โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ฝันร้ายกลายเป็นจริง! "ทุเรียน" มาเลเซีย โดนตีกลับ-ล้นประเทศ บทเรียนที่ไทยต้องรู้

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
วิกฤตทุเรียนมาเลเซีย ราคาดิ่งกว่า 90% หลังผลผลิตล้นตลาดและถูกจีนตีกลับเพราะไม่ผ่านมาตรฐาน วิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมทุเรียนอาเซียน และโอกาสของไทยในการย้ำจุดแข็งด้านคุณภาพและมาตรฐานส่งออก

วิกฤต "ทุเรียนมาเลเซีย" จีนตีกลับ-ราคาดิ่ง สัญญาณเตือนไทย คุณภาพ คือ คำตอบที่ยั่งยืน!

หากพูดถึง "มูซังคิง" หลายคนคงนึกถึงทุเรียนพรีเมียมของมาเลเซียที่เคยมีราคาสูงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก แต่วันนี้ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

มาเลเซียกำลังเผชิญวิกฤตราคาทุเรียนครั้งใหญ่ ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก ขณะที่ทุเรียนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งใจส่งออกกลับถูกประเทศปลายทางตีกลับ เพราะไม่ผ่านมาตรฐานคุณภาพ ส่งผลให้ราคาทุเรียนร่วงลงอย่างหนัก

แม้แต่มูซังคิง ซึ่งเคยขายได้ราว 90 ริงกิต หรือประมาณ 730 บาทต่อกิโลกรัม วันนี้ราคาลดลงเหลือเพียง 6-9 ริงกิต หรือประมาณ 49-73 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงมากกว่า 90%

ส่วนทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านยิ่งได้รับผลกระทบหนักกว่า หลายพื้นที่ขายได้ในราคาต่ำกว่า 1 ริงกิตต่อลูก หรือเพียงประมาณ 4 บาท ขณะที่บางสายพันธุ์มีราคาเพียง 2 ริงกิต หรือไม่ถึง 20 บาทต่อลูก

นี่จึงไม่ใช่เพียงปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำ แต่เป็นวิกฤตของทั้งอุตสาหกรรมทุเรียนมาเลเซีย และเป็นสัญญาณที่ประเทศไทยควรจับตาอย่างใกล้ชิด

ผลผลิตล้นตลาด ส่งออกสะดุด จุดเริ่มต้นของวิกฤต

องค์การตลาดสินค้าเกษตรแห่งสหพันธรัฐมาเลเซีย (FAMA) ระบุว่า ปีนี้ผลผลิตทุเรียนออกมาพร้อมกันทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกหลัก ได้แก่ ปีนัง เประ ยะโฮร์ และมะละกา

เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การส่งออกไม่สามารถระบายสินค้าได้ทัน ปัญหาจึงเกิดขึ้นทันที

สาเหตุสำคัญคือ สวนทุเรียนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มให้ผลผลิต และมีการเร่งส่งออกไปต่างประเทศ แต่ทุเรียนหลายล็อตกลับไม่ผ่านข้อกำหนดด้านคุณภาพและมาตรฐานสุขอนามัยของประเทศปลายทาง โดยเฉพาะจีนและสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของมาเลเซีย

เมื่อสินค้าถูกตีกลับ ปริมาณทุเรียนทั้งหมดจึงย้อนกลับเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ ทำให้อุปทานล้นตลาดในเวลาอันรวดเร็ว และกดดันให้ราคาปรับลดลงอย่างหนัก

ขายขาดทุน ดีกว่าปล่อยให้เน่าเสีย

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีอายุการเก็บรักษาค่อนข้างสั้น เมื่อสุกเกินระยะเวลาที่เหมาะสม มูลค่าจะลดลงอย่างรวดเร็ว

ผู้ค้าหลายรายจึงไม่มีทางเลือก นอกจากเร่งระบายสินค้า แม้จะต้องขายต่ำกว่าทุน

ร้านค้าหลายแห่งจัดโปรโมชั่นในรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งการขายแบบเหมาตะกร้า เหมายกกระสอบ หรือขายเหมาราคา โดยไม่เน้นขายเป็นลูกหรือเป็นกิโลกรัมเหมือนที่ผ่านมา เพราะการขายขาดทุนยังดีกว่าปล่อยให้ผลผลิตเสียหายทั้งหมด

