ราคาน้ำมัน ขยับลง หลัง OPEC+ ไฟเขียวเพิ่มเป้าผลิต
ราคาน้ำมันดิบ ขยับลงเล็กน้อย หลัง OPEC+ มีมติเพิ่มเป้าหมายการผลิตเดือน ส.ค. ขณะที่ยอดส่งออกน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซและรัสเซียเริ่มฟื้นตัว ดันอุปทานโลกพุ่ง
6 ก.ค.2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบ ปรับตัวลดลงเล็กน้อยในการซื้อขายวันจันทร์ หลังจากกลุ่ม OPEC+ มีมติเห็นชอบที่จะปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป
ประกอบกับการส่งออกน้ำมันของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เริ่มฟื้นตัว ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณอุปทานน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น
ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน
- น้ำมันดิบ Brent (สัญญาซื้อขายล่วงหน้า): ปรับตัวลดลง 24 เซนต์ หรือ 0.33% อยู่ที่ 71.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ณ เวลา 00:10 น. GMT) หลังจากปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.45% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
- น้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate): ลดลง 11 เซนต์ หรือ 0.16% อยู่ที่ 68.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งนี้ ไม่มีการกำหนดราคาปิดตลาดของ WTI เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ ปิดทำการล่วงหน้าก่อนวันประกาศอิสรภาพ (Independence Day) ซึ่งตรงกับวันเสาร์
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันทั้งสองสัญญามีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย หลังจากที่เผชิญภาวะปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนหน้า เนื่องจากนักลงทุนต่างจับตาอย่างใกล้ชิดต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน เกี่ยวกับความปลอดภัยในการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมทั้งติดตามการฟื้นตัวของการส่งออกน้ำมันในแถบอ่าวเปอร์เซีย
OPEC+ เดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิต
องค์การร่วมประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออกและชาติพันธมิตร หรือ OPEC+ (รวมถึงรัสเซีย) ได้บรรลุข้อตกลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเห็นชอบให้ปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเกณฑ์เดิมที่มีการปรับเพิ่มไปแล้วในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม
อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มกำลังการผลิตดังกล่าวส่วนใหญ่ยังคงเป็นเพียง"ตัวเลขบนหน้ากระดาษ" เนื่องจากผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซต้องปิดตัวลง ไม่สามารถเดินเรือขนส่งน้ำมันสำหรับผู้ผลิตรายใหญ่ของ OPEC ได้ เช่น ซาอุดีอาระเบีย คูเวต และอิรัก ซึ่งกลายเป็นการจำกัดเพดานการผลิตไปโดยปริยาย
โทนี ซิคามอร์ (Tony Sycamore) นักวิเคราะห์ตลาดจาก IG ระบุว่า "ตัวเลขการปรับเพิ่มนี้ถือว่าใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่จากการที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถอนตัวออกไป ประกอบกับโควตาการผลิตที่น่าจะยังไม่เป็นไปตามเป้า เนื่องจากกำลังการผลิตยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัวหลังความขัดแย้ง ผมจึงไม่แน่ใจว่าตัวเลขเหล่านี้จะมีความหมายมากนักในเวลานี้"
(หมายเหตุ: สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ได้ถอนตัวจากการเป็นสมาชิก OPEC อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา)
อุปทานน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียและรัสเซียเริ่มฟื้นตัว
ปัจจุบัน กลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้เริ่มกลับมาฟื้นฟูการส่งน้ำมันที่เคยหยุดชะงักไปในช่วงสงครามอิหร่าน และกำลังเร่งเพิ่มปริมาณการส่งออก
- กำลังการผลิตโดยรวม: ผลการสำรวจของรอยเตอร์พบว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC ในเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 19.43 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นการฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบกว่าสองทศวรรษ
- การส่งออกในอ่าวเปอร์เซีย: ข้อมูลระบุว่า ยอดการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียในเดือนมิถุนายนพุ่งขึ้นกว่า 3 ล้านบาร์เรลจากเดือนพฤษภาคม ทำให้มียอดรวมทะลุ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวยังคงต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงครามอยู่ราว 40%
นอกจากนี้ แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า ปริมาณการขนส่งน้ำมันจากท่าเรือฝั่งตะวันตกของรัสเซียพุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมิถุนายน และคาดว่าจะยังคงรักษาระดับดังกล่าวได้ในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันในประเทศได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรนโดยยูเครน ส่งผลให้รัฐบาลมอสโกจำเป็นต้องหันมาเร่งส่งออกน้ำมันดิบแทน
อ้างอิง : reuters.com