โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แบงก์ชาติชี้ “นครสวรรค์” Transform สู่มหานครเหนือตอนล่าง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ม.ค. 2567 เวลา 03.14 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. 2567 เวลา 03.13 น.

กระแสของ 4 สายน้ำ ปิง วัง ยม น่าน บรรจบกันที่เมืองปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ กลับกลายเป็นกระแสการฟื้นความเป็นเมืองชุมทางเศรษฐกิจในรอบสองทศวรรษ ภาพจำเดิมคือเมืองแห่งเกษตรกรรมที่อิงอยู่บนฐานของข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และการประมง อัตลักษณ์วัฒนธรรมการค้าของ “เมืองมังกรปากน้ำโพ” คือ การค้าขายโดยอาศัยการเป็นศูนย์รวมด้านการขนส่งทั้งทางน้ำ-ทางบกมายาวนาน แต่วันนี้การ Transform เมืองครั้งใหม่มีปัจจัยการกระตุ้นที่น่าสนใจ

ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างถนนที่สามารถเชื่อมปีกเศรษฐกิจ ผ่านโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายแม่สอด ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ ที่สามารถต่อเชื่อมกับประเทศเมียนมา และเส้นทางรถไฟไปยังอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เชื่อมกับทาง สปป.ลาวในอนาคต รวมถึงการมีรถไฟความเร็วสูงขึ้นสู่ภาคเหนือ

ปรากฏการณ์ในช่วงระยะ 2 ปี (ปี 2565-2566) ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในอนาคตของเมืองปากน้ำโพ จากการหลั่งไหลของกลุ่มทุนที่เข้ามาปักฐานลงทุนกันอย่างคึกคัก

ล่าสุด เมื่อเร็ว ๆ นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ เปิดเวทีสัมมนาวิชาการสัญจร ประจำปี 2566 “ยกระดับเศรษฐกิจ สู่การพัฒนาภาคเหนือตอนล่างอย่างยั่งยืน” ที่จังหวัดนครสวรรค์ และพบปะพูดคุยกับนักธุรกิจในจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมฉายภาพให้เห็นทุกมิติ ว่าปัจจัยใดที่ทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดนครสวรรค์เติบโตอย่างก้าวกระโดด

ศูนย์กลาง Ld.เหนือตอนล่าง

นางพรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เศรษฐกิจจังหวัดนครสวรรค์มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของภาคเหนือ รองจากเชียงใหม่และกำแพงเพชร ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ไม่มากนัก เนื่องจากไม่ได้พึ่งพิงภาคการท่องเที่ยวสูงเช่นจังหวัดในภาคเหนือตอนบน แต่ขับเคลื่อนด้วยภาคเกษตร 30% อุตสาหกรรม 17% ค้าส่งและค้าปลีก 14%

ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจจังหวัดนครสวรรค์และภาคเหนือตอนล่างอยู่ในทิศทางฟื้นตัว สะท้อนจากรายได้เกษตรกรที่ยังขยายตัวได้ แม้ชะลอลงบ้าง ตามผลผลิตพืชหลัก ได้แก่ ข้าวนาปี และอ้อยโรงงานที่ลดลงจากปีก่อน หลังประสบกับภาวะฝนทิ้งช่วงและมีปริมาณน้อยกว่าปีก่อนในช่วงต้นฤดูเพาะปลูก ด้านราคาพืชหลักขยายตัวดีตามผลผลิตที่ลดลง ประกอบกับมีอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะราคาน้ำตาลล่วงหน้าที่ปรับสูงขึ้น ตามผลผลิตอ้อยอินเดีย ที่ทั้งลดลงและระงับการส่งออก ด้านการบริโภคปรับดีขึ้นจาก pent-up demand และในหมวดภาคบริการตามการท่องเที่ยวที่ปรับดีขึ้น

ปัจจัยหนุนศักยภาพเมือง

นางพรวิภา กล่าวว่า พื้นที่นครสวรรค์เป็นแหล่งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำ และเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ ส่งผลให้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ นำมาต่อยอดในการทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคเกษตรและธุรกิจเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงได้ แม้ว่าพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์จะเป็นแหล่งธรรมชาติและเป็นพื้นที่ต้นน้ำที่มีความสมบูรณ์ แต่ยังมีพื้นที่เกษตรสัดส่วนถึง 70% ที่เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุนศักยภาพของเศรษฐกิจของจังหวัดนครสวรรค์ ได้แก่ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร หากจะผลักดันพื้นที่นี้ให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนวัตถุดิบป้อนโรงงาน จำเป็นต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ระบบชลประทานดีขึ้นและทั่วถึง

