โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สภาเกษตรถกปมภาษีที่ดิน ทุเรียนป่วนซ้ำรอยสวนยาง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 พ.ย. 2566 เวลา 04.04 น. • เผยแพร่ 03 พ.ย. 2566 เวลา 23.47 น.

การเก็บภาษีที่ดินตามเกณฑ์ใหม่ของกระทรวงการคลัง-มหาดไทยวุ่นหนักทั่วประเทศ หลังชาวสวนยางนำร่องฟ้องศาลปกครองขอให้ยกเลิกประกาศ เหตุไม่มีใครปลูกพืชได้ตามเกณฑ์ขั้นต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรต้องเสียภาษีที่ดินเพิ่ม ซ้ำเติมรายได้จากพืชผลทางการเกษตรที่ผันผวนอยู่แล้ว ผู้ปลูกทุเรียน-มะม่วง-ลำไย-ปาล์ม-กาแฟรายย่อยทำไม่ได้ บางแห่งติดปลูกพืชผสมผสาน แถมยังไม่รู้ว่ามีประกาศออกมา วอนรัฐขอให้คำนึงถึงความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ พร้อมเดินหน้านำเรื่องเข้าหารือในสภาเกษตรแห่งชาติ

ประกาศกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยเรื่องหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 30 มกราคม 2563 ที่มีสาระสำคัญอยู่ที่การกำหนดอัตราขั้นต่ำในการปลูกพืชเกษตร 57 ชนิต่อไร่บัญชีแนบท้าย ก.) เพื่อกำหนดการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ได้สร้างความสับสนและเดือดร้อนให้กับเกษตรกร ทั้งกรณีที่เกษตรกรไม่สามารถปลูกพืชตามอัตราขั้นต่ำต่อไร่ตามที่กำหนดไว้ได้ และยังรวมไปถึงเกษตรกรไม่ทราบมาก่อนว่า ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว

โดยความเดือดร้อนที่จะต้องเสียภาษีที่ดินในอัตราที่สูงกรณีที่เกษตรกรไม่สามารถปลูกพืชในอัตราขั้นต่ำตามที่บัญชีแนบท้าย ก. กำลังขยายวงจาก “ยางพารา” ไปยังพืชเกษตรชนิดอื่น ๆ หลังจากที่สมาคมเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางพาราไทย ยื่นร้องศาลปกครอง

เกณฑ์ทุเรียนต่อไร่วุ่น

นายดำรงศักดิ์ สินศักดิ์ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่กับเกษตรกรตามอัตราขั้นต่ำของการประกอบการเกษตรต่อไร่ ตามประกาศกระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย กำหนดการปลูกทุเรียน 20 ต้น/ไร่ ในภาคใต้นั้น “ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง”

เนื่องจากเกษตรกรจะปลูกทุเรียนกันที่ 16-18 ต้น/ไร่ เนื่องจากการปลูกระยะห่างทำให้เติบโตได้ดี ควบคุมทรงพุ่มได้ บริหารจัดการโรคพืช แมลงได้ แต่ถ้าปลูกถี่ ต้นจะสูง ได้รับแสงแดดน้อย ผลผลิตไม่ค่อยได้ผล อัตราผลตอบแทนต่ำกว่า สอดคล้องกับ นายศิริ เห่าสกุล นายกสมาคมทุเรียนใต้ กล่าวว่า การปลูกทุเรียน ระยะที่เหมาะสมคือ 10×10 เมตร 1 ไร่ ปลูกได้ 15-16 ต้นเท่านั้น

“การจัดเก็บภาษีขั้นต่ำตามจำนวนชนิดพืชที่ปลูกนั้น เจ้าหน้าที่รัฐควรเข้ามาสำรวจพื้นที่สวนของเกษตรกรจริง เพราะพืชแต่ละชนิดแต่ละโซนต่างกัน สวนทุเรียนภาคใต้จะรับลมแรงต่างจากภาคตะวันออก การปลูกทุเรียนระยะชิดมาก 20 ต้น/ไร่ สวนยางพาราก็เหมือนกัน

