โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

อ.ธงทอง ไขที่มา คำว่า อั้งยี่ ในกม.ไทย ยกไอลอว์ชี้ ลักษณะแบบไหนเข้าเกณฑ์กระทำผิด

MATICHON ONLINE

อัพเดต 24 ก.พ. 2568 เวลา 18.24 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. 2568 เวลา 16.32 น.

อ.ธงทอง ไขที่มา คำว่า อั้งยี่ ในกม.ไทย ยกไอลอว์ชี้ ลักษณะแบบไหนเข้าเกณฑ์กระทำผิด

อั้งยี่ – สืบเนื่องจาก สมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่ง ได้เดินหน้าตอบโต้กรณีที่มีการยื่นให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ รับคดีฮั้วเลือกตั้งสว.ปี 2567 เป็นคดีพิเศษว่า จะให้ฝ่ายกฎหมาย รวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการแจ้งความผู้ที่กล่าวหาทั้งภาครัฐและเอกชน ฐานทำให้วุฒิสภาเสียหาย ถูกเข้าใจผิด และในส่วนของกรรมาธิการวุฒิสภาจะเชิญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงถึงอำนาจหน้าที่ และที่มาที่ไป ของการมากล่าวหาวุฒิสภาร้ายแรง “เรื่องอั้งยี่ซ่องโจร” อาชญากรรมและภัยต่อความมั่นคง ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

ในขณะที่การดำเนินการดำเนินไป คำว่า “อั้งยี่ซ่องโจร” ก็ได้กลายเป็นที่สนใจถึงที่มาที่ไป และความหมายว่าเป็นมาอย่างไรกันแน่

กับเรื่องนี้ ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ที่ปรึกษานายกฯ อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และ ศาสตราภิชานประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์เฟซบุ๊กกล่าวถึงเรื่องดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ ความว่า

“คำว่า อั้งยี่ ถึงแม้ว่า แรกทีเดียว คำนี้จะมาจากภาษาจีนและหมายถึงการก่อตั้งสมาคมลับเพื่อทำบางสิ่งบางอย่างที่ผิดกฎหมาย แต่ต่อมาประมวลกฎหมายอาญาของไทยเรา ได้นำคำนี้มาใช้เป็นฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 และมีความหมายกว้างขวางขึ้นกว่าเดิม ฟังดูชื่อฐานความผิดแล้วเหมือนหนังจีนหรือหนังกำลังภายในอย่างไรก็ไม่รู้

ข้อมูลต่อไปนี้ผมนำมามาจากเฟซบุ๊กของ ไอลอว์ อ่านดูแล้วเห็นว่าเข้าท่าจึงขออนุญาตนำมาแบ่งปันครับ
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 บัญญัติไว้ว่า

“มาตรา ๒๐๙ ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า ผู้จัดการหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในคณะบุคคลนั้น ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท”

โดยมาตราดังกล่าว มีองค์ประกอบความผิดดังนี้
ตามวรรคหนึ่ง
(1) ผู้ใด
(2) เป็นสมาชิกของคณะบุคคล
(3) ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย และต้องมีเจตนาที่จะเข้าร่วม และรู้ว่าเป็นการเข้าร่วมกับคณะบุคคลที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย

คำว่าคณะบุคคล นั้นทางกฎหมายให้ความหมายไว้ว่า การรวมตัวของบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยมีความมุ่งหมายอย่างเดียวกันและการรวมตัวกันนั้นจะต้องรวมตัวกันในลักษณะถาวร

ปกปิดวิธีดำเนินการ หมายถึง รู้กันในหมู่สมาชิกไม่เปิดเผยแก่บุคคลอื่น เช่น ใช้นิ้วแสดงเป็นเครื่องหมายลับ (คำพิพากษาฎีกาที่ 124/2457) หรือแสดงเครื่องหมายสมาคม (คำพิพากษาฎีกาที่ 301-303/2470) โดยรู้กันในหมู่สมาชิกเท่านั้น

มีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่จำกัดไว้ว่าต้องเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเท่านั้น อาจเป็นละเมิดกฎหมาย หรือความผิดทางแพ่งก็ได้ (ความเห็น ศ.จิตติ ติงศภัทิย์) ซึ่งตีความได้กว้างขวางมาก และมาตรานี้ มุ่งหมายเอาผิดการ “เข้าเป็นสมาชิก” เท่านั้น

ดังนั้นเพียงเข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลเท่านั้นก็เป็นความผิดสำเร็จทันทีโดยยังไม่จำต้องทำอะไรที่ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือคณะบุคคลนั้นยังไม่ต้องลงมือทำอะไร ก็เป็นความผิดตามมาตรานี้แล้ว

ในวรรคสองนั้น เป็นเหตุเพิ่มโทษ หากผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นตำแหน่งตามกฎหมายระบุไว้ก็จะได้รับโทษเพิ่ม”

โดยภายหลักจากที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็ได้มีสมาชิกสังคมออนไลน์เข้าไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ศิลปวัฒนธรรม ได้กล่าวถึง “อั้งยี่” ในบทความเรื่อง ก่อนยุคอั้งยี่ มีจีน “ตั้วเหี่ย” วิวาท-ปล้นชิง ก่อเรื่องวุ่นวายใหญ่โตสมัยรัชกาลที่ 3 ไว้ใจความว่า “ชาวจีนในไทยก็มีการรวมกลุ่มกันตามชาติพันธุ์และภาษาอันบ่งบอกถึงถิ่นฐานที่จากมาทั้ง จีนกวางตุ้ง และไหหลำ และแต้จิ๋ว โดยมีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือระหว่างกันในหมู่แรงงานเป็นหลัก และมักมีการตั้งหัวหน้าที่ได้รับความนับถือกันในกลุ่มเรียกว่า “ตั้วเหี่ย” ในภาษาแต้จิ๋ว หรือ “ตั้วก่อ” ในภาษาฮกเกี้ยน แปลว่า “พี่ใหญ่” ซึ่งคำนี้ใช้กันในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นคำ “อั้งยี่” ในสมัยรัชกาลที่ 5”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อ.ธงทอง ไขที่มา คำว่า อั้งยี่ ในกม.ไทย ยกไอลอว์ชี้ ลักษณะแบบไหนเข้าเกณฑ์กระทำผิด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...