โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ถอดบทเรียน “Ticketmelon” จิ๊กซอว์ธุรกิจ “อีเวนต์-คอนเสิร์ต”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 ก.พ. 2567 เวลา 08.22 น. • เผยแพร่ 29 พ.ย. 2566 เวลา 04.19 น.

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

นอกจากโชว์สุดตระการตา แสงสีเสียงที่จัดเต็ม และพลังการสนับสนุนของแฟนคลับจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจคอนเสิร์ตและอีเวนต์ประสบความสำเร็จแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “ticket service provider” หรือผู้ให้บริการจำหน่ายบัตรเสมือนจิ๊กซอว์เชื่อมองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการจัดอีเวนต์เข้าด้วยกัน

อีกหนึ่งในผู้ให้บริการที่คอคอนเสิร์ตคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มี “Ticketmelon” แพลตฟอร์มจองบัตรเข้าชมและผู้ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังอีเวนต์ดังมากมาย เช่น Wonderfruit Festival, การแข่งขันมวยไทยที่เวทีมวยราชดำเนินเป็นต้น

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “ภานุพงศ์ เตชะไพบูลย์” ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง Ticketmelon หลากหลายแง่มุมจากโปรเจ็กต์ก่อนเรียนจบสู่เทคสตาร์ตอัพดาวรุ่ง ที่เกือบไม่รอดในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา

จุดเริ่มต้นแก้เพนพอยต์ใกล้ตัว

“ภานุพงศ์” เล่าว่าช่วงที่กำลังเรียนมีโอกาสไปงานคอนเสิร์ต และอีเวนต์หลายแห่ง พบว่างานเหล่านี้ยังใช้ระบบการขายบัตรแบบเขียนใส่กระดาษเพราะผู้ให้บริการที่มีอยู่ในขณะนั้นมีไม่กี่ราย และเป็นรายใหญ่ทั้งหมด จึงมองว่ายังมีพื้นที่ทางธุรกิจสำหรับโซลูชั่น หรือแพลตฟอร์มบางอย่างเข้ามาเติมเต็มช่องว่างได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง Ticketmelon ตั้งแต่ยังเรียนปี 3

“ผมมีโอกาสคุยกับคุณพ่อของเพื่อนที่ทำสตูดิโอ Benetone Films เพื่อปรึกษาเรื่องการทำวิดีโอสั้นในการนำไอเดียไปพิตช์หาทุน พอได้ฟังก็สนใจไอเดีย เขามีกองทุนส่วนตัวร่วมกับนักลงทุนอีก 2-3 ท่านอยู่แล้วจึงได้เงินก้อนแรกมาสร้างธุรกิจนี้”

ช่วงแรกของการเริ่มต้น ตนกับผู้ก่อตั้งอีกคนนั่งทำ mock up บนกระดาษ 60-70 หน้า เพื่อเอาไปสอบถามผู้จัดงาน 7-8 ราย ว่าถ้ามีระบบแบบนี้จะสนใจใช้ไหม หรือพึงพอใจแค่ไหน จากเต็ม 10 สรุปออกมาได้คะแนน 8.5 ซึ่งผู้จัดงานกลุ่มนี้ก็ยังเป็นลูกค้าเราจนถึงปัจจุบัน

“เราให้บริการ ต.ค.-พ.ย. 2558 เริ่มจากงานดนตรีเล็ก ๆ มีผู้ชมหลักร้อยคนต้องจัดการงานหลังบ้านเองทุกอย่าง เพราะทีมยังมีไม่กี่คน”

ช่วง 2-3 ปีแรกบริษัทยังไม่มีกำไรเลย แต่สำหรับเขาสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การหาเงิน แต่เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับทีมงาน

“ทุกคนที่ผมดึงมาร่วมงานด้วยโตกว่า มีประสบการณ์มากกว่าผมอย่างน้อย 3-4 ปี เคยทำงานในบริษัทใหญ่มาแล้ว แต่ผมเป็นแค่เด็กจบใหม่ที่อยากทำธุรกิจของตนเอง ผมต้องทำสไลด์ไว้พิตช์ให้คนมาสมัครงานด้วย ช่วงแรกผมใช้เวลาปฐมนิเทศพนักงานใหม่ 3 ชั่วโมง เพราะต้องการให้เขาเห็นภาพในสิ่งที่เราทำจริง ๆ”

มากกว่าแพลตฟอร์ม “กดบัตร”

แม้หลายคนจะมีภาพจำว่า Ticketmelon เป็นแพลตฟอร์มจองบัตรสำหรับเข้าชมอีเวนต์ต่าง ๆ แต่ปัจจุบันขยับขยายการบริการครอบคลุมระบบหลังบ้านการจัดงานอีเวนต์ทั้งหมด แบ่งธุรกิจเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก Ticketing บริการจองตั๋วออนไลน์