ภาคใต้จะปลูกในอัตรา 66 ต้น/ไร่ จากบัญชีแนบท้าย ก. ที่กำหนดให้ปลูก 80 ต้น ซึ่งไม่มีใครทำได้ ถ้าจะทำเรื่องที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด นโยบายของรัฐควรเก็บภาษีที่ดินที่ว่างเปล่าดีกว่าจะมาจัดเก็บภาษีในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งควรประเมินจากความเป็นจริง” นายศิริกล่าว

พืชต่างกันไม่ควรเก็บภาษีเท่ากัน

จากการสอบถามเจ้าของสวนผลไม้แบบผสมผสาน อ.เขาสมิง จ.ตราด กล่าวเพิ่มเติมว่า บัญชีแนบท้าย ก. ที่กำหนดอัตราขั้นต่ำของการปลูกพืชต่อไร่ของกระทรวงมหาดไทย-คลังนั้น “ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง” 3 ประการ คือ 1) มูลค่าของพืชที่ปลูกต่างกัน เช่น หมาก กก.ละ 3 บาท กับทุเรียน กก.ละ 100-120 บาท ต้นทุนและรายได้ของพืชแต่ละชนิดก็ไม่เท่ากัน

2) สวนที่ปลูกพืชผสมหลายอย่าง จำนวนพืชแต่ละชนิดที่ปลูกไม่เป็นไปตามที่กำหนด และ 3) การจัดเก็บภาษีพืชบางอย่างต้องคิดรายได้เฉลี่ย เช่น มังคุด กว่าจะประเมินรายได้ต้องประมาณ 5 ปี ต้องคิดเป็นรายได้เฉลี่ย เพราะผลผลิต รายได้ ต้นทุนค่าใช้จ่ายแต่ละปีไม่เท่ากัน

“สวนแต่ละแห่งก็ต่างกัน บางรายทำสวนอินทรีย์ แบบรายทำสวนผสมผสาน ไม่ได้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ดังนั้นจำนวนต้นและไร่ที่รัฐบาลกำหนดออกมาจึงเป็นเพียงข้อมูลพื้นฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่ละสวนมีรายได้ ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างกัน”

ด้านนายศิริไพบูลย์ วัฒณวงศ์ชัย สมาชิกสภา อบจ.สระแก้ว เขต 2 ต.คลองหาด อ.คลองหาด จ.สระแก้ว และเกษตรกรชาวสวนลำไย จ.สระแก้วกล่าวว่า ส่วนใหญ่ชาวสวนลำไยจะปลูก 20-25 ต้น/ไร่ แต่เมื่อต้นโตพุ่มใหญ่ขึ้น ต้องตัดออกให้เหลือไร่ละ 10-15 ต้น

ขณะที่ประกาศแนบท้าย ก. กำหนดอัตราปลูกลำไยขั้นต่ำไว้ที่ 20 ต้น/ไร่ ซึ่งหมายถึงชาวสวนลำไยจะต้องเสียภาษีที่ดินในอัตราที่สูง เพราะปลูกได้ไม่ถึงจำนวนที่กำหนด ส่งผลให้ชาวสวนลำไยเดือดร้อนจากภาษีที่ดินที่จะต้องเสียเพิ่มขึ้น

“ประกาศฉบับนี้เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวสวนลำไย เราปลูกลำไยยังไม่รู้ว่า ปีนี้จะมีกำไรหรือไม่ อย่างบางปีลำไยราคาตกลงมาเหลือ กก.ละ 20 บาท ต้นทุน กก.ละ 25 บาท แต่ต้องถูกเก็บภาษีที่ดินในราคาแพง

ดังนั้นการเก็บภาษีในรูปแบบนี้ อัตราเสียภาษีจะมากหรือน้อย เราก็ไม่เห็นด้วย ถือเป็นการซ้ำเติมเกษตรกร ที่สำคัญการกำหนดจัดเก็บภาษีที่ดินรูปแบบใหม่นี้ เกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปรับรู้น้อยมาก เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่รู้เลยว่า มีประกาศแบบนี้ออกมาบังคับใช้แล้ว” นายศิริไพบูลย์กล่าว

