ทำไม"เงินเฟ้อ"กระทบแต่ละคนไม่เท่ากัน?
หลายครั้งที่มีการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ หลายคนอาจรู้สึกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจไม่ตรงกับความรู้สึกในชีวิตจริง เพราะแม้เงินเฟ้อภาพรวมอาจเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ค่าใช้จ่ายบางหมวดกลับขยับขึ้นชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า หรือค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัว
ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ณวันที่6 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 2.42% และประมาณการทั้งปี 2569 ที่ 1.5 - 2.5%ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการในภาพรวม อย่างไรก็ตาม ในระดับบุคคล ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างกันตามโครงสร้างรายจ่ายและรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน
เหตุผลสำคัญคือ “เงินเฟ้อของประเทศ” เป็นค่าเฉลี่ยจากตะกร้าสินค้าและบริการของคนทั้งประเทศ แต่ในชีวิตจริง ไม่มีใครใช้จ่ายเหมือนค่าเฉลี่ยนั้นทั้งหมด มนุษย์เงินเดือนที่ต้องเดินทางทุกวันอาจได้รับผลกระทบจากค่าน้ำมันและค่าเดินทางมากกว่าคนทำงานจากบ้าน ครอบครัวที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุอาจรู้สึกถึงค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายด้านการดูแลมากกว่าคนโสด ขณะที่คนทำงานที่บ้านอาจมีภาระค่าไฟฟ้าและค่าอาหารสูงกว่าคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ออฟฟิศ
สิ่งที่แต่ละคนเผชิญจริงจึงอาจไม่ใช่เพียง “เงินเฟ้อของประเทศ” แต่คือ “เงินเฟ้อของตัวเอง” ซึ่งสะท้อนจากโครงสร้างรายจ่าย รูปแบบการใช้ชีวิต และภาระจำเป็นของแต่ละคน
เคทีซีชวนมองว่า การวางแผนการเงินในยุคที่ค่าครองชีพเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ควรเริ่มจากการดูตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการสำรวจ “โครงสร้างรายจ่ายของตัวเอง” เพื่อให้รู้ว่าเงินของเราถูกใช้ไปกับเรื่องใด และรายจ่ายหมวดไหนมีผลต่อสภาพคล่องในแต่ละเดือนมากที่สุด
4 เรื่องที่ควรสำรวจก่อนวางแผนรับมือเงินเฟ้อของตัวเอง
1. สัดส่วนรายจ่ายจำเป็น
ลองประเมินว่า ค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัย ค่าสาธารณูปโภค ค่าเล่าเรียน หรือค่าดูแลครอบครัว คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด ยิ่งรายจ่ายจำเป็นมีสัดส่วนสูง ความสามารถในการปรับลดค่าใช้จ่ายก็ยิ่งน้อยลง
2. ความยืดหยุ่นของรายจ่าย
การแยก “รายจ่ายจำเป็น” ออกจาก “รายจ่ายที่เลื่อนหรือลดได้” จะช่วยให้เห็นพื้นที่ในการปรับงบประมาณชัดขึ้น เช่น รายจ่ายด้านอาหารและการเดินทางอาจลดได้บางส่วนด้วยการวางแผนล่วงหน้า ขณะที่ค่างวด ค่าเช่า หรือค่าเล่าเรียนเป็นภาระที่ต้องเตรียมไว้ให้ครบและตรงเวลา
3. ความพร้อมของเงินสำรอง
เงินสำรองเป็นกันชนสำคัญเมื่อค่าครองชีพทยอยเพิ่มขึ้น ควรลองตั้งคำถามว่า หากรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น 10–15% ต่อเนื่อง 3–6 เดือน เรายังมีสภาพคล่องเพียงพอหรือไม่ คำตอบข้อนี้จะช่วยให้เห็นว่าแผนการเงินของเรารับแรงกดดันได้มากน้อยเพียงใด
4. หมวดรายจ่ายที่อ่อนไหวต่อราคา
หากรายจ่ายส่วนใหญ่ผูกกับหมวดที่ราคาผันผวนง่าย เช่น พลังงาน อาหารสด ค่าเดินทาง หรือค่าสาธารณูปโภค ก็ควรติดตามหมวดเหล่านี้เป็นพิเศษ และวางแผนใช้จ่ายให้รอบคอบมากขึ้น
เมื่อเข้าใจโครงสร้างรายจ่ายของตัวเองแล้ว การบริหาร “เงินเฟ้อของตัวเอง” ไม่ได้หมายถึงการลดค่าใช้จ่ายทุกอย่างพร้อมกัน แต่คือการเลือกจัดการรายจ่ายให้เหมาะกับชีวิตจริง เริ่มจากการบันทึกรายจ่าย แยกค่าใช้จ่ายจำเป็นออกจากค่าใช้จ่ายที่ลดหรือเลื่อนได้ ติดตามหมวดที่มีผลต่อกระเป๋าเงินมากที่สุด และเลือกใช้สิทธิประโยชน์ทางการเงินให้เหมาะกับรายจ่ายจำเป็น โดยไม่เพิ่มภาระเกินกำลัง
สำหรับค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรวางแผนล่วงหน้าและรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอ หากจำเป็นต้องกระจายภาระการชำระ ควรพิจารณาจากความสามารถในการจ่ายจริง และไม่ใช้วิธีดังกล่าวกับรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพราะการบริหารเงินที่ดีไม่ใช่เพียงการทำให้จ่ายไหวในวันนี้ แต่ต้องไม่สร้างภาระที่กระทบความมั่นคงทางการเงินในวันข้างหน้า
ท้ายที่สุด สิ่งที่กระทบกระเป๋าเงินของเราอาจไม่ใช่ตัวเลขเงินเฟ้อของประเทศเพียงอย่างเดียว แต่คือรูปแบบการใช้ชีวิตและโครงสร้างรายจ่ายของเราเอง การรู้จัก “เงินเฟ้อของตัวเอง” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนการเงินที่สอดคล้องกับชีวิตจริง ช่วยให้เราใช้จ่ายอย่างรู้เท่าทัน รักษาสภาพคล่อง และรับมือกับค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