โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

รักชนก พ้อไร้เงากี้กี้ประท้วง ซัดนายกฯ ปราบคอล-แก้ทุนเทาไม่ได้ผล จี้ปรับรมว.ดีอี

Khaosod

อัพเดต 25 มี.ค. 2568 เวลา 08.16 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. 2568 เวลา 08.02 น.
รักชนก พ้อไร้เงากี้กี้ประท้วง ซัดนายกฯ ปราบคอล-แก้ทุนเทาไม่ได้ผล จี้ปรับรมว.ดีอี

รักชนก ซัด นายกฯหน้าไหว้หลังหลอก ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่จริง ฟันธงปราบทุนเทาไม่สำเร็จ เหตุเป็นลูกน้องพ่อ-มีดีลแลกประโยชน์ของตระกูล พร้อมจี้ให้ปรับเก้าอี้ รมว.ดีอี

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ เป็นวันที่ 2 พิจารณาญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล คือน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กับคณะจำนวน 165 คน เป็นผู้เสนอ

เวลา 12.40 น. น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า แม้ปัญหาอาชญากรรม สแกมเมอร์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ดูเหมือนว่าจะได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล แต่สิ่งนี้เป็นเพียงภาพลวงตา ผักชีโรยหน้า ที่รัฐบาลอยากทำให้ประชาชนเชื่อว่าตัวเองเอาจริงเอาจัง แต่ในความเป็นจริง นายกฯยังมีพฤติกรรมที่ไม่อาจไว้วางใจให้บริหารอีกต่อไป เพราะนายกฯขาดภาวะผู้นำ ปล่อยให้เกิดภาวการณ์เกี่ยงงาน จนทำให้เกิดความเสียหายกับประชาชน

นายกฯยังลอยตัวอยู่เหนือปัญหา และนายกฯกลับจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนและพวกพ้อง จงใจปล่อยให้เกิดการทุจริตในระบบราชการ มองดูการคอร์รัปชันโดยไม่จัดการ จนวันนี้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะไปจบตรงไหน ยืนยันว่าความเสียหายนี้เกิดจากเรามีนายกฯที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร

ทั้งที่ประเทศเราควรจะได้ตัวเลือกที่ดีกว่านี้ แต่เพราะท่านและครอบครัวท่านไปทำดีลกับปีศาลเอาผลประโยชน์ของคนทั้งชาติไปแลกผลประโยชน์ของครอบครัว สิ่งนี้สะท้อนความไม่ซื่อสัตย์ สุจริต ถ้าปล่อยให้ท่านบริหารราชการแผ่นดินต่อไป จะทำให้ประเทศเสียหายร้ายแรง

น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าดูจากตัวเลขความเสียหายในการหลอกลวงเงินคนทั่วโลกในปี 2566 สูงถึง 2.24 ล้านล้านบาท ซึ่งในความเสียหายอยู่ที่ 3 ประเทศที่มีชายแดนติดกับประเทศเราคือ ลาว กัมพูชา และพม่า โดยตัวเลขของกัมพูชา 430,000 ล้านบาท ซึ่งคือตัวเลขที่หลอกลวงคนไทย

ทั้งที่พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าอยากให้ประเทศไทยเป็นฮับท่องเที่ยว ฮับดิจิทัล ฮับการบิน แต่เราเป็นได้แค่ฮับเดียว คือ ฮับของคนที่ทำท่าเป็นนักท่องเที่ยว แต่จริงๆแล้ว เข้ามาทำธุรกิจสีเทา ตนยืนยันว่าปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้นเร่งด่วน และทุกคนเจอกับตัว แม้กระทั่งนายกฯ ที่ถูกห้อมล้อมด้วยความปลอดภัยยังเจอปัญหานี้เลย ในกรณีนายกฯให้สัมภาษณ์ว่าตนเองถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อ้างว่าเป็นผู้นำประเทศหลอกให้โอนเงิน ซึ่งมาเล่าหน้าตาเฉยว่าเกือบหลงเชื่อ

แต่ท่านเคยคิดหรือไม่ว่า สิ่งที่ท่านเจอนั้น สะท้อนว่า ขนาดนายกฯมิจฉาชีพยังเข้าถึงได้ และการที่เขาบอกว่าเป็นผู้นำประเทศ แสดงว่าเขารู้ว่าเขาคุยอยู่กับใคร ท่านต้องสืบเรื่องนี้และดูว่าต้นตอที่ทำข้อมูลท่านหลุดรั่วนั้น มาจากไหน ท่านต้องเอาผิดคนที่ทำข้อมูลท่านหลุด

