบ่าวก็ถือชามโจ๊กเข้ามา “โจ๊กเจ้าค่ะ”

ฮูหยินรีบรับชามโจ๊กมาแล้วก็ตักขึ้นมาเป่าให้หายร้อน จากนั้นก็ป้อนลูกสาว “กินซะหน่อยนะลูก”

ฮองเฮาหลิวหันไปมองช้อนที่ยื่นมาจ่อปาก แล้วก็มองหน้าฮูหยิน เห็นสายตาอีกฝ่ายส่งสายตาคะยั้นคะยอให้กินด้วยความรักก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจพิกล นางอายุแก่กว่าคนป้อนด้วยซ้ำ

เสียงท้องร้องอีกครั้ง ฮองเฮาหลิวจึงยอมอ้าปากกิน

ฮูหยินรีบตักโจ๊กคำใหม่ขึ้นมาเป่า

ฮองเฮาหลิวลดกระจกลง สมองก็ครุ่นคิด นี่ข้าตายแล้ว เช่นนั้นข้ามาอยู่ในร่างเด็กคนนี้ได้อย่างไร?

“อ้าม…” ฮูหยินจ่อช้อนไปที่ปาก

ฮองเฮาหลิวอ้าปากกินไป สมองก็ครุ่นคิดไปด้วย

“โจ๊กไม่อร่อยหรือไงเฟิ่งหวง? เจ้าถึงได้ทำหน้าเหมือนกินยาขมน่ะ?” ไป๋จงแซวน้อง

ฮองเฮาหลิวเหลือบมองคนพูดด้วยสายตานิ่งสงบ

“จงเอ๋อร์พูดมากน่า” ฮูหยินหันไปดุลูกชาย

ไป๋จงหน้าเจื่อนหุบปากสนิท

จนกระทั่งโจ๊กเกือบหมดชาม ฮองเฮาหลิวก็ยกมือบอก “ข้าอิ่มแล้ว”

“กินอีกหน่อยซิลูก อีกซักคำก็ยังดี” ฮูหยินคะยั้นคะยอ

“ข้าอิ่มแล้ว” ฮองเฮาหลิวส่ายหน้า

ฮูหยินจึงส่งชามให้บ่าวเอาไปเก็บ

“เอาล่ะข้าขอตรวจคุณหนูให้ละเอียดซักหน่อยนะขอรับ” หมอพูดขึ้น

ฮูหยินขยับลุกให้หมอตรวจลูกสาว

หมอนั่งลงแทนที่ฮูหยินแล้วก็จับชีพจร จากนั้นเขาก็สั่งว่า “คุณหนูอ้าปากกว้างๆขอรับ อ้าาาาาา…”

ฮองเฮาหลิวทำตาม อ้าปากให้หมอตรวจ

หมอดูปากแล้วก็เอื้อมมือไปจับเปลือกตาเปิดดูตาขาว พอตรวจเสร็จแล้วก็หันไปพูดกับไป๋จื่อฮัวว่า “อาการของคุณหนูปกติดีทุกอย่างขอรับ มีอาการอ่อนเพลียเล็กน้อย ข้าจะจัดยาบำรุงมาให้ขอรับ”

“ขอบคุณท่านมาก” ไป๋จื่อฮัวพูดแล้วก็หันไปสั่งบ่าวว่า “ใครก็ได้ไปส่งท่านหมอด้วย”

“เจ้าค่ะ” บ่าวรับคำสั่งแล้วก็รอเดินไปส่งหมอ

หมอลุกขึ้นคำนับเจ้าบ้านแล้วก็คว้าล่วมยาเดินออกไป

ฮูหยินขยับนั่งลงแล้วก็กอดลูกเอาไว้ “ขอบคุณสวรรค์ที่เมตตา”

ฮองเฮาหลิวได้แต่นิ่งเงียบเก็บความรู้สึก

ไป๋จื่อฮัวนั่งลงบนเตียงเอื้อมมือไปลูบหัวลูกสาว “เฟิ่งหวง”

ไป๋จงก็เอื้อมมือไปลูบหัวน้องเช่นกัน “เฟิ่งหวง”

ฮองเฮาหลิวรู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์จนต้องบอกทุกคนว่า “ข้าอยากพักสักหน่อย”

“อ่อ” ฮูหยินดันตัวออกแล้วก็ลูบแก้มลูก “เจ้านอนซะนะเฟิ่งหวง นอนพักเยอะๆจะได้แข็งแรงไวๆนะ”

ฮองเฮาหลิวรีบเอนตัวลงนอน

ฮูหยินจับผ้าห่มๆให้แล้วก็ดึงกระจกไปยื่นให้ลูกชายเอาไปเก็บ

“นอนซะนะเฟิ่งหวง” ฮูหยินลูบหัวลูกด้วยความรัก

“เจ้าต้องแข็งแรงไวๆนะเฟิ่งหวง” ไป๋จงพูดแล้วก็ยิ้มให้น้องสาว

ไป๋จื่อฮัวแอบเช็ดน้ำตาแล้วก็พูดว่า “เจ้าต้องอยู่กับพ่อไปนานๆนะเฟิ่งหวง” แล้วเขาก็พูดกับภรรยาว่า “ไปเถอะฮูหยิน ลูกจะได้หลับ”

ฮูหยินพยักหน้ารับแล้วก็เดินออกไปจากห้อง นางหันไปสั่งบ่าวว่า “คอยดูแลคุณหนูให้ดี หากมีอะไรผิดปกติก็รีบไปเรียกข้าทันที”

ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจ readfree.in ค่ะ

ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ

และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

จะติจะชมเชิญได้เลยค่ะ ยิ่งติไรท์ยิ่งชอบเพราะช่วยให้ไรท์ปรับปรุงงานเขียนให้ดียิ่งๆขึ้น

ยิ่งชมไรท์ยิ่งปลื้ม อ่านเม้มแล้วมีกำลังใจอยากเขียนนิยายอีกเยอะเลยค่ะ

เข้ามาอ่าน ไม่ติไม่ชมก็ไม่เป็นไร แค่คุณๆติดตามอ่านจนจบไรท์ก็ขอบคุณมากค่ะ

องค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์

Chapter 2 องค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์

“เจ้าค่ะ” บ่าวรับคำสั่ง

ไป๋จงหันไปพูดกับน้องว่า “เดี๋ยวพี่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วนะมาอยู่เป็นเพื่อนเจ้านะ”

ฮองเฮาหลิวรีบบอก “ไม่ต้อง ข้าต้องการอยู่คนเดียว”

ไป๋จงจ้องหน้าน้องสาวที่พูดจาด้วยน้ำเสียงต่างไปจากเดิมอย่างแปลกใจ แต่ก็ไม่อยากขัดใจน้องรักจึงพยักหน้า “งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะมาหาตอนเช้าล่ะกัน”

ฮองเฮาหลิวพยักหน้า

ไป๋จงลูบหัวน้องแล้วก็เดินออกไป

บ่าวก็เดินเข้ามาในห้อง

“พวกเจ้าออกไปให้หมด ข้าต้องการอยู่คนเดียว” ฮองเฮาหลิวสั่ง

“แต่ว่า…”

“ออกไป!” ฮองเฮาหลิวตวาดสั่งเสียงดุทรงอำนาจ

บ่าวนึกกลัวจนต้องรีบออกไปเฝ้าอยู่หน้าห้องแทน

ฮองเฮาหลิวลุกขึ้นไปนั่งส่องกระจกที่โต๊ะ จ้องมองใบหน้าที่สะท้อนในกระจกพลางลูบใบหน้านั้นอย่างครุ่นคิด “ทำไมข้าจึงมาอยู่ในร่างเด็กคนนี้ด้วย? หรือว่านี่เป็นความฝันก่อนตายงั้นรึ?”