นครสวรรค์

โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.ตากฟ้า อ.ตาคลี และ อ.ท่าตะโก ซึ่งมักได้รับผลกระทบจากภาวะแล้ง เกษตรกรส่วนใหญ่ยังทำเกษตรแบบดั้งเดิม อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ขาดแหล่งกักเก็บน้ำ และการเจาะบ่อบาดาลมีต้นทุนสูง รวมถึงการสนับสนุนการทำการเกษตรแบบ smart farming ที่ใช้เทคโนโลยีช่วยในการบริหารจัดการเกษตรกรรมซึ่งรวมถึงการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

2.การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการลงทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่ อาทิ ระบบขนส่ง เช่น การเพิ่มรถไฟรางคู่ เส้นทางรถไฟสายใหม่ (รถไฟสายปากน้ำโพ-แม่สอด) รวมถึงพิจารณาวางระบบขนส่งและผังเมืองให้ครบทั้ง supply chain เพราะนักลงทุนอยากลงทุน แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะติดข้อจำกัดด้านกฎหมายผังเมือง

และ 3.การสนับสนุนและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ อาทิ ปัจจุบันแหล่งท่องเที่ยว unseen จ.นครสวรรค์ เช่น พาสาน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้จากภาคเอกชนในท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจท่องเที่ยวมีโอกาสเติบโต และส่งผลเชิงบวกต่อยอดไปยังการบริโภค การลงทุน และการเติบโตโดยรวมของจังหวัดต่อไป

ทุนส่วนกลางพลิกโฉมเมืองใหม่

นางพรวิภา กล่าวต่อว่า นครสวรรค์ถือเป็นอีกหนึ่งในจังหวัดของภาคเหนือที่มีศักยภาพในการรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา (ปี 2560-2565) จะเห็นว่ามีการขยายตัวของความเป็นเมืองในจังหวัดนครสวรรค์อย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากข้อมูลดาวเทียมที่แสดงการขยายตัวของพื้นที่สิ่งปลูกสร้างกว่า 14 ตารางกิโลเมตร (+0.07%) เพิ่มมากเป็นอันดับ 2 ของจังหวัดในภาคเหนือตอนล่าง รองจาก จ.เพชรบูรณ์ (อันดับ 5 ของภาคเหนือ)

โดยจะเห็นว่าในพื้นที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ทั้งกลุ่มการค้า (ห้างเซ็นทรัล) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (โครงการศุภาลัย) กลุ่มอุตสาหกรรมอย่าง โรงงานน้ำตาล และโรงงานนมขนาดใหญ่ รวมถึงโครงการ “นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์” Bio Hub ครบวงจรแห่งแรกของไทยที่เกิดจากการร่วมทุนของกลุ่มบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม GGC และกลุ่มบริษัท เกษตรไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS รวมเป็นกลุ่มบริษัท GGC KTIS Bio Industrial Company Limited (GKBI)

และขณะนี้กำลังลงทุนระยะที่ 2 ในพื้นที่ 2,000 ไร่ ซึ่งเกิดจากการร่วมทุนของ GKBI และ NatureWorks ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนำไปสู่การใช้เทคโนโลยีเพื่อต่อยอดการเป็นเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต เพิ่มโอกาสการจ้างงานในพื้นที่และทำให้เกิดกิจกรรมใหม่ ๆ ทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ทุนภูธรปรับตัวรับความท้าทาย

นางพรวิภา กล่าวว่า ปัจจุบันทุนท้องถิ่นในนครสวรรค์กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้านที่เปรียบเสมือนคลื่นลูกใหญ่ที่สั่นคลอนการอยู่รอดของธุรกิจ หากไม่สามารถต้านทานกระแสได้ ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างเป็นวงกว้าง (Digital Disruption) และความพยายามในการหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาผลกำไรที่สูงที่สุด และการดูแลสิ่งแวดล้อมตามแนวคิดเรื่องความยั่งยืน (Sustainability)

ดังนั้นการปรับตัวคือทางรอดของภาคธุรกิจเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและสามารถดำเนินธุรกิจต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ได้แก่ 1.การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต 2.การพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มคุณภาพสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

3.การหาพันธมิตรกับผู้ประกอบการรายอื่น (Partnership) ที่สนับสนุนหรือต่อยอดจากธุรกิจเดิม โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินจำนวนมาก แต่เป็นการลงทุนด้านอื่น เช่น การพัฒนาทักษะสำคัญในการทำงาน (Know-How) และ 4.การปรับตัวไปพร้อมกับคู่ค้าตลอดห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) เช่น การให้ความรู้และช่วยเหลือคู่ค้าในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพและยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...