“ภานุพงศ์” บอกว่าแต่ละปี มูลค่าบัตรที่จำหน่ายให้ลูกค้า (gross merchandise value) เกิน 1 พันล้านบาท เป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนใหญ่ที่สุด โดยมีรายได้จากส่วนแบ่งรายได้ของการจำหน่ายบัตรตามแต่จะตกลงกับผู้จัดงาน ส่วนถัดมาคือ In-Event Services หรือบริการวางระบบหลังบ้านให้กิจกรรมต่าง ๆ ในงาน เช่น นำเทคโนโลยี RFID/NFC หรือ QR Code มาใช้กับสายรัดข้อมือ ป้ายคล้องคอ และบัตรเข้างาน เพื่อสแกนซื้อสินค้า หรือเป็นระบบสแกนการเข้าร่วมกิจกรรมในบูทต่าง ๆ

ส่วนสุดท้ายเป็นบริการถ่ายทอดสดงานอีเวนต์ผ่านระบบสตรีมมิ่ง

“หนึ่งในสิ่งที่ Ticketmelon ยึดถือมาตลอดตั้งแต่เริ่มธุรกิจ คือไม่ทำอีเวนต์แข่งกับลูกค้า เรามาพร้อมแนวคิดที่เรียกว่า empower organizer ที่ต้องการให้ผู้จัดงานมั่นใจกับการจัดงานของตนเอง ไม่ว่าจะสเกลเล็กหรือใหญ่ การที่เราเป็นเพียงผู้ให้บริการหลังบ้าน ทำให้เราสามารถลงทุนเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาโซลูชั่นซัพพอร์ตความต้องการของลูกค้าได้”

จากการขายตั๋วต่อยอดมายังธุรกิจ in-event ที่มีการจัดเก็บข้อมูลพฤติกรรมของผู้ที่เข้ามาร่วมงานเพื่อช่วยลูกค้าวางแผนการทำงาน เช่น เมื่อเห็นว่าวันแรกไม่ค่อยมีคนเข้าชมโซน A วันถัดมาจะจัดสรรทราฟฟิกการเดินชมงานใหม่ หรือเพิ่มการโปรโมตงานมากขึ้นก็ได้

บทเรียนล้ำค่าจาก “โควิด-19”

หลังจากเริ่มต้นในปี 2558 Ticketmelon เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งปี 2562 ขยายไปต่างประเทศ แต่ฝันร้ายที่เรียกว่า “โควิด-19” หยุดทุกอย่างส่งผลกระทบโดยตรงกับบริษัท จึงต้องเริ่มหาวิธีเอาตัวรอด ทั้งยกเลิกแผนการเช่าออฟฟิศ และลดจำนวนพนักงานลง

ในช่วงโควิดถือเป็นช่วง “ฝึกจิต” ในการทำงาน เพราะตั้งแต่ต้นปี 2563 มีลูกค้ายกเลิกงานวันละ 30 งาน ซึ่งบีบหัวใจมากเท่ากับว่ารายได้หายไปด้วย ทุกอย่างเป็นศูนย์เลย

“ผมกับทีมเอาตัวเลขมากางดู ตอนนั้นคิดไปถึงสถานการณ์ที่ว่ารายได้ใน 15 เดือนข้างหน้าเป็นศูนย์ และไม่สามารถหาทุนจากที่ไหนได้เลย ต้องดูว่าจะตัดค่าใช้จ่ายตรงไหนบ้าง เม.ย. 2563 จึงปรับลดพนักงานจาก 40 คน เหลือ 15 คน คนที่เหลือยังยอมลดเงินเดือนตัวเองลงกว่าครึ่งเพื่อให้บริษัทไปต่อได้ เราลดพนักงานเร็วมาก ซึ่งเป็นทางที่ดีกับทั้งพนักงาน และบริษัท เพราะยังจ่ายเงินชดเชยให้ทุกคน และประคองบริษัทตามแผน 15 เดือนต่อได้”

มองหาโอกาสในวิกฤต

“ภานุพงศ์” บอกว่าแบ็กกราวนด์ด้านการเงินจากการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยทำให้ เขาตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว

“ช่วงแรก ผมทำ cash flow ทุกคืน เช็กงบฯกับรายได้ยันเศษสตางค์ ทำให้เริ่มเห็นแล้วว่า cash flow ที่มีไปต่อลำบากแน่ ๆ จึงรีบตัดค่าใช้จ่ายบางส่วนออกทันที พอจัดอีเวนต์ไม่ได้ รายได้หายไป เราต้องหันไปทำงานด้านอื่น ตอนนั้นแทบจะกลายเป็นบริษัทเทค เพื่อรับเขียนโค้ด ทำซอฟต์แวร์ให้บริษัทต่าง ๆ ทั้งระบบสตรีมมิ่ง, แพลตฟอร์ม e-Learning ทำให้มีรายได้มาต่อชีวิตไปได้ ซึ่งโควิดลากยาวกว่าที่คิด ต้นปี 2565 จึงเตรียมแผนไว้คุยกับนักลงทุนเพื่อขอระดมเงินเพิ่ม แต่ปรากฏว่าพ.ค.ปีเดียวกัน เราพลิกกลับมามีกำไรได้ จึงไม่ต้องใช้เงินทุนก้อนใหม่ที่ไปขอมาแล้ว”

โควิด-19 ในมุมมองของ “ภานุพงศ์” จึงเป็นช่วงเวลาที่บริษัทได้รับความรู้ใหม่ ที่นำมาใช้ในการต่อยอดธุรกิจได้ และเป็นบทพิสูจน์ฝีมือการบริหารงานของเขาอีกด้วย

“เวลาที่เราถูกบีบให้ทำธุรกิจแบบคนจน เราจะเห็นว่าอะไรจำเป็น ไม่จำเป็นในการบริหารงาน มีกลยุทธ์ในการลงทุนหรือคัดคนทำงานมากขึ้น ถ้าไม่มีโควิดก็คงทำธุรกิจแบบเรื่อย ๆ โควิดยังช่วยดึงสติเราให้กลับมาอยู่กับความจริง เพราะคนเราพอทำธุรกิจไปสักระยะ หรือได้รับความสนใจจากสื่อ จากสิ่งต่าง ๆ จะเริ่มมีอีโก้บางอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโต”

ต่อยอดและเติบโต

เมื่อโควิดเริ่มคลี่คลาย ธุรกิจคอนเสิร์ต และอีเวนต์ต่าง ๆ กลับมาคึกคัก Ticketmelon จึงกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง

“ปัจจุบันเรามีพนักงานราว 30 คน เข้าไปดูแลระบบหลังบ้านของอีเวนต์ต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า 2,000 งานต่อปี ถือว่าเติบโตกว่าช่วงก่อนโควิด 2-3 เท่า จากนี้ไปเราจึงอยากสร้างการรับรู้ให้คนรู้จักว่าเราไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มจองบัตร

หรือดูแลระบบหลังบ้านของคอนเสิร์ตเพียงอย่างเดียว งานอีเวนต์สำหรับองค์กรต่าง ๆ เราก็ทำ ที่ผ่านมาได้แรงสนับสนุนจากลูกค้าที่บอกต่อกันแบบปากต่อปาก โดยตั้งเป้าไว้ว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า อยากทำให้ Ticketmelon เป็นที่รู้จักทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ปัจจุบัน Ticketmelon ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศแล้ว 4 แห่ง คือ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ ที่ผ่านมามีโอกาสเข้าไปดูแลระบบหลังบ้านของอีเวนต์ในต่างประเทศมากมาย ซึ่งในแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกันในบางมุม เช่น เมียนมา นิยมซื้อบัตรที่ร้านค้าหรือร้านอาหาร

แต่ต้องออกแบบระบบหลังบ้านโดยโฟกัสไปที่จุดขาย หรือ POS (point of sales) หรือในฟิลิปปินส์ ตลาดคล้ายกับประเทศไทย จึงต้องใช้ต้นทุนในการโปรโมต branding เป็นพิเศษ เพราะเป็นตลาดที่ค่อนข้างเจาะเข้าไปได้ยาก

“ในแง่ของลักษณะอีเวนต์ ฟิลิปปินส์จะเป็นงานคอร์ปอเรตเป็นหลัก ส่วนมาเลเซียจะเป็นงานคอนเสิร์ต หรืองานเฟสติวัลต่าง ๆ ในแต่ละประเทศยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นข้อจำกัดในการจัดงานด้วย เช่น ศาสนา กฎการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และใบอนุญาตต่าง ๆ ข้อจำกัดเหล่านี้ ทำให้ผู้จัดงานต่างชาติตัดสินใจมาจัดงานในไทย

เพราะไทยเป็นประเทศที่เปิดกว้างในการจัดงานมาก ต้นทุนการทำคอนเสิร์ตเข้าถึงได้ ไทยมีศักยภาพในการดึงดูดเม็ดเงินนักท่องเที่ยวจากธุรกิจคอนเสิร์ต และอีเวนต์ โดยการผลักดันของภาครัฐเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมของเราเติบโตขึ้นได้”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถอดบทเรียน “Ticketmelon” จิ๊กซอว์ธุรกิจ “อีเวนต์-คอนเสิร์ต”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...