มองไปพลางคิดไป สรรหาสารพัดเหตุผลมาสาธยายเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

บ่าวแอบชะเง้อมองคุณหนูที่นั่งส่องกระจกอยู่นาน คุณหนูคงเริ่มโตเป็นสาวแล้วจึงเริ่มรู้จักรักสวยรักงามแล้วแน่ๆ

ฮองเฮานั่งจ้องมองกระจกอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งฟุบหน้าไปบนโต๊ะ

ไป๋จงแอบมาดูน้องเห็นฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะก็ค่อยๆอุ้มน้องกลับไปนอนบนเตียง ห่มผ้าให้อย่างห่วงใยแล้วก็นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงด้วยความรัก

เช้าตรู่ ไป๋จงกับไป๋จื่อฮัวแต่งตัวเข้าวังหลวงแต่เช้า เพราะสถานการณ์ภายในวังไม่ค่อยดีนัก ทั้งสองจึงต้องรีบไปคอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ฮองเฮาหลิวลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่นางทำก็คือก้มมองร่างกายตัวเอง เห็นมือเล็กๆคู่เดิมกับร่างกายที่ยังเป็นเพียงเด็กก็ได้แต่ถอนใจ

“คุณหนูตื่นแล้วจะล้างหน้าเลยไหมเจ้าคะ?” บ่าวถาม

ฮองเฮาหลิวหันไปมองแล้วก็พยักหน้า “เจ้าชื่ออะไร?”

บ่าวหันไปมองอย่างงงๆ “อะไรกันเจ้าคะคุณหนู? แกล้งทำลืมชื่อบ่าวแบบนี้ไม่ดีนะเจ้าคะ”

“ข้าถาม เจ้าก็ตอบ” ฮองเฮาหลิวดุ

บ่าวได้ยินน้ำเสียงดุทรงอำนาจก็นึกกลัวขึ้นมาซะเฉยๆ “เอ่อ…บ่าวชื่อเซี่ยวซินเจ้าค่ะ”

ฮองเฮาหลิงมองแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปที่อ่าง

เซี่ยวซินรีบเทน้ำใส่อ่างให้เจ้านาย

ฮองเฮาหลิววักน้ำล้างหน้าแล้วก็รับผ้าเช็ดหน้าจากเซี่ยวซินมาซับน้ำบนใบหน้า

ฮูหยินไป๋ฯเดินเข้ามา “อ้าว…ตื่นแล้วรึเฟิ่งหวง?”

ฮองเฮาหลิวมองตอบสีหน้าสงบนิ่ง

“หิวรึยังเฟิ่งหวง?” ฮูหยินเฟิ่งถามแล้วก็หันไปสั่งบ่าวว่า “ไปยกโจ๊กมาให้คุณหนูเร็ว อ่อ ยกของข้ามาที่นี่ด้วยเลยล่ะกัน วันนี้ข้าจะกินพร้อมเฟิ่งหวง”

“เจ้าค่ะ” เซี่ยวซินรับคำแล้วก็รีบเดินไปสั่งบ่าวคนอื่นต่อ

ฮูหยินไป๋ขยับเข้าไปประคองลูกสาว

ฮองเฮาหลิวเบี่ยงตัวออกแล้วก็นั่งลงที่เก้าอี้

เซี่ยวซินรีบยกอ่างน้ำไปเก็บ

ฮูหยินเฟิ่งมองท่าทีลูกสาวอย่างแปลกใจ แต่ก็ไม่พูดอะไร ทรุดตัวลงนั่งข้างลูกสาว

บ่าวยกอาหารเข้ามาวางบนโต๊ะแล้วก็ถอยออกไป

ฮูหยินไป๋รีบจับช้อนตักโจ๊กมาเป่าให้หายร้อนแล้วก็ป้อน “อ้าม…”

ฮองเฮาหลิวมองด้วยสายตาสงบนิ่ง “ข้าตักเองได้ ท่านไม่ต้องป้อนข้าหรอก ท่านก็กินของท่านเถอะ” นางบอกน้ำเสียงเรียบเฉยแล้วก็จับช้อนมาจากมืออีกฝ่าย

ฮูหยินไป๋ได้แต่มองลูกสาวอย่างประหลาดใจที่ลูกสาวที่เคยช่างออดอ้อนกลับมีท่าทางห่างเหินเย็นชาพูดจาเหมือนเป็นคนแปลกหน้า

ฮองเฮาหลิวกินโจ๊กอย่างเรียบร้อย ท่าทางอ่อนช้อยงดงาม

ฮูหยินจ้องมองลูกสาวอย่างประหลาดใจ

ฮองเฮาหลิวชะงักค้างที่ถูกจ้อง หันไปมองฮูหยินไป๋ “ท่านไม่กินหรือ?”

ฮูหยินสะดุ้ง “เอ่อ…กิน” แล้วนางก็ตักกินพลางเหลือบมองลูกสาวไปด้วย

พอกินเสร็จบ่าวก็ยกถ้วยยาบำรุงมาให้พร้อมกับถ้วยน้ำผึ้ง “ยาเจ้าค่ะ”

ฮองเฮาหลิวยกถ้วยยาขึ้นดื่มด้วยท่าทีสงบ พอดื่มหมดก็ดื่มน้ำอุ่นตาม

ฮูหยินได้แต่มองอย่างประหลาดใจ “วันนี้เฟิ่งหวงกินยาง่ายจัง ปกติกว่าเจ้าจะกินยาหมดแม่ต้องปะเหลาะแล้วปะเหลาะอีก”

ฮองเฮามองตอบด้วยสีหน้าสงบนิ่งไม่พูดอะไร นางลุกไปนอนที่เตียงเป็นการตัดบท จากที่ทบทวนข้อมูลเมื่อคืน ไป๋จื่อฮัวเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นมีตำแหน่งเป็นเจ้ากรมกองการศึกษา อีกทั้งยังเป็นราชครูให้องค์ชายและองค์หญิง มีฮูหยินไป๋เฟิ่งเหมยฮวาเป็นภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก ไม่มีอนุภรรยา มีลูกชายคนหนึ่งชื่อไป๋จง เป็นขุนนางขั้น 4 อยู่กองการศึกษาเช่นกัน ได้ข่าวว่ามีลูกสาวอีกคนชื่อไป๋เฟิ่งหวงร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เด็ก พ่อแม่จึงคอยประคบประหงมไม่ได้ออกสู่สังคม ใครๆต่างก็พากันพูดว่าขุนนางไป๋กลัวเมียจนไม่กล้ามีอนุภรรยา

เสียงฝีเท้าเดินมา ฮูหยินหันไปมองก็เห็นสามีเดินมาสีหน้าเคร่งเครียด “ฮูหยิน สั่งบ่าวไพร่ให้แต่งชุดไว้ทุกข์ให้องค์รัชทายาท เจ้าก็รีบไปเปลี่ยนชุดเสียเถอะ”

“อะไรกันเจ้าคะท่านพี่?” ฮูหยินงุนงง

“องค์รัชทายาทเสวยยาพิษฆ่าตัวตายตั้งแต่เมื่อคืน เพิ่งมีประกาศว่าทรงประชวรจนสิ้นพระชนม์เมื่อเช้านี่เอง ข้าถึงได้รีบกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดี๋ยวจะเข้าวังอีก” ไป๋จื่อฮัวบอก

ฮองเฮาหลิวลุกพรวดขึ้นนั่งทันทีที่ได้ยิน “หลงซัน!” นางตะโกนลั่นอย่างเสียใจสุดชีวิตแล้วก็หงายหลังสิ้นสติไป

ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียวด้วยความตกใจ

ฮูหยินถลาไปดูลูกทันที “เฟิ่งหวง!”

