ฮือฮา ชาวเน็ตตื่นตา แสงสีเขียวบนท้องฟ้า คล้ายแสงเหนือ ที่แก่งกระจาน คอมเมนต์พรึบ
ฮือฮา ชาวเน็ตตื่นตา แสงสีเขียวบนท้องฟ้า คล้ายแสงเหนือ ที่แก่งกระจาน
เป็นภาพที่ฮือฮาในโลกออนไลน์ เมื่อมีภาพปรากฏการณ์แสงเหนือ หรือแสงสีเขียว บนพะเนินทุ่งอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับคนไทยไม่น้อยว่ามีเกิดขึ้นที่เมืองไทยด้วย จนกระทั่งแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก
หลายคนได้เข้ามาคอมเมนต์ว่า “หาชมยากจริงๆ”, “ใช่ทางช้างเผือกไหม”, “แสงจากเรือหาหมึก 100%” และ “แสงจากเรือไดหมึกรึเปล่าครับ แสงเหนือปกติเกิดแถบขั้วโลกเหนือและใต้ จากสนามแม่เหล็กโลก”
อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2563 ชาวระนองหลายพื้นที่ ต่างฮือฮากับปรากฏการณ์แสงสีเขียว ครอบคลุมท้องฟ้าทางทะเลฝั่งทิศตะวันตก หลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป จึงถ่ายภาพและนำมาแชร์กันเป็นจำนวนมาก พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าเป็นแสงที่เกิดจากอะไร กระทั่งนักวิทยาศาสตร์ และนักดาราศาสตร์ ออกมาให้ข้อมูลว่า คือแสงจากเรือไดหมึก ในคืนที่เมฆมาก ทำให้แสงสีเขียวที่ขึ้นมาจากเรือที่ผิวน้ำนั้น สะท้อนไปตามเมฆ กระจายไปเป็นวงกว้างยิ่งขึ้น
และยังระบุว่า แสงออโรร่า หรือแสงเหนือแสงใต้นั้น ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นที่ประเทศไทย เพราะแสงพวกนี้เกิดจากการที่กลุ่มอนุภาคจำนวนมากจากดวงอาทิตย์ หรือที่เรียกกันว่า กระแสลมสุริยะนั้น พุ่งเข้ามาปะทะกับสนามแม่เหล็กของโลก และเกิดเป็นแสงสว่างขึ้นบนท้องฟ้าบริเวณใกล้กับขั้วโลก ไม่ใช่แถวเส้นศูนย์สูตรอย่างประเทศไทย
ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาระบุว่า ออโรรา (Aurora) เป็นปรากฏการณ์การเกิดแนวแสงสว่างสีต่างๆ บนท้องฟ้ายามค่ำคืน มักเกิดขึ้นในแถบประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตละติจูดสูง ซึ่งก็คือ บริเวณขั้วโลกที่มีอุณหภูมิต่ำ อากาศหนาวเย็น ซึ่งหากเกิดบริเวณใกล้ขั้วโลกเหนือ จะเรียกว่า แสงเหนือ (Aurora borealis) และบริเวณใกล้ขั้วโลกใต้ เรียกว่า แสงใต้ (Aurora australis)
แสงเหนือ-แสงใต้ เกิดจากอนุภาคอิเล็กตรอน โปรตอน หรือไอออนอื่นๆ ที่มีพลังงานสูงถูกปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์ขณะกำลังโคจร ซึ่งอนุภาคเหล่านี้จะเคลื่อนที่มากับลมสุริยะและเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก เมื่ออนุภาคเคลื่อนที่ผ่านชั้นบรรยากาศในระดับความสูงประมาณ 80-1,000 กิโลเมตร จากพื้นดินจะชนเข้ากับโมเลกุลของก๊าซที่อยู่ในชั้นบรรยากาศ และปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสงที่เรามองเห็นเป็นสีต่างๆ ซึ่งสีของแสงที่ปรากฏให้เห็นบนท้องฟ้าจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าอนุภาคดังกล่าวชนกับโมเลกุลของก๊าซในช่วงระดับความสูงใด รวมถึงชนิดของก๊าซที่พบในชั้นบรรยากาศนั้นๆ ด้วย โดยก๊าซออกซิเจนจะให้แสงสีเขียวหรือสีแดง ไนโตรเจนให้แสงสีน้ำเงินหรือสีม่วง ส่วนฮีเลียมให้แสงสีฟ้าหรือสีชมพู
ความจริงแล้วแสงเหนือ-แสงใต้ เกิดขึ้นตลอดทั้งปี หากแต่ว่าบริเวณขั้วโลกมีช่วงเวลากลางวันกลางคืนที่สั้น-ยาว ไม่เท่ากัน บางเดือนไม่มีกลางคืน บางเดือนมีกลางคืนยาวนาน จึงไม่สามารถสังเกตเห็นได้ ดังนั้นการล่าแสงเหนือ-แสงใต้ ที่ดีจึงต้องมีช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มโอกาสการพบมากที่สุด นั่นคือ ช่วงปลายเดือนตุลาคม-ต้นเดือนเมษายน หรือในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีระยะเวลากลางคืนยาวนานกว่ากลางวัน ทำให้เรามีเวลาในการออกตามล่าหาแสงเหล่านั้น
ภาพจากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง