เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ขุนนาง 5 แผ่นดิน ผู้รับบรรดาศักดิ์ “เจ้าพระยา” คนสุดท้าย
เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ขุนนาง 5 แผ่นดิน ผู้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “เจ้าพระยา” คนสุดท้ายของสยาม รับราชการสนองคุณแผ่นดินครบ ทั้งฝ่ายตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติ
เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ เดิมชื่อ จิตร ณ สงขลา เป็นบุตรพระอนันสมบัติ (เอม ณ สงขลา) ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา กับท่านเชื้อ เกิดเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2428 ที่ตำบลบ่อยาง อำเภอกลาง จังหวัดสงขลา สมรสครั้งแรกกับท่านผู้หญิงน้อม แต่หลังจากท่านผู้หญิงน้อมถึงแก่กรรม ท่านได้สมรสกับท่านผู้หญิงประภา
เส้นทาง “เจ้าพระยา” (คนสุดท้าย) ก่อนเปลี่ยนระบอบ
นายจิตร ณ สงขลาเป็นผู้พากเพียรด้านการศึกษาและมีสติปัญญาอย่างยิ่ง เพราะท่านเรียนวิชากฎหมายและสำเร็จเป็นเนติบัณฑิตสยามเมื่ออายุ 20 ปี โดยรับราชการเป็นผู้ช่วยเจ้ากรมกองหมาย ตั้งแต่ปี 2446 (สมัยรัชกาลที่ 5) ขณะอายุ 18 ปีเท่านั้น
ราว พ.ศ. 2449 ท่านไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษและได้ปริญญา Barrister At-Law (นักกฎหมาย) ในปี 2453 จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาศาลแพ่ง และรับบรรดาศักดิ์ หลวงจินดาภิรมย์ ในปีเดียวกัน (สมัยรัชกาลที่ 6)
2 ปีต่อมา หลวงจินดาภิรมย์ได้เลื่อนเป็นผู้พิพากษาศาลคดีต่างประเทศ และรั้งตำแหน่งอธิบดีกองหมาย กองล้มละลาย และหอทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ทำให้ท่านเป็นคนไทยคนแรกที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว เพราะก่อนหน้านี้ผู้ดำรงตำแหน่งล้วนเป็นชาวต่างชาติ ทั้งยังเป็นอาจารย์สอนกฎหมายและกรรมการสอบไล่ โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม
กระทั่ง พ.ศ. 2456 ท่านได้เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง และได้รับบรรดาศักดิ์เป็น พระจินดาภิรมย์ราชสภาบดีก่อนที่ 4 ปีต่อมา (พ.ศ. 2459) จะเลื่อนเป็น “พระยา”ในนามเดิม พร้อมดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการศาลฎีกา อธิบดีศาลฎีกา และเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม มียศเป็นมหาอำมาตย์โท
ปีถัดมา พระยาจินดาภิรมย์ราชสภาบดีได้เป็นผู้พิพากษาศาลทรัพย์เชลย และเป็นเลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา และได้รับแต่งตั้งเป็นองคมนตรีเมื่อ พ.ศ. 2461 (อยู่ในตำแหน่งจนถึงแก่อสัญกรรม) จากนั้นดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมในปี 2471 มียศเป็นมหาอำมาตย์เอก (สมัยรัชกาลที่ 7)
ระหว่าง พ.ศ. 2471-2475 ขณะพระยาจินดาภิรมย์ราชสภาบดี ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมนั้น รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ท่านเป็น “เจ้าพระยา” เมื่อปี 2474 อันเป็นบรรดาศักดิ์สำหรับขุนนาง เป็นรองเพียงสมเด็จเจ้าพระยา(บรรดาศักดิ์พิเศษ) เท่านั้น ปรากฏคำประกาศ ดังนี้ [เน้นคำ-ปรับย่อหน้าใหม่โดยกองบรรณาธิการ]
“…จึ่งมีพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ดำรัสสั่งให้สถาปนาพระยาจินดาภิรมย์ราชสภาบดีขึ้นเป็น เจ้าพระยามีสมญาจารึกในหิรัญบัฏว่า
เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ สมันตเนตรพิสุทธยุตติธรรมธร วิสดรนีติศาสตร์ราชประเพณี วิเชียรคีรีสัลลีวงศวัยวัฒน์ บรมกษัตรสุนทรมหาสวามิภักดิ์ สุขุมลักษณสุจริตาร์ชวาศรัย ศรีรัตนตรัยสรณาภิรดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ อัชนาม ดำรงศักดินา ๑๐๐๐๐ จงเจริญทฤฆชนมายุ พรรณ สุข สวัสดิพิพัฒนมงคล ธนสารสมบัติ บริวารสมบูรณ์ทุกประการ เทอญ”
ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ก็ไม่มีการสถาปนาตำแหน่ง “เจ้าพระยา” อีก เพราะการอภิวัฒน์สยาม พ.ศ. 2745 ที่เปลี่ยนประเทศไปสู่ประชาธิปไตย ทำให้บรรดาศักดิ์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีอันต้องถูกยกเลิกไปนั่นเอง
บทบาทหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
หลังสยามเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ยังมีบทบาททางการเมืองอยู่สมควร ดังจะเห็นว่า ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระหว่าง พ.ศ. 2476-2477 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภท 2 (แต่งตั้ง) ถึงปี 2487 เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรระหว่าง พ.ศ. 2477-2479 และเคยรักษาการแทนนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2477
ที่สำคัญท่านคือผู้แทนรัฐบาลไปเฝ้า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ณ กรุงลอนดอน เพื่ออัญเชิญเสด็จกลับคืนมาครองราชย์ และไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ณ เมืองโลซาน ในการเสด็จขึ้นครองราชย์ด้วย
นอกจากนี้ ท่านยังได้รับเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายหลายฉบับ รวมถึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์วิสามัญแห่งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ท่านได้ดำรงตำแหน่งสำคัญด้านบริหารและนิติบัญญัติอีกมากมาย ในสมัยรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 ดังต่อไปนี้
1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยได้รับแต่งตั้งถึง 3 ครั้ง คือ พ.ศ. 2480, 2487 และ 2489
2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แต่งตั้งเมื่อ พ.ศ. 2481
3) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่งตั้งเมื่อ พ.ศ. 2487
4) สมาชิกวุฒิสภาและประธานวุฒิสภา ระหว่าง พ.ศ. 2490-2494
5) สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ระหว่าง พ.ศ. 2491-2492
6) ประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งและเป็นประธานตุลาการรัฐธรรมนูญโดยตำแหน่ง ระหว่าง พ.ศ. 2492-2494
ท่านเป็นที่นับถือกันว่ามีอุปนิสัยสุภาพ เยือกเย็น และโอบอ้อมอารี สามารถปกครองยึดเหนี่ยวจิตใจผู้อยู่ในบังคับบัญชาให้มีความสมัครสมานและทุ่มเทในหน้าที่ได้
มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ (จิตร ณ สงขลา) ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2515 ขณะอายุได้ 90 ปี 11 เดือน 8 วัน หลังจากรับราชการยาวนานกว่า 72 ปี และครบทั้งฝ่ายตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติ รวมถึงการเป็นองคมนตรี
อ่านเพิ่มเติม :
- “หลวงการ์เดนกิจบริรักษ์” ขุนนางสยาม แต่มีราชทินนามภาษาอังกฤษ สมัย ร.5
- 5 นามสกุล ที่ต้นตระกูลคือ “เจ้าพระยายมราช” เสนาบดีกรมเมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
- เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ ขุนนางฟาสต์แทร็ค พระราชทานบรรดาศักด์ครั้งเดียวถึงขั้น “เจ้าพระยา”
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
กรมศิลปากร. (2512). เรื่องตั้งเจ้าพระยากรุงรัตนโกสินทร์.กรุงเทพฯ : สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี. อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงชูชาติ กำภู, วัดเทพศิรินทราวาส 16 ธันวาคม 2512.
พิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุ. มหาอำมาตย์โท พระยาจินดาภิรมย์ราชสภาบดี (เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ, จิตร ณ สงขลา) อธิบดีศาลฎีกา พ.ศ. ๒๔๗๐ – ๒๔๗๑. (PDF)
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ขุนนาง 5 แผ่นดิน ผู้รับบรรดาศักดิ์ “เจ้าพระยา” คนสุดท้าย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com