“ตามหมอเร็ว!” ไป๋จื่อฮัวตะโกนลั่น พร้อมกับถลันเข้าไปดูลูก

บ่าวไพร่วิ่งกันพรึ่บพรั่บ “ตามหมอๆๆ”

“เฟิ่งหวง เจ้าฟื้นซิ เฟิ่งหวง เจ้าอย่าเป็นอะไรไปอีกนะ” ฮูหยินเขย่าตัวลูกอย่างสติหลุด กลัวเหลือเกินว่าลูกจะไร้ลมหายใจอีกครั้ง

“ฮูหยิน ใจเย็นๆก่อน ลูกต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน” ไป๋จื่อฮัวจับตัวภรรยามากอดแล้วก็บอกว่า “นางยังหายใจอยู่ เจ้าดูซิ นางแค่เป็นลมไปเท่านั้น”

ฮูหยินซบหน้ากับอกสามี “ท่านพี่ข้ากลัวเหลือเกิน”

“นางต้องไม่เป็นอะไร เมื่อวานนี้นางก็ฟื้นจากความตายมาแล้ว ข้าเชื่อว่านางต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน” ไป๋จื่อฮัวปลอบใจภรรยา

ไป๋จงได้ยินเสียงเอะอะก็รีบวิ่งไปดูทั้งๆที่เพิ่งถอดชุดตัวนอกออก “เฟิ่งหวง” เขาถลันเข้าไปในห้อง ประชิดติดเตียงยื่นมือไปอังตรงปลายจมูก รับรู้ว่ายังมีลมหายใจก็เบาใจไปนิดนึง

เสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามา เป็นบ่าวกับหมอที่วิ่งมา

หมอมีท่าทางเหนื่อยหอบ

ทุกคนหันไปมองหมอเป็นตาเดียว

หมอรีบก้าวเข้าไปตรวจคนไข้ทันที

“ท่านต้องช่วยลูกข้าให้ได้นะ” ฮูหยินไป๋คาดคั้น

หมอพยักหน้าแล้วก็ลงมือจับชีพจร จากนั้นก็เปิดเปลือกตาคนไข้ตรวจอาการ แล้วก็หันไปพูดกับขุนนางไป๋ว่า “คุณหนูเพียงแต่เป็นลมไปเท่านั้นขอรับ อีกสักพักก็คงจะฟื้นขอรับ”

ทุกคนมีสีหน้าโล่งอก

หมอหันไปเปิดล่วมยาแล้วก็หยิบขวดกระเบื้องขวดเล็กๆขวดหนึ่งออกมา เปิดฝาขวดแล้วก็เอาไปอังจมูกคนไข้

คนไข้ค่อยๆรู้สึกตัวลืมตาขึ้น เห็นใบหน้าหมอเป็นคนแรก ถัดไปเป็นฮูหยินไป๋กับขุนนางไป๋ แล้วก็ไป๋จง

“เฟิ่งหวง เจ้าทำพี่ใจหายอีกแล้วนะ” ไป๋จงเอื้อมมือไปลูบหัวน้อง

ฮองเฮาหลิวขยับตัวลุกขึ้นนั่ง หมอกับฮูหยินไป๋รีบช่วยประคอง

สายตาเด็กสาวพุ่งตรงไปยังขุนนางไป๋ ถามด้วยน้ำเสียงเบาหวิวว่า “หลงซันตายแล้วจริงหรือ?”

ทุกคนตกใจที่เด็กสาวกล้าเรียกชื่อองค์รัชทายาท ซึ่งเป็นการลบหลู่เบื้องสูง มีโทษสถานหนักยิ่งนัก

“เฟิ่งหวง! เจ้าอย่าได้เรียกชื่อองค์รัชทายาทเช่นนี้อีกนะ! หากใครเอาไปพูดจนรู้ไปถึงราชสำนักเจ้าคงโดนลงโทษสถานหนักแน่” ไป๋จื่อฮัวดุลูกสาวเสียงดัง

ฮองเฮาหลิวถอนใจได้แต่ถามใหม่ว่า “องค์รัชทายาทตายแล้วจริงหรือ?”

ไป๋จื่อฮัวพยักหน้า “ตายแล้ว ทรงประชวรสิ้นพระชนม์กะทันหันเมื่อคืนนี้เอง” เขาไม่พูดถึงสาเหตุการตายที่แท้จริงเพราะมีหมอซึ่งเป็นคนนอกอยู่ด้วย อีกทั้งบ่าวไพร่ก็มายืนอออยู่นอกห้องเต็มไปหมด การจะพูดอะไรออกไปจึงต้องระมัดระวัง

น้ำตาค่อย ๆรินเป็นสายหยดลงบนเสื้อ ฮองเฮาหลิวในร่างไป๋เฟิ่งหวงเม้มปากกลั้นเสียงสะอื้นสุดฤทธิ์

เสียงบ่าวไพร่เริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นให้กับองค์รัชทายาทผู้หล่อเหลาแสนดีคนนั้น “โธ่ องค์รัชทายาทไม่น่าอายุสั้นเลย ยังทรงหนุ่มแน่นอยู่แท้ๆ”

“แล้วนี่ฮองเฮาไม่เสียใจแย่เลยรึ องค์หญิงหลงหลินตายไปเมื่อ 2 ปีก่อน มาบัดนี้ยังต้องมาสูญเสียองค์รัชทายาทไปอีก”

“ข้าว่าต่อไปฮ่องเต้คงแต่งตั้งอ๋องหลงเทียนเป็นรัชทายาทแน่ๆ”

เสียงบ่าวซุบซิบคุยกันจนไป๋จื่อฮัวต้องหันไปดุ “พวกเจ้าอย่าปากมาก! มีงานอะไรก็ไปทำกันซะ”

“ขอรับ” / “เจ้าค่ะ” แล้วบ่าวไพร่ก็รีบแยกย้ายกันไป

“อย่าร้องไห้ไปเลยนะเฟิ่งหวง เจ้าชื่นชมองค์รัชทายาทพี่เข้าใจดี แต่เจ้าอย่าได้เสียใจมากเกินไปนัก จะไม่ดีต่อสุขภาพของเจ้าเองรู้ไหม” ไป๋จงลูบหัวน้องปลอบใจ

“น่าเสียดายนัก องค์รัชทายาทไม่น่าสิ้นพระชนม์เร็วขนาดนี้เลย ยังหนุ่มยังแน่นอยู่แท้ๆ ยังไม่ทันได้แต่งพระชายาเลยด้วยซ้ำ อายุก็รุ่นราวคราวเดียวกับไป๋จง น่าสงสารจริงๆ” ฮูหยินไป๋รำพึงรำพันด้วยความสงสาร “แล้วนี่ฮองเฮาคงเสียพระทัยมากเลยใช่ไหมท่านพี่?” นางหันไปถามสามี

