โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก หมึกบลูริง หลังหนุ่มเจอในซูชิ ชี้ พิษร้าย อันตรายถึงตาย แรงกว่าไซยาไนด์ 1,200 เท่า

MATICHON ONLINE

อัพเดต 16 ธ.ค. 2566 เวลา 02.23 น. • เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2566 เวลา 02.04 น.

รู้จัก หมึกบลูริง หลังหนุ่มเจอในซูชิ ชี้ พิษร้าย อันตรายถึงตาย แรงกว่าไซยาไนด์ 1,200 เท่า

“หมึกบลูริง” กลับมาเป็นประเด็นที่สังคมสนใจอีกครั้ง หลังจากที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Jukkarwut Thongluk โพสต์ภาพเตือนภัยลงในกลุ่ม “พวกเราคือผู้บริโภค” พร้อมระบุข้อความว่า “อันนี้จากร้านซูชิแถวบ้านครับ ฝากเตือนกันด้วยนะครับ ค่อนข้างจะชัดว่าเป็นวงที่หนวด ไม่ใช่ที่โคนหนวดครับผม ยังไงถ้าไม่มั่นใจแนะนำว่าไม่ให้กิน ดีที่สุดครับ

พร้อมกับโพสต์ภาพหมึก ที่แปลกตาจากที่เคยเห็นคือ เป็นหมึกที่มีสายวงน้ำเงิน ที่ใครหลายคนอาจจะไม่ทราบว่า หมึกชนิดนี้ คือ “หมึกบลูริง” ซึ่งเป็นหมึกที่มีพิษ!

รู้จักหมึกบลูริง

หมึกบลูริง หรือ หมึกสายวงน้ำเงิน มีสมญานามสวยประหาร พิษร้ายรอบตัว โดย หมึกสายวงน้ำเงินนั้น เป็นหมึกที่พบได้ทั่วไป มีไม่มากนัก แต่ไม่ถึงขั้นเป็นสัตว์ทะเลหายาก เพราะชาวประมงอวนลากเจอหมึกชนิดนี้เป็นประจำ

หมึกบลูริง จะมีพิษร้ายแรงกว่างูเห่าประมาณ 20 เท่า เพียงแค่สัมผัสก็สามารถได้รับพิษได้ เพราะมีพิษกระจายอยู่ทั่วทั้งตัว อีกทั้งพิษยังรุนแรงกว่าไซยาไนด์ถึง 1,200 เท่า หากสัมผัสหรือกินเข้าไป 10-20 วินาทีแรก แล้วเกิดอาการลิ้นชา ปลายมือเท้าชา อัมพฤกษ์ อัมพาต ปวดหัว หรือในบางรายอาจท้องเสียได้ หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพราะสามารถเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่นาที

โดย นายจารุวัฒน์ นภีตะภัฏ อาจารย์ประจำสถานวิจัยความเป็นเลิศความหลากหลายทางชีวภาพแห่งคาบสมุทรไทย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้เล่าความรู้หมึกชนิดนี้ไว้ว่า หมึกสายวงฟ้าเป็นสัตว์ที่ไม่ดุร้าย เป็นสัตว์รักสงบ เจอสัตว์ใหญ่อย่างคนก็ขอหลบก่อน ปกติมักจะแอบอยู่ตามรู ซอกหิน กอสาหร่าย ไม่ได้ออกมาเพ่นพ่าน ลอยสะเปะสะปะไปทั่วทะเลแบบแมงกะพรุนกล่อง

สำหรับคนที่โดนหมึกชนิดนี้กัด ก็เพราะไปรังแก แหย่มันก่อน จับมาเล่น จนมันเครียดจัด หมึกเป็นอันตรายต่อคน น้อยกว่าที่คนจะเป็นอันตรายต่อหมึก ถ้าเจอเขาเมื่อไร ก็ถือหลัก “4 อย่า 1 ปล่อย” ด้วยใจเมตตา เป็นดีที่สุด นั่นคือ 1.อย่ารบกวน ถ้าพบในธรรมชาติ 2.อย่าจับ(ด้วยมือเปล่า) 3.อย่ากิน(เนื้อมีพิษ) 4.อย่าเอามาเลี้ยง(อันตรายกับคนในบ้าน) และ 1 ปล่อย คือ ปล่อยเขาลงทะเล กลับบ้านไป

พิษของหมึกบลูริง

สำหรับพิษของหมึกสายวงฟ้า มีไว้เพื่อประโยชน์ในการจับอาหารโดยทำให้เหยื่อเป็นอัมพาตไม่ดิ้นรนต่อสู้ ประกอบด้วยพิษที่เรียกว่า tetrodotoxin(TTX) ชนิดเดียวกับที่พบในปลาปักเป้า พิษชนิดนี้ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท โดยจะเข้าไปขัดขวางการเคลื่อนที่ของโซเดียมไอออนผ่านผนังเซลล์ประสาท คือ ขัดขวางการสั่งงานของสมองที่จะไปยังกล้ามเนื้อที่อยู่ใต้อำนาจจิตใจ แต่ไม่มีผลต่อกล้ามเนื้อที่อยู่นอกอำนาจจิตใจ คนที่ถูกพิษจึงมีอาการคล้ายเป็นอัมพาต หายใจไม่ออก เนื่องจากกล้ามเนื้อกระบังลมและหน้าอกไม่ทำงาน ทำให้ไม่สามารถนำอากาศเข้าสู่ปอดได้ เป็นเหตุให้เสียชีวิต

โดยความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับปริมาณพิษที่ได้รับ เหยื่อที่เป็นเด็กหรือคนรูปร่างเล็กมีความเสี่ยงสูงกว่า หมึกสายวงฟ้าเพียงตัวเดียวมีพิษมากพอจะทำให้ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนัก 75 กก.จำนวน 10 คนเป็นอัมพาตได้อย่างสบาย ไม่มียาแก้พิษชนิดนี้ จากจำนวนผู้ที่ถูกกัดทั้งหมดในประเทศออสเตรเลียและเวียดนาม มากกว่า 25% เสียชีวิต แต่ยังไม่ปรากฏรายงานในประเทศไทย

หมึกชนิดนี้สามารถกัดเหยื่อได้ การกัดเป็นไปอย่างแผ่วเบา เหยื่อส่วนมากไม่รู้ตัวว่าโดนกัด บาดแผลมีขนาดเล็กมาก เลือดออกเพียงหยดเดียว เนื้อรอบรอยแผลไม่เปลี่ยนสี ไม่มีอาการเจ็บปวด แพทย์จึงวิเคราะห์หาสาเหตุได้ยาก เหยื่อกว่าจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อมีอาการแล้ว เหยื่อที่กลายเป็นผู้ป่วยจะรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่สามารถหายใจและขยับเขยื้อนได้ ภายใน 5-10 นาทีนับตั้งแต่ถูกกัด ผู้ป่วยจะมีอาการปากแห้ง ตาพร่า หายใจและกลืนน้ำลายลำบาก ตามด้วยอาการคลื่นไส้และอาเจียน หลังจากนั้นจะหยุดหายใจภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง!

การบริโภคเนื้อหมึกสายวงฟ้าก็ทำให้เสียชีวิตได้เช่นกัน เพราะพิษแทรกอยู่ในเนื้อหมึกด้วย มีรายงานการเสียชีวิตเพราะบริโภคมาแล้วจากประเทศเวียดนาม นอกจากนั้นกระบวนการประกอบอาหารนั้นอาจทำให้ต่อมน้ำลายพิษแตกออกเพิ่มให้พิษแทรกซึมเข้าไปในเนื้อมากขึ้นอีก ในประเทศไทยหมึกสายวงฟ้าถูกจับและจำหน่ายรวมไปกับหมึกสายชนิดอื่นๆ

ผู้บริโภคสามารถแยกแยะหมึกสายวงฟ้าออกจากหมึกสายชนิดอื่นๆ ที่บริโภคได้โดยสังเกตจากวงสีฟ้าที่ปรากฏอยู่ตามลำตัวมากกว่า 2 วง เห็นได้ชัดเจนแม้หมึกจะตายแล้วหรือผ่านการต้ม ปิ้ง ย่างมาแล้วก็ตาม ส่วนหมึกสายที่มีวงสีฟ้าอยู่เพียง 2 วงใต้ตาหรือไม่มีวงสีฟ้าเลยสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัยตามปกติ

เปิดใจหนุ่มโพสต์เตือนภัย

ต่อมาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา นายจักรวุฒิ ทองลักษณ์ เจ้าของโพสต์ เปิดเผยเรื่องราวที่เจอ โดยระบุว่า เมื่อวานนี้ช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. น้องสาวที่สนิทกัน ส่งรูปซูชิหน้าปลามาถามว่า “ใช่หมึกบลูริงมั้ย” ตอนนั้นยังไม่มั่นใจว่าใช่หรือไม่ จึงส่งรูปนี้ให้เพื่อนที่จบจากคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ช่วยรีเช็กให้ จากนั้นเพื่อนตอบกลับมาว่าสังเกตค่อนข้างยาก เนื่องจากป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ไม่ได้เห็นทั้งตัว ตนเลยบอกให้น้องคลี่หนวดให้ดูเพิ่มเติม ถ้าหากเป็นหมึกอิคคิว ที่สามารถกินได้จะมีวงแหวนแค่บริเวณกระพุ้งแก้ม แต่หากเป็นบลูริงจะมีวงแหวนตลอดทั้งตัวยันหนวด

ตอนนั้นตนเลยค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นหมึกบลูริง เลยให้น้องสาวแจ้งกับทางร้าน ซึ่งร้านก็ดำเนินการอย่างรวดเร็ว โดยส่งสินค้าล็อตนั้นกลับไปรีเช็กกับทางต้นทาง พร้อมขอโทษและบอกว่าไม่ได้แล่เอง แต่ซื้อแบบสับสำเร็จ เพื่อมาทำหน้าซูชิเท่านั้น ซึ่งตนให้น้องสาวคอมเพลนทางร้านไปแล้วว่า ควรเช็กให้ดีว่าสินค้าที่นำมาประกอบอาหารนั้นปลอดภัย ซึ่งทางร้านก็น้อมรับ ไม่มีปัญหาอะไร

อย่างไรก็ตามน้องสาวตนทานซูชิหน้าอื่นๆ ทุกคำแล้ว เหลือชิ้นนี้ชิ้นสุดท้าย และเป็นชิ้นที่ไม่มั่นใจ ซึ่งหลังจากทราบเรื่องได้สังเกตอาการน้องสาวด้วยเช่นกัน เพราะตอนนั้นตนเองตกใจ แต่น้องสาวทำอะไรไม่ถูกเลย เพราะกินเข้าไปเยอะแล้ว ไม่รู้จะทำอย่างไร ถึงขั้นร้องไห้ออกมาเลย ตนพยายามปลอบว่าไม่น่าจะเป็นอะไรแล้ว เพราะเกิน 90 นาทีแล้ว แต่ก็เป็นบทเรียนว่าต่อไปจะกินอะไรก็ต้องเช็กดีๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...