ขณะเดียวกัน รัฐบาลมาเลเซียต้องเร่งออกมาตรการพยุงตลาด โดย FAMA ประกาศรับซื้อทุเรียนจำนวน 1,000 ตันเข้าสู่ระบบบริหารจัดการของรัฐ พร้อมขยายจุดรับซื้อและจุดจำหน่ายชั่วคราวทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังเร่งนำผลผลิตส่วนเกินเข้าสู่กระบวนการแปรรูป เช่น ทุเรียนกวน รวมถึงใช้ห้องเย็นกว่า 142 แห่ง เพื่อชะลอการระบายผลผลิตและลดแรงกดดันด้านราคา

เมื่อจีนสะดุด มาเลเซียต้องเร่งหาตลาดใหม่

เมื่อตลาดจีนเกิดปัญหา มาเลเซียจึงต้องเร่งกระจายความเสี่ยงไปยังประเทศอื่น

รัฐบาลตั้งเป้าส่งออกทุเรียนให้ได้ 50,000 ตันภายในปีนี้ พร้อมเดินหน้าขยายตลาดไปยังแคนาดา สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และมัลดีฟส์

นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายมูซังคิงในสิงคโปร์ ควบคู่กับการยกระดับระบบตรวจสอบคุณภาพ เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของผู้ซื้อในต่างประเทศ

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดทุเรียนอาเซียนกำลังแข่งขันกันเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ

ปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่ส่งออกทุเรียนไปจีน แต่หลายประเทศกำลังเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาเลเซีย ซึ่งมีผลผลิตมากกว่า 550,000 ตันต่อปี และเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดทุเรียนพรีเมียม โดยเฉพาะมูซังคิง

วิกฤตของมาเลเซีย อาจเป็นโอกาสของไทย

แม้วิกฤตครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรมาเลเซียอย่างหนัก แต่สำหรับประเทศไทย นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มองว่า ไทยสามารถใช้โอกาสนี้ตอกย้ำจุดแข็งด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้า โดยเฉพาะในตลาดจีน ซึ่งยังคงเป็นผู้นำเข้าทุเรียนรายใหญ่ที่สุดของโลก

บทเรียนสำคัญคือ การแข่งขันในอนาคตไม่ได้อยู่ที่การปลูกได้มากที่สุด หรือส่งออกได้มากที่สุด แต่อยู่ที่การรักษามาตรฐานให้ผ่านข้อกำหนดของประเทศปลายทางอย่างสม่ำเสมอ

ปัจจุบัน ตลาดจีนให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และมาตรฐานสุขอนามัยพืชมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

หากไทยยังสามารถรักษาความเชื่อมั่นในเรื่องเหล่านี้ไว้ได้ ก็มีโอกาสรักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมขยายส่วนแบ่งตลาดในระยะยาว

ไม่ใช่แค่ผลสด แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม

อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญจากวิกฤตครั้งนี้ คือ การพึ่งพาการขายผลสดเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงสูง

การแปรรูป เช่น ทุเรียนฟรีซดราย ทุเรียนอบกรอบ ทุเรียนกวน หรือผลิตภัณฑ์อาหารอื่น ๆ จะช่วยยืดอายุสินค้า ลดความผันผวนของราคา และเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ไทยยังมีศักยภาพในการส่งออกองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นระบบ Smart Farming ระบบบริหารจัดการสวน เครื่องคัดแยกคุณภาพ หรือเครื่องจักรแปรรูปอาหาร ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจ หากประเทศเพื่อนบ้านต้องการยกระดับมาตรฐานการผลิตเพื่อแข่งขันในตลาดโลก

คุณภาพ คือแต้มต่อที่สำคัญที่สุด

วิกฤตราคาทุเรียนในมาเลเซียคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะประเทศผู้ส่งออกทุเรียนอย่างไทย

แต่เหตุการณ์ครั้งนี้กำลังส่งสัญญาณสำคัญว่า การแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้วัดกันที่ปริมาณผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจ คือ การรักษาคุณภาพ มาตรฐาน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และไทยต้องไม่ประมาท และไม่ลืมที่จะรักษาความเป็นผู้นำในตลาดโลกด้วย "คุณภาพ" ที่ยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...