ไป๋จื่อฮัวได้แต่พยักหน้า เพราะมีหมออยู่ด้วยจึงไม่อาจจะพูดอะไรออกไปได้

“คุณหนูคงจะตกใจกับข่าวมากเกินไปก็เลยเป็นลม คุณหนูก็ต้องอย่าเสียใจมากเกินไปนะขอรับ ไม่งั้นจะเสียสุขภาพได้” หมอพูดแล้วก็เก็บขวดยาใส่ล่วมยา

“ขอบคุณท่านหมอที่รีบมา” ไป๋จื่อฮัวพูด

หมอปิดล่วมยาแล้วก็หันไปพูดกับไป๋จื่อฮัวว่า “ดีนะที่ข้าแวะมาตรวจคุณหนูก่อนไปที่อื่น ไม่งั้นกว่าข้าจะมาคงเสียเวลาไปหลายชั่วยามทีเดียว แต่คุณหนูไม่เป็นอะไรมากแล้ว ถึงข้าไม่มา แค่เป็นลมเดี๋ยวคุณหนูก็ฟื้นเองขอรับ”

“ยังไงก็ต้องขอบคุณท่านมากที่ใส่ใจ หากไม่มีท่านลูกข้าคงตายเสียตั้งแต่ยังเล็กแล้ว” ไป๋จื่อฮัวพูดอย่างสำนึกบุญคุณ

หมอโบกมือ “เรื่องเล็กน้อย ไม่อาจถือเป็นบุญคุณอะไร ท่านก็อย่าได้เกรงใจ ท่านตอบแทนข้ามากพอแล้ว เกินพอเสียด้วยซ้ำ” แล้วเขาก็พูดว่า “ข่าวองค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์ เช่นนั้นข้าคงต้องรีบกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดไว้ทุกข์แล้วล่ะ ข้าขอลาก่อนล่ะทุกท่าน” เขาพูดแล้วก็ค้อมตัวหยิบล่วมยาเดินออกไป

บ่าวคนหนึ่งรีบเดินตามไปส่งแขก

“เอาล่ะในเมื่อเฟิ่งหวงไม่เป็นอะไรแล้ว งั้นข้ากับลูกไปเปลี่ยนเสื้อก่อนล่ะ เจ้าก็ดูแลลูกไปนะฮูหยิน” ไป๋จื่อฮัวจับไหล่ภรรยาอย่างอ่อนโยนแล้วก็หันไปพูดกับลูกชายว่า “ไปเถอะจงเอ๋อร์ ยังต้องรีบเข้าวังไปดูสถานการณ์อีก”

“นั่นซิท่านพ่อ ฮองเฮาก็สิ้นพระชนม์แล้ว รัชทายาทก็สิ้นพระชนม์ ตระกูลหลิวก็ถูกประหารหมด เฮ้อ…ไม่รู้ต่อไปจะเป็นยังไงนะท่านพ่อ” ไป๋จงพูดแล้วก็เดินไป

“อะไรนะ! ฮองเฮาสิ้นพระชนม์แล้ว?” ฮูหยินไป๋ตกใจหันไปมองหน้าสามี

ไป๋จื่อฮัวพยักหน้า แล้วก็ก้มลงกระซิบว่า “เจ้าอย่าได้เอ็ดอึงไป ฮ่องเต้ทรงประทานยาพิษให้ฮองเฮาเสวยชดใช้ความผิด เรื่องนี้อีกสักพักคงจะประกาศออกมา”

“ตายจริง!” ฮูหยินไป๋ตกใจยกมือทาบอก

ฮองเฮาหลิวน้ำตารินกลั้นเสียงสะอื้น กำมือแน่นอย่างอาฆาตแค้น เรื่องที่หลงซันตายต้องไม่ใช่การฆ่าตัวตายแน่ๆ นางจะต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นคนฆ่าลูกชายของนาง เมื่อคืนนางยังนั่งคิดวางแผนจะพาลูกชายหนียังไงอยู่เลย แต่นางช้าไป ไม่คิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะลงมือเร็วขนาดนี้ หลงซันลูกแม่ เจ้าจงไปรอแม่อยู่ในปรโลกก่อนเถอะ แล้วแม่จะส่งพวกที่ฆ่าเจ้าตามไปทีหลัง รอก่อนนะหลงซัน แม่จะแก้แค้นพวกมันทุกคนแทนเจ้าเอง!

“ท่านพี่รีบไปเถอะ ไม่ต้องห่วงเฟิ่งหวงหรอก” ฮูหยินไป๋พูดแล้วก็กุมมือสามีอย่างให้กำลังใจ

ไป๋จื่อฮัวพยักหน้าแล้วก็เดินออกไป

ฮูหยินไป๋หันไปลูบหัวลูกสาวปลอบใจว่า “อย่าเสียใจนักเลยเฟิ่งหวง คนก็ตายไปแล้ว เจ้าควรจะใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากกว่ารู้ไหม เกิดเจ้าเป็นอะไรไปอีก แม่คงทำใจไม่ได้แน่ๆ” นางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาให้ลูก แต่พอได้เห็นสีหน้าลูกนางก็ตกใจ “เฟิ่งหวง…”

แววตาเจ็บแค้น สีหน้าอาฆาตแค้นดูน่ากลัว รังสีอำมหิตแผ่กระจายจากร่างเล็กจนคนเป็นแม่ขนลุกชันไปทั้งตัว มือที่จะซับน้ำตาชะงักค้างอยู่อย่างนั้น

เสียงเรียกทำให้ฮองเฮาหลิวรู้สึกตัว นางเห็นสีหน้าของฮูหยินไป๋ก็รีบล้มตัวลงนอน ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมทั้งตัว หากร่างนี้แข็งแรงดีนางคงวิ่งออกไปแอบลอบเข้าวังไปสืบข่าวด้วยตัวเองแล้ว แต่นี่ร่างของเด็กสาวยังอ่อนแอนักแรงจะลุกขึ้นยืนยังแทบไม่มี ก่อนจะลงมือแก้แค้นนางคงต้องรีบบำรุงร่างนี้ให้แข็งแรงก่อนเป็นอันดับแรก นี่คงเป็นโอกาสที่สวรรค์ประทานให้นางได้แก้แค้นคนที่ทำให้นางและตระกูลหลิวต้องสิ้นชีวิตกระมัง ยังมีลูกชายของนางอีกคน

ข้าสาบานต่อฟ้าดิน ข้าจะลากพวกมันทุกคนมาชดใช้หนี้เลือดในครั้งนี้ให้ได้!

หยาดน้ำตายังรินไหลไม่ขาดสาย ดวงตาเบิกโพลงอย่างอาฆาตแค้น ในเมื่อนางไม่เคยทำร้ายใคร แต่มีคนใส่ร้ายนางกับครอบครัวจนต้องพบจุดจบเช่นนี้ เช่นนั้นนางก็จะใช้โอกาสนี้แก้แค้นพวกมันทุกคนให้ได้รู้จักนรกที่แท้จริง รอก่อนเถอะ อย่าเพิ่งรีบตายหนีข้าไปเสียก่อนล่ะ!

ต้องขอบคุณลู่กงกงคนของนางที่ช่วยปลิดชีวิตนางไม่ให้ต้องทรมานนานนักเพราะยาพิษนั่น ตอนที่ลู่กงกงเข้ามาจับตัวนางก็แอบส่งรหัสลับถามนางด้วยความภักดีว่าจะให้ทำเช่นไร เพราะเขารู้ว่ายาพิษนั่นถูกสับเปลี่ยนไม่ใช่ยาที่จะทำให้ตายในทันที แต่เป็นยาที่จะทำให้ตายอย่างทรมาน

นางจึงส่งรหัสตอบขอให้เขาช่วยปลิดชีวิตนางในทันทีอย่าให้นางต้องตายอย่างทรมาน มือที่จับคอนางจึงกดลงบนหลอดลมแน่น ชั่วอึดใจเท่านั้นนางก็ได้ตายโดยไม่ทรมานนานนัก

ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจ readfree.in ค่ะ

ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ

และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

รอข้าก่อนเถอะเฉินกงกง!

