โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ราคาน้ำมัน ขยับลง หลัง OPEC+ ไฟเขียวเพิ่มเป้าผลิต

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 ก.ค. เวลา 13.37 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. เวลา 06.36 น.

ราคาน้ำมันดิบ ขยับลงเล็กน้อย หลัง OPEC+ มีมติเพิ่มเป้าหมายการผลิตเดือน ส.ค. ขณะที่ยอดส่งออกน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซและรัสเซียเริ่มฟื้นตัว ดันอุปทานโลกพุ่ง

6 ก.ค.2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบ ปรับตัวลดลงเล็กน้อยในการซื้อขายวันจันทร์ หลังจากกลุ่ม OPEC+ มีมติเห็นชอบที่จะปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

ประกอบกับการส่งออกน้ำมันของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เริ่มฟื้นตัว ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณอุปทานน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น

ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน

  • น้ำมันดิบ Brent (สัญญาซื้อขายล่วงหน้า): ปรับตัวลดลง 24 เซนต์ หรือ 0.33% อยู่ที่ 71.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ณ เวลา 00:10 น. GMT) หลังจากปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.45% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
    • น้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate): ลดลง 11 เซนต์ หรือ 0.16% อยู่ที่ 68.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งนี้ ไม่มีการกำหนดราคาปิดตลาดของ WTI เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ ปิดทำการล่วงหน้าก่อนวันประกาศอิสรภาพ (Independence Day) ซึ่งตรงกับวันเสาร์

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันทั้งสองสัญญามีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย หลังจากที่เผชิญภาวะปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากนักลงทุนต่างจับตาอย่างใกล้ชิดต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน เกี่ยวกับความปลอดภัยในการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมทั้งติดตามการฟื้นตัวของการส่งออกน้ำมันในแถบอ่าวเปอร์เซีย

OPEC+ เดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิต

องค์การร่วมประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออกและชาติพันธมิตร หรือ OPEC+ (รวมถึงรัสเซีย) ได้บรรลุข้อตกลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเห็นชอบให้ปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเกณฑ์เดิมที่มีการปรับเพิ่มไปแล้วในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม

อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มกำลังการผลิตดังกล่าวส่วนใหญ่ยังคงเป็นเพียง"ตัวเลขบนหน้ากระดาษ" เนื่องจากผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซต้องปิดตัวลง ไม่สามารถเดินเรือขนส่งน้ำมันสำหรับผู้ผลิตรายใหญ่ของ OPEC ได้ เช่น ซาอุดีอาระเบีย คูเวต และอิรัก ซึ่งกลายเป็นการจำกัดเพดานการผลิตไปโดยปริยาย

โทนี ซิคามอร์ (Tony Sycamore) นักวิเคราะห์ตลาดจาก IG ระบุว่า "ตัวเลขการปรับเพิ่มนี้ถือว่าใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่จากการที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถอนตัวออกไป ประกอบกับโควตาการผลิตที่น่าจะยังไม่เป็นไปตามเป้า เนื่องจากกำลังการผลิตยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังความขัดแย้ง ผมจึงไม่แน่ใจว่าตัวเลขเหล่านี้จะมีความหมายมากนักในเวลานี้"

(หมายเหตุ: สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ได้ถอนตัวจากการเป็นสมาชิก OPEC อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา)

อุปทานน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียและรัสเซียเริ่มฟื้นตัว

ปัจจุบัน กลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้เริ่มกลับมาฟื้นฟูการส่งน้ำมันที่เคยหยุดชะงักไปในช่วงสงครามอิหร่าน และกำลังเร่งเพิ่มปริมาณการส่งออก

  • กำลังการผลิตโดยรวม: ผลการสำรวจของรอยเตอร์พบว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC ในเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 19.43 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นการฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบกว่าสองทศวรรษ
    • การส่งออกในอ่าวเปอร์เซีย: ข้อมูลระบุว่า ยอดการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียในเดือนมิถุนายนพุ่งขึ้นกว่า 3 ล้านบาร์เรลจากเดือนพฤษภาคม ทำให้มียอดรวมทะลุ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวยังคงต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงครามอยู่ราว 40%

นอกจากนี้ แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า ปริมาณการขนส่งน้ำมันจากท่าเรือฝั่งตะวันตกของรัสเซียพุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมิถุนายน และคาดว่าจะยังคงรักษาระดับดังกล่าวได้ในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันในประเทศได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรนโดยยูเครน ส่งผลให้รัฐบาลมอสโกจำเป็นต้องหันมาเร่งส่งออกน้ำมันดิบแทน

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...