ส่วนเจ้าของแปลงใหญ่พริกไทยที่ อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี กล่าวว่า อัตราการปลูกพริกไทยของเกษตรกร อยู่ในอัตรา 400 ต้น/ไร่ ระยะปลูก 2×2 เมตร ด้วยพื้นที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ เสียภาษี บภท.5 เป็นการเสียภาษีรวมให้ อบต.แก่งหางแมว เรียกว่า “ภาษีดอกหญ้า” แต่ อบต.ไม่ได้เก็บมาระยะหนึ่งแล้ว 2-3 ปี และยังไม่ทราบว่ามีการประกาศจัดเก็บภาษีการปลูกตามอัตราขั้นต่ำด้วย
กระทบเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศ

นายจิระวัฒน์ ภักดี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนระโนดกล้วยหอมทองปลอดสารพิษ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกณรงค์ หมากไทย จำกัด อ.ระโนด จ.สงขลา กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองระโนด ได้ส่งเสริมปลูกกล้วยหอมทอง 200 ต้น/ไร่, กาแฟพันธุ์โรบัสต้า 150-170 ต้น/ไร่ และพันธุ์อราบิก้า 533 ต้น/ไร่ ในพื้นที่ที่เหมาะสม เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย-กระทรวงการคลัง

แต่เกษตรกรจะได้รับผลกระทบกรณีที่ปลูกพืชเชิงซ้อน หรือสวนผสมผสานที่ปลูกร่วมกัน โดยเฉพาะสวนรายย่อย สวนตามหัวไร่ปลายนา ซึ่งจะปลูกพืชไม่ได้ตามกำหนด เช่น ยางปลูกร่วมกับหมาก-กาแฟ ปลูกสละรวมโกโก้ และปลูกพืชอื่นร่วมกับไม้เศรษฐกิจ ซึ่งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีนโยบายส่งเสริมการปลูกยางร่วมกับพืชอื่น ๆ ประมาณ 50,000 ไร่/ปี และขณะนี้ผ่านไป 2 ปีได้ส่งเสริมการปลูกไปแล้วประมาณ 100,000 ไร่

“ประกาศฉบับนี้น่าจะมีเป้าหมายเพื่อดำเนินการป้องกันการเก็งกำไรที่ดิน และผู้ที่มีดินไว้ครอบครองเป็นจำนวนมาก เพราะถ้าเป็นที่ดินว่างเปล่าก็จะต้องเสียภาษีมาก และถ้าปล่อยทิ้งร้างก็จะเสียภาษีสูงขึ้น และจะถูกปรับ ดังนั้นหลายรายจึงปล่อยให้มีการเช่าทำเกษตรกรรม แต่เมื่อมาปลูกพืชไม่ได้ตามกำหนดก็จะต้องถูกจัดเก็บภาษีอีก”

นายนัด ดวงใส อนุกรรมการพืชกาแฟ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และที่ปรึกษาชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประกาศของกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยฉบับนี้ เกษตรกรทั่วประเทศยังไม่รับทราบอย่างทั่วถึงและมีความเข้าใจ

เพราะจากการประชุมชุมนุมสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2566 “ก็ยังไม่มีการพูดคุยกัน” ที่สำคัญ การกำหนดจำนวนการปลูกพืชแต่ละชนิดให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกันทั่วประเทศ ถือว่ามีความขัดแย้งในหลักของสภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศด้วย

ยกตัวอย่าง การปลูกกาแฟ ทางภาคใต้จะปลูกพันธุ์โรบัสต้า เกษตรกรรายใหญ่แถบ จ.ชุมพร จ.ระนอง ประเภทแปลงใหญ่เชิงเดี่ยวสามารถปลูกได้ตามกำหนด 150-170 ต้น/ไร่ ซึ่งมีไม่เกินร้อยละ 10% ส่วนเกษตรกรอีก 90% จะปลูกเชิงซ้อนผสมผสานยางกับกาแฟ ปาล์มน้ำมันกับกาแฟ และทุเรียนกับกาแฟ ที่อาจจะทำตามประกาศไม่ได้