Chapter 3 รอข้าก่อนเถอะเฉินกงกง!

ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ อีกไม่นานนักนางก็จะรู้อยู่แล้วว่าใครลงมือลอบปลงพระชนม์องค์หญิงหลงหลิน แต่แล้วก็ดันเกิดเรื่องใส่ร้ายว่านางเป็นกบฏจนทุกคนต้องตายหมด ข้อหากบฏว่านางคบค้ากับแคว้นหนานถิง โง่เง่าสิ้นดี! ฝ่าบาทก็ช่างโง่งมหลงเชื่อไปได้อย่างไร! นางเป็นถึงฮองเฮาผู้ยืนเหนือคนนับหมื่นอยู่ใต้คนๆเดียวจะโง่เง่าขายชาติตัวเองให้คนต่างแคว้นได้อย่างไรกัน! แต่หลักฐานทุกอย่างชัดแจ้งก็เพราะเฉินกงกงคนสนิทของนางเป็นผู้นำหลักฐานต่างๆถวายให้ฮ่องเต้เอง เจ้าคนทรยศนั่นนางไม่ปล่อยให้มันตายง่ายๆหรอก มันจะต้องอยู่ก็ไม่ได้ ตายก็ไม่อาจร้องขอ!

รอข้าก่อนเถอะเฉินกงกง!

หลังจากร่ำให้ด้วยความอาฆาตแค้นแล้ว นางก็ยกหลังมือปาดน้ำตาทิ้ง เปิดผ้าออกก็หันไปเห็นฮูหยินไป๋จ้องมองอยู่

สายตาของคนเป็นแม่มีแต่แววเป็นกังวล ทั้งรักทั้งห่วงใยไม่ผิดไปจากสายตาของนางที่เคยมองดูลูกสาวลูกชายเลยสักนิด เห็นสายตาเช่นนั้นแล้วนางก็ไม่อาจจะทำให้คนตรงหน้าต้องทุกข์ใจไปมากกว่านี้ได้อีก นางลุกขึ้นนั่งแล้วก็พูดว่า “ฮู…ท่านแม่ ข้าหิวแล้ว”

ฮูหยินไป๋พอได้ยินลูกพูดเช่นนั้นก็รีบหันไปตะโกนสั่งบ่าวว่า “พวกเจ้ารีบไปยกของกินมาเร็ว คุณหนูหิวแล้ว เร็วๆเข้าล่ะ”

“เจ้าค่ะ” บ่าวรับคำสั่งแล้วก็รีบโรงครัว

ฮูหยินหันไปมองลูกสาวแล้วก็พูดว่า “รอประเดี๋ยวนะลูก เดี๋ยวบ่าวก็ยกมาให้แล้ว” นางลูบหัวลูกสาวด้วยความรัก

ฮองเฮาหลิวยอมให้นางลูบหัวเพราะเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่เช่นเดียวกัน

“เดี๋ยวกินเสร็จแล้ว เจ้าก็เปลี่ยนไปใส่ชุดไว้ทุกข์นะลูก เดี๋ยวแม่จะให้บ่าวออกไปหาซื้อมาเพิ่มให้นะ ชุดเก่าที่เคยใส่เมื่อ 2 ปีที่แล้วเจ้าคงจะใส่ไม่ได้แล้วล่ะก็เจ้าโตขึ้นมากแล้วนี่น่า” ฮูหยินไป๋บอกแล้วก็ช่วยประคองลูก “มาลูก ไปนั่งที่โต๊ะนะ”

ฮองเฮาหลิวจับมือที่เริ่มมีริ้วรอยแล้วพูดว่า “ท่านแม่ไม่ต้องช่วยพยุงข้าหรอก ข้าลุกเองได้ อีกหน่อยข้าจะวิ่งให้ท่านดู”

“หากเจ้าออกไปวิ่งได้แม่จะดีใจมากเฟิ่งหวง” ฮูหยินไป๋ยิ้มอย่างดีใจที่ลูกเริ่มพูดจาอย่างให้ความสนิทสนมมากขึ้น แม้จะไม่เหมือนก่อนหน้าที่จะสิ้นลมหายใจแต่อย่างน้อยถ้อยคำและน้ำเสียงที่พูดก็ไม่ได้แข็งกร้าววางอำนาจอีกต่อไป

ไป๋เฟิ่งหวงลุกออกจากเตียงเดินไปนั่งที่โต๊ะ รู้สึกได้เลยว่าร่างกายนี้ช่างไร้เรี่ยวแรงเสียจริง เคยได้ยินว่าไป๋เฟิ่งหวงอ่อนแอตั้งแต่เล็กๆ ตอนนางยังเป็นฮองเฮาเคยได้ให้หมอหลวงไปตรวจให้อยู่สองสามครั้ง ซึ่งหมอหลวงก็รายงานว่าเป็นโรคหัวใจแต่กำเนิดไม่อาจรักษาได้ ทำได้เพียงให้ยาประคับประคองตามอาการเท่านั้น โธ่…สวรรค์หนอสวรรค์จะให้โอกาสนางได้แก้แค้นทั้งทีทำไมจึงให้นางมาอยู่ในร่างเด็กอ่อนแอแบบนี้เล่า?

ฮูหยินเดินตามไปนั่งข้างๆ รินน้ำชาใส่ถ้วยส่งให้ลูกสาว “เฟิ่งหวงดื่มน้ำชาสักหน่อยนะ เจ้าจะได้แข็งแรง”

“ขอบคุณฮู…ท่านแม่” ไป๋เฟิ่งหวงเกือบจะหลุดเรียกฮูหยินอยู่บ่อยครั้ง นางจะต้องรีบทำตัวให้คุ้นเคยกับครอบครัวนี้โดยเร็ว คนอื่นจะได้ไม่สงสัย

นางรับถ้วยชามายกขึ้นดม กลิ่นเกสรดอกบัวหลวงลอยมากระทบจมูก นี่คือชาเกสรดอกบัวหลวงมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ นางเรียนรู้เรื่องตำรายาสมุนไพรมาบ้างในชาติก่อน นางยกถ้วยขึ้นจิบทีละนิดๆจนหมดแล้วก็เอื้อมมือไปรินชาให้ตัวเองพร้อมกับรินให้ผู้เป็นแม่ด้วย

“ฮู…ท่านแม่ ชา”

“ขอบใจเฟิ่งหวง” ฮูหยินไป๋ยิ้มแล้วก็รับถ้วยชามายกจิบ

บ่าวไพร่ลำเลียงอาหารขึ้นโต๊ะแล้วก็ถอยไป

มีโจ๊ก ข้าวสวยแล้วก็ผัดผัก 3 จาน จานแรกเป็นผัดคะน้ากับเต้าหู้ จานที่สองเป็นผัดผักบุ้งกับเห็ดเข็มทอง จานที่สามเป็นผัดกุ่ยช่ายขาวกับเห็ดหอม

โจ๊กถูกวางตรงหน้าคุณหนูของบ้าน ส่วนข้าวกับกับข้าวถูกวางตรงหน้าฮูหยิน

ไป๋เฟิ่งหวงจ้องมองชามโจ๊กตาถลน แล้วก็หันไปมองอาหารของฮูหยิน เอ่อ…บ้านนี้ยากจนข้นแค้นถึงขนาดนี้เลยหรือไง?