แต่วันนี้มิจฉาชีพยังเข้าถึงข้อมูลนายกฯได้แล้วท่านคิดว่าตาสีตาสาเขาจะรอดหรือ ประชาชนเขาอยากได้นายกฯที่มาแก้ไขปัญหาให้ไม่ใช่เขาอยากได้นายกฯที่มาบอกว่าฉันก็เจอปัญหาเหมือนกับเธอ แต่ฉันรอด ถ้าท่านเป็นนายกฯแล้วทำได้แค่นี้เราไม่ต้องมีนายกฯที่ชื่อแพทองธารก็ได้

น.ส.รักชนก กล่าวว่า การตัดไฟ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์มีความสว่าง ก็เป็นทรัพยากรไฟจากประเทศเรา ซึ่งการตัดไฟเป็นก้าวแรกในการทำลายรังของมิจฉาชีพ แต่เป็นก้าวแรกที่ยากลำบากมาก เรื่องการตัดไฟมีแค่ 2 รองนายกฯที่เกี่ยงกันไปมา แต่นายกฯที่มีหน้าที่ไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้เลย

กระทั่งนายทักษิณ ชินวัตร ออกมาพูดเรื่องตัดไฟเพื่อนบ้าน ตนไม่แน่ใจว่า นี่หรือไม่คือคนที่มีอำนาจสั่งการครม. หรือจะเป็นหลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงและสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่หอบสังขารมาถึงไทย ซึ่งน่าเศร้าใจแค่ไหนที่มาหวังให้รัฐมนตรีจีนกดดันรัฐบาลไทยทำหน้าที่ของตัวเอง รวมถึงธุรกิจที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่มีกลุ่มทุนที่อาจเสียประโยชน์

ตั้งแต่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำหน้าที่ 2 ปี แต่พระราชกำหนดเพื่อแก้ปัญหาและให้ธนาคารร่วมรับผิดชอบต่อผู้เสียหายยังไม่ออกมาบังคับใช้ จึงควรทบทวนปรับออกจากตำแหน่ง

“น่าโมโหหรือไม่ที่เอกชนนำข้อมูลประชาชนไปวิเคราะห์ทำกำไรเพิ่ม แต่เมื่อข้อมูลหลุด กลับไม่รับผิดชอบ ขณะที่รัฐบาลไม่ดำเนินการใดๆ กรณีที่มีนายกฯ ชื่อ แพทองธาร จึงติดขัดเพราะไม่ว่าหันหน้าทางไหนมีผลประโยชน์ต่อกลุ่มทุน การจัดการเรื่องนี้ต้องบังคับให้กลุ่มทุนรับผิดชอบ ให้เขามีกำไรน้อยที่สุด โดยนายกฯ ควรเกรงใจประชาชน ไม่ใช่เกรงใจเพื่อนพ่อ หรือ กลุ่มทุน” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า การจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รัฐบาลไม่เคยจัดการรายใหญ่ได้ เป็นเพราะเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองอำนวยความสะดวกให้หรือไม่ กรณีรัฐบาลย้ายนายตำรวจยศใหญ่อย่าง ผู้การต๊ะ ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แล้วทำอย่างไรต่อมีการพิสูจน์เส้นเงินหรือคนในครอบครัวว่าเกี่ยวข้องหรือไม่

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีบุคคลที่ชื่อย่อ “ย.ยักษ์” ที่ใกล้ชิดกับบิดานายกฯ ในพื้นที่ จ.เชียงราย ทำให้ไม่สามารถปราบปรามได้ ซึ่งปัญหาไม่ใช่ความไร้ประสิทธิภาพอย่างเดียว แต่จงใจปล่อยปละเพราะมีผลประโยชน์แอบแฝง ซึ่งต่างจากการปราบปรามปัญหาของต่างประเทศที่มีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบทั้งกระบวนการ

“การทำงานของน.ส.แพทองธาร ไม่กล้าแตะประโยชน์ของกลุ่มทุน เพราะไม่ว่ากลุ่มทุนไหนได้ร่วมโต๊ะกับพ่อนายกฯมาแล้ว ขณะที่ทุนเทา คือลูกน้องของพ่อนายกฯ ซึ่งนายกฯ ทำเป็นมองไม่เห็นทำให้ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของมิจฉาชีพ ครอบครัวชินวัตรเอาประโยชน์ของคนในชาติแลกประโยชน์กับตระกูลตัวเอง” น.ส.รักชนก กล่าว

ทั้งนี้ ระหว่างการอภิปรายของ น.ส.รักชนก ช่วงหนึ่งได้หยุดอภิปรายช่วงหนึ่งก่อนกล่าวว่า “เงียบเหงามากไม่มีใครลุกประท้วงดิฉันเลย” ซึ่งได้สร้างเสียงหัวเราะให้กับสส.พรรคประชาชนที่นั่งให้กำลังใจโดยรอบ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รักชนก พ้อไร้เงากี้กี้ประท้วง ซัดนายกฯ ปราบคอล-แก้ทุนเทาไม่ได้ผล จี้ปรับรมว.ดีอี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...