เจ้าหน้าที่คลังก็ยังไม่ทราบเรื่อง

นายอาทิตย์ เกษมศรี เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกมะม่วงราว 50-60 ไร่ เฉลี่ยไร่ละ 45 ต้น ซึ่งโดยปกติได้เสียภาษีที่ดินอยู่แล้วทุกปี แต่เกณฑ์การเก็บภาษีที่ดินตามประกาศฉบับใหม่มีอัตราการจัดเก็บเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมก็จะทำให้ภาระต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มขึ้น ขณะที่สถานการณ์การปลูกมะม่วงของเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่อยู่ในภาวะที่ย่ำแย่มาโดยตลอด จึงมองว่าหากรัฐบาลมีการปรับขึ้นภาษีที่ดินในหลักเกณฑ์ใหม่จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างแน่นอน

ด้านเจ้าหน้าที่ส่วนการคลัง เทศมนตรีตำบลขัวมุง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีที่ดินใหม่ ซึ่งในพื้นที่อำเภอสารภี มีพืชเกษตรคือ ลำไย ปัจจุบันการจัดเก็บภาษีที่ดินในการทำเกษตรมีอัตราการจัดเก็บเดิมอยู่ที่ 0.01% แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการจัดเก็บภาษีที่ดินของเกษตรกรผู้ปลูกลำไย เนื่องจากมูลค่าของราคาที่ดินรวมทั้งหมดของการปลูกลำไยไม่ถึง 50 ล้านบาท จึงได้รับการ “ยกเว้น” การเสียภาษี

เรื่องถึงสภาเกษตรกรแห่งชาติ

ล่าสุด นายพันธ์ศักดิ์ จิตรรัตน์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ในวันที่ 6-7 พฤศจิกายน 2566 ทางสภาเกษตรกรแห่งชาติจะนัดประชุมกัน ตนจะนำเรื่องประกาศกระทรวงการคลัง-กระทรวงมหาดไทยฉบับนี้เข้าไปหารือในที่ประชุม ว่าแต่ละจังหวัดจะดำเนินการกันอย่างไร เพื่อหาทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ

ในพื้นที่ จ.กระบี่ มีเกษตรกรปลูกทั้งปาล์มน้ำมันและยางพารา ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่ทราบเรื่องประกาศที่ออกมา การปลูกปาล์มน้ำมันปกติประมาณ 20-22 ต้น/ไร่ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ แต่การปลูกปาล์มน้ำมันบางพันธุ์ที่มีใบยาวมาก ต้องปลูกเพียง 18 ต้น/ไร่ ที่ผ่านมาเกษตรกรขายปาล์มน้ำมันก็เสียภาษีรายได้อยู่แล้ว ยังจะต้องมาเสียภาษีที่ดินอีก “เกษตรกรตายอย่างเดียว”

ขณะเดียวกัน นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทราบเรื่องที่ชาวสวนยางได้รับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีที่ดินที่สูงขึ้นแล้ว จึงได้ทำหนังสือถึง รมว.การคลัง และ รมว.มหาดไทย เพื่อขอให้พิจารณาปรับอัตราขั้นต่ำการปลูกยางจาก 80 ต้น/ไร่ เหลือ 25 ต้น/ไร่

เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราการจัดเก็บภาษี ตามมาตรา 37 ของ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 เพื่อช่วยบรรเทาภาระด้านภาษีให้กับเกษตรกร และ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 มาตรา 4 ที่ได้กำหนดนิยามของคำว่า สวนยาง หมายถึง “ที่ดินปลูกต้นยางเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 2 ไร่ แต่ละไร่มีต้นยางปลูกไม่น้อยกว่า 10 ต้น โดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าไร่ละ 25 ต้น”

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...