“โจ๊กอีกแล้วเหรอ?” นางผลักชามโจ๊กออก “ไม่มีหมู ไก่ เนื้อบ้างเหรอ?”

“ลูกอยากกินอย่างอื่นเหรอ?” ฮูหยินหันไปมองท่าทางเบ้หน้าใส่ชามโจ๊ก “ก็ลูกบอกเองว่าชอบกินแต่โจ๊ก ไม่ยอมกินอย่างอื่นเลย บ่าวจึงต้มโจ๊กให้ทุกวัน ลูกก็ไม่เคยบ่นเลยสักนิด แม่คะยั้นคะยอให้ลูกกินอย่างอื่นบ้างลูกก็ไม่ยอมกินเองนี่น่า”

“งั้นวันนี้ข้าขอเปลี่ยนละกันเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่โจ๊กกับผัดผักแบบนี้” ไป๋เฟิ่งหวงยกชามโจ๊กไปตั้งไกลๆตัว

ฮูหยินมองแล้วก็ยิ้มขำ หันไปสั่งบ่าวว่า “ไปยกกับข้าวที่เตรียมไว้ให้นายท่านมาให้คุณหนูก่อนแล้วก็ทำเตรียมไว้ให้นายท่านใหม่ด้วยล่ะ”

“เจ้าค่ะ” บ่าวรีบเดินออกไป

ฮูหยินหันไปมองลูกสาวแล้วก็ยิ้มที่ลูกนึกอยากกินอย่างอื่นบ้าง นางกลัวว่าลูกจะเป็นโรคอดอาหารเพราะกินแต่โจ๊กนี่แหละ แต่ในเมื่อเจ้าตัวไม่ยอมกิน นางก็ไม่รู้จะบังคับลูกเช่นไร

บ่าวไพร่ลำเลียงอาหารมาใหม่ มีซุปไก่ เนื้อตุ๋นสมุนไพร ปลานึ่งแล้วก็ขาหมูตุ๋นน้ำแดง

ไป๋เฟิ่งหวงมองอาหารที่ยกมาใหม่อย่างพอใจ นางหยิบตะเกียบคีบเนื้อตุ๋นเข้าปากทันที รสชาติสู้พ่อครัวในวังไม่ได้แต่ก็ถือว่าอร่อยพอกินได้อยู่

“เป็นยังไง? อร่อยไหม?” ฮูหยินถามพลางมองลูกสาวด้วยความรัก

ไป๋เฟิ่งหวงหันไปมองตอบแล้วพยักหน้า พอเคี้ยวหมดปากนางก็ตอบว่า “อร่อย พอใช้ได้”

ฮูหยินยิ้มขำแล้วก็คีบผัดผักมากิน นางไม่แตะต้องเนื้อสัตว์บนโต๊ะเลยสักคำจนคนเป็นลูกแต่วิญญาณเป็นถึงฮองเฮาอดสงสัยไม่ได้

“เหตุใดท่านแม่จึงไม่กินเนื้อล่ะ?”

“แม่ตั้งใจกินเจก็เพื่อจะให้บุญกุศลที่แม่ทำไว้ช่วยให้เจ้าแข็งแรงไงเฟิ่งหวง” ฮูหยินยิ้มให้ลูก

“ข้าแข็งแรงแล้ว ต่อไปนี้ท่านแม่ก็เลิกกินเจเสียเถอะ” ไป๋เฟิ่งหวงบอกแล้วก็ตักปลานึ่งให้แม่

ฮูหยินไป๋ยิ้ม คีบปลาเข้าปากแล้วก็พุ้ยข้าวตามไป

สองแม่ลูกนั่งกินอาหารเสร็จแล้ว บ่าวก็ยกถ้วยชามไปเก็บ

บ่าวคนหนึ่งเดินเข้ามายื่นห่อผ้าให้ “ฮูหยิน เสื้อผ้าของคุณหนูเจ้าค่ะ”

ฮูหยินไป๋พยักหน้าแล้วก็หันไปเรียกบ่าวอีกคน “เซี่ยวซินพาคุณหนูไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็คอยดูแลคุณหนูให้ดีล่ะ ข้าเองก็ต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเหมือนกัน”

“เจ้าค่ะ” เซี่ยวซินรับคำสั่งแล้วก็มาช่วยพยุงตัวคุณหนูลุกขึ้น

ไป๋เฟิ่งหวงหันไปสั่งเพียงสั้นๆว่า “ไม่ต้อง ข้าเดินเองได้ เจ้าไปเตรียมน้ำให้ข้าอาบดีกว่า”

“เจ้าค่ะ” เซี่ยวซินรับคำ แล้วก็รีบไปเตรียมน้ำอุ่นให้คุณหนูอาบน้ำ

ฮูหยินไป๋มองลูกสาวอย่างวางใจแล้วก็เดินกลับเรือนตัวเองไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไว้ทุกข์

หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วฮูหยินไป๋ก็เดินไปคอยคุมบ่าวไพร่ในจวนให้ทำงานเป็นระเบียบเรียบร้อย

บรรยากาศโศกเศร้าปกคลุมไปทั้งเมืองหลวง แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่ยินดีกับข่าวซึ่งก็คือกลุ่มคนที่สนับสนุนพระสนมเย่เฟย ตัวพระสนมเองและพระโอรส

ไป๋เฟิ่งหวงอาบน้ำเสร็จแล้วก็สวมชุดไว้ทุกข์ นางก้มมองชุดที่ใส่แล้วน้ำตาก็รื้นขึ้นในดวงตา ไว้ทุกข์ให้ลูกตัวเอง ครอบครัวตระกูลหลิว และตัวนางเอง ฮองเฮาหลิวผู้ยิ่งใหญ่ แต่ต้องมาตายอย่างอนาถใจด้วยข้อหากบฏโง่เง่านั้น

ริมฝีปากซีดเหยียดยิ้มเยาะ สมเพชในชะตาชีวิตของตัวเองในชาติก่อนนัก ลูกสาวแม่ทัพใหญ่ต้องมาตายอย่างอนาถเพียงเพราะคนใกล้ตัวทรยศหักหลัง นางกรีดน้ำตาทิ้ง หมดเวลาสำหรับน้ำตาของนางแล้ว ต่อไปนี้คือเวลาคืนความแค้นกลับไปให้พวกมันทุกคน!

เซี่ยวซินมองคุณหนูด้วยความรู้สึกหวั่นกลัวลึกๆในใจ แววแห่งอำนาจฉายชัดอยู่บนเรือนร่างเล็กบอบบางแทบจะปลิวลม นางรู้สึกกลัวคุณหนูเสียยิ่งกว่านายท่านและฮูหยินเสียอีก ตั้งแต่คุณหนูฟื้นขึ้นมานางก็รู้สึกว่าคุณหนูของนางมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็บอกไม่ถูกว่าเปลี่ยนไปยังไง ทั้งๆที่คุณหนูก็ยังเป็นคุณหนูคนเดิม

แล้วคุณหนูของนางก็ก้าวเท้าออกจากห้องไป “เดี๋ยวคุณหนูรอข้าด้วยเจ้าค่ะ” นางรีบเดินตามไป “คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ?”

ไป๋เฟิ่งหวงหันไปมองแล้วตอบสั้นๆว่า “เดินเล่น”

เซี่ยวซินคิดว่าคุณหนูคงจะเดินเล่นชมนกชมไม้หน้าเรือนเท่านั้น แต่นี่นางเดินตามคุณหนูจนไปถึงเรือนใหญ่ คงจะมาอ้อนฮูหยินเหมือนเคยนั่นแหละ พอจะขยับเข้าไปช่วยประคองก็เจอคำพูดสั้นๆว่า “ไม่ต้อง” กับสายตาดุจนนางไม่กล้าขัดใจได้แต่เดินตามคุณหนูไปติดๆ

ไป๋เฟิ่งหวงหยุดหน้าเรือนใหญ่มองสำรวจสภาพแวดล้อมครู่หนึ่งแล้วก็ก้าวเท้าเดินต่อไป

เซี่ยวซินได้แต่เดินตามไป “คุณหนูจะไปไหนเจ้าคะ?”

“เดินเล่น” ปากซีดหันไปตอบแล้วก็ก้าวเท้าเดินต่อไป การเดินเล่นของนางก็คือการเริ่มต้นออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูร่างนี้ให้แข็งแรง ทุกย่างก้าวนางก้าวอย่างมั่นคงสง่างาม กริยาสมกับที่เคยเป็นถึงฮองเฮาผู้ยิ่งใหญ่แห่งวังหลัง

จวนแห่งนี้มีเรือน 9 หลัง เรือนแรกคือเรือนรับแขกอยู่ด้านหน้าติดกับประตูทางเข้าใหญ่ด้านหน้า เรือนที่สองและสามคือเรือนรับแขก เรือนที่สี่คือเรือนของไป๋จง แล้วก็เรือนใหญ่เป็นเรือนที่ห้า เรือนที่หกคือเรือนของไป๋เฟิ่งหวง อีกสามเรือนก็คือโรงครัวและเรือนบ่าวไพร่ แยกเป็นเรือนชายและหญิงอยู่ติดกับประตูด้านหลัง มีเวรยามยืนคุมอยู่ที่ประตูด้านละสองคนเท่านั้น ดูการคุ้มกันแล้วช่างหล่ะหลวมยิ่งนักในสายตาลูกสาวแม่ทัพ นางคงต้องปรับปรุงการคุ้มกันเป็นอันดับแรกซินะ

หลังจากเดินจนทั่วทั้งจวนแล้วนางก็เดินกลับเรือนตัวเอง

เซี่ยวซินได้แต่มองอย่างประหลาดใจที่วันนี้คุณหนูเดินเล่นเสียรอบจวน นางรีบรินน้ำชาให้ “คุณหนู น้ำชาเจ้าค่ะ”

“ขอบใจ” ไป๋เฟิ่งหวงรับถ้วยน้ำชามาจิบพลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก ดูซิแค่เดินนิดเดียวยังเหนื่อยเสียขนาดนี้ นี่แสดงว่าเด็กน้อยไป๋เฟิ่งหวงไม่เคยออกแรงเลยสักนิดแน่นอน “เซี่ยวซิน เอากระดาษกับพู่กันมา”

“เจ้าค่ะ” เซี่ยวซินรีบไปหยิบกระดาษกับพู่กันให้แล้วก็จัดแจงฝนหมึกให้เพราะคิดว่าคุณหนูคงอยากวาดรูปขีดเขียนอักษรเล่นเหมือนเคย

มือบางจับพู่กันจุ่มหมึกแล้วก็ลากปราดๆลงบนกระดาษ เป็นแผนผังจวนแห่งนี้และตำแหน่งที่ควรจะจัดเวรยามและกำลังทหาร

เซี่ยวซินได้แต่มองอย่างไม่เข้าใจ คุณหนูวาดรูปอะไรก็ไม่รู้ เพราะทุกทีจะวาดเป็นรูปต้นไม้ดอกไม้

ดวงตากลมโตจ้องมองแผนผังอย่างพอใจแล้วก็วางพู่กันลง รอจนหมึกแห้งแล้วจึงม้วนเก็บ “เซี่ยวซิน เก็บ”

“เจ้าค่ะ” เซี่ยวซินเก็บพู่กัน เก็บหมึกกับกระดาษทันที

“เซี่ยวซินห้องหนังสืออยู่ที่ไหนหรือ?” ไป๋เฟิ่งหวงถามเพราะอยากรู้ว่าในจวนนี้มีหนังสืออะไรให้นางได้อ่านบ้าง

“ห้องหนังสือก็อยู่ที่เรือนใหญ่ซิเจ้าคะ คุณหนูอย่าชอบแกล้งทำเป็นลืมซิเจ้าคะ ทำแบบนี้บ่าวใจคอไม่ดีนะเจ้าคะ” เซี่ยวซินคิดว่าคุณหนูแกล้งจึงไม่ได้ใส่ใจ

“ข้าจะไปห้องหนังสือ” ไป๋เฟิ่งหวงบอกแล้วก็ถือม้วนกระดาษไปด้วย

เซี่ยวซินรีบเก็บของแล้วก็รีบวิ่งตามไป

เมื่อไปถึงห้องหนังสือ ไป๋เฟิ่งหวงก็วางม้วนกระดาษรวมไว้กับกองเอกสารบนโต๊ะ เจตนาคือต้องการให้ไป๋จื่อฮัวเห็นแผนผังนี้แล้วจัดเวรยามตามที่นางวางแผนไว้ จากนั้นก็เดินไปดูหนังสือบนชั้นซึ่งมีอยู่มากมายใกล้เคียงกับกองการศึกษาเพราะไป๋จื่อฮัวนั้นชอบอ่านหนังสือมากจึงสะสมหนังสือไว้มากมายทั้งซื้อหามาและคัดลอกมาจากกองการศึกษา หากเล่มไหนที่เขามีแต่กองการศึกษาไม่มีเขาก็จะให้คนคัดลอกแล้วนำไปไว้ที่กองฯ

แต่แล้วไป๋เฟิ่งหวงก็สะดุดสายตาเข้ากับชั้นหนังสือด้านในสุดซึ่งเป็นหนังสือภาษาต่างชาติต่างภาษาของชนผิวเผือกตาน้ำข้าว ตอนเด็กๆนางเคยติดตามท่านพ่อหลิวไปยังเมืองแถบชายทะเลแล้วบังเอิญได้ช่วยชนผิวเผือกซึ่งเรือแตกมาเอาไว้คนนึง ชายผิวเผือกจึงตอบแทนบุญคุณด้วยการสอนคุณหนูหลิวฟังพูดอ่านเขียน ภาษาของตัวเอง จนกระทั่งเด็กน้อยแตกฉานในภาษานั้น หลังจากนั้นหลายเดือนต่อมาชายผิวเผือกคนนั้นก็ป่วยตายด้วยโรคฝีในท้องตามที่หมอในเมืองนั้นวินิจฉัย

มือบางหยิบหนังสือมาเปิดอ่านทีละหน้า แล้วก็ถือหนังสือเล่มนั้นติดมือกลับไปนั่งอ่านที่เรือนตัวเอง

เซี่ยวซินได้แต่มองดูคุณหนูอย่างไม่เข้าใจ อ่านหนังสืออะไรก็ไม่รู้ ตัวอักษรยึกยือไม่เห็นจะเข้าใจสักนิด นางรู้หนังสือเพียงแค่ตัวเลขบวกลบหลักสิบเท่านั้นเอาไว้ใช้ยามไปจ่ายตลาดไม่ถูกพ่อค้าโกงเงินทอน

จนกระทั่งบ่ายกว่าๆ ไป๋จื่อฮัวกลับมาถึงบ้านก็ตรงไปดูอาการลูกสาวก่อนเป็นอันดับแรก เห็นบ่าวประจำตัวลูกสาวปัดกวาดเช็ดถูอยู่หน้าเรือนก็ถาม “คุณหนูล่ะ?”

เซี่ยวซินรีบโค้งทำความเคารพ “อยู่ในห้องเจ้าค่ะ”

ไป๋จื่อฮัวก็เดินเข้าไปข้างในทันที เขาเห็นลูกสาวกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะ ไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัวเลยสักนิดจึงขยับเข้าไปชะโงกมอง เห็นลูกสาวกำลังอ่านหนังสือของชนเผ่าผิวเผือกตาน้ำข้าวอย่างขะมักเขม้นก็ประหลาดใจ นี่เฟิ่งหวงอ่านหนังสือพวกนี้ออกด้วยหรือ? ตัวเขาเองยังอ่านไม่ออกเลย แต่เห็นเป็นภาษาต่างถิ่นต่างแดนจึงซื้อเก็บไว้เท่านั้น

“อ่านอะ…” เขาทักได้เพียงเท่านั้น พลันร่างบอบบางก็สะดุ้งเฮือกอย่างตกใจ มือบอบบางเรียวเล็กตวัดฟาดใส่คนข้างหลังตามสัญชาตญาณ ผั่วะ!

“โอ๊ย!” เขาเซถอยหลังไปสองก้าว แรงกำปั้นเล็กๆที่สะบัดต่อยเข้าลิ้นปี่แม้จะไม่รุนแรงนักแต่ก็ทำเอาเจ็บได้เหมือนกัน

ไป๋เฟิ่งหวงหันไปมองแล้วก็ตกใจ “ขุนนางไป๋!” นางรีบลุกไปจับแขนเขา ความจะแตกไหมหนอ? แล้วก็รีบกลบเกลื่อนว่า “ท่านมาเงียบๆข้าตกใจหมด”

ไป๋จื่อฮัวมองลูกสาวอย่างประหลาดใจในปฏิกิริยาโต้ตอบที่เหมือนคนเคยฝึกวรยุทธ์มา แต่ลูกของเขาไม่เคยฝึกการวรยุทธ์เลยสักนิดนางจะต่อสู้เป็นได้อย่างไร คงเป็นเพราะไป๋จงชอบแกล้งน้องบ่อยๆแน่เลย นางจึงโต้ตอบโดยไม่รู้ตัว

“พ่อไม่เป็นไรๆ” เขารีบพูดเมื่อเห็นสีหน้าลูกสาวไม่ค่อยดี กลัวว่านางจะตกใจจนอาการกำเริบอีก

ดวงตากลมโตมองสำรวจท่าทางคนเป็นพ่อแล้วก็ลอบถอนหายใจ

“ว่าแต่เจ้าไปเอาหนังสือนี้มา อ่านออกหรือ?” ไป๋จื่อฮัวชี้ไปที่หนังสือบนโต๊ะ

ไป๋เฟิ่งหวงรีบส่ายหน้า “ไม่ออก ข้าเห็นมันแปลกตาเลยเอามาดู ท่านคงไม่ว่าอะไรข้าใช่ไหม?”

ไป๋จื่อฮัวเดินเข้าไปลูบหัวลูก “พ่อจะว่าอะไรล่ะ เจ้าใฝ่ศึกษาก็ดีอยู่แล้ว”

ไป๋เฟิ่งหวงมองมือที่ลูบหัว นึกอยากจะขยับหัวออก แต่กระแสอบอุ่นนั้นทำให้ไม่อาจขยับได้เลยสักนิด เหมือนตอนที่ท่านพ่อนางลูบหัวไม่มีผิด “ท่านพ่อ” หยาดน้ำตาเอ่อคลอเมื่อคิดถึงคนที่ลาลับไปแล้วอย่างกลั้นไม่อยู่

ไป๋จื่อฮัวยิ้ม ขยับเข้าไปปาดน้ำตาให้ “ร้องไห้ทำไมรึลูกพ่อ? พ่อยังไม่ได้ดุเจ้าซักคำ”

ไป๋เฟิ่งหวงโถมกอดอีกฝ่ายเมื่อเห็นใบหน้าคนที่อยู่ในความคิดถึงทับซ้อนกับคนตรงหน้า “ท่านพ่อ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน”

“พ่อก็คิดถึงเจ้าเช่นกัน” ไป๋จื่อฮัวกอดร่างเล็กลูบหัวลูบหลังด้วยความรัก

ไป๋เฟิ่งหวงร้องไห้อย่างกลั้นไม่อยู่

ไป๋จงเดินเข้ามาดูน้องเห็นพ่อกำลังกอดคนขี้แยก็แซวว่า “จะอ้อนขออะไรพ่ออีกเหรอเฟิ่งหวง?”

ไป๋เฟิ่งหวงรีบเช็ดน้ำตา แล้วก็ถอยห่างจากบุรุษตรงหน้าอย่างเก้อเขิน ถึงแม้เขาจะเป็นพ่อของไป๋เฟิ่งหวง แต่สำหรับนางซึ่งเป็นฮองเฮา อายุอ่อนกว่าเขาเพียงไม่กี่ปีเอง ปล่อยให้เขากอดได้อย่างไร? แย่จริงๆเชียว นางหันไปจ้องไป๋จงอย่างไม่ค่อยชอบใจ เจ้าเด็กปากมาก!

“สถานการณ์ในวังเป็นยังไงบ้างเหรอ?” นางถามไป๋จื่อฮัว

“เจ้ายังเด็ก จะรู้ไปทำไมเฟิ่งหวง เรื่องของผู้ใหญ่ไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอก” ไป๋จงว่าแล้วก็เดินมาลูบหัวน้องสาวอย่างเอ็นดู

ไป๋เฟิ่งหวงจ้องเขม็ง สายตาดุวาบ “อย่าคิดว่าข้าเป็นแค่เด็ก สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ค่อยดีนัก ขุน…ท่านพ่อเป็นราชครูให้หลง…องค์รัชทายาท เจ้า…ท่านพี่คิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะปล่อยท่านพ่อไปหรือ คงจะไม่เคยได้ยินคำที่ว่า…ขุด…ราก…ถอน…โคน…ซินะ” นางจงใจเน้นช้าๆทีละคำให้คนทั้งสองซึมซับความหมาย

“แต่ท่านพ่อก็เป็นราชครูให้อ๋องหลงเทียนเช่นกัน หากจะมีการขุดรากถอนโคนอย่างที่เจ้าว่าก็ไม่น่าจะขุดพวกเราหรอกมั้ง จริงไหมท่านพ่อ?” ไป๋จงแย้ง

“ก็ไม่แน่” ไป๋จื่อฮัวพูดอย่างหนักใจ “ขนาดฮองเฮายังโดนโทษกบฏได้ นับประสาอะไรกับพวกเรามดปลวกตัวเล็กๆที่ดันไปอยู่บนลานการต่อสู้ของเสือสองตัวจะไม่พลอยโดยลูกหลงบี้แบนไปด้วยล่ะ”

ไป๋จงหน้าเสีย

“ป่วย อาการหนัก ลาออกจากตำแหน่ง จึงจะรอดจากการโดนเหยียบ” ไป๋เฟิ่งหวงแนะทางออกให้

ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจ readfree.in ค่ะ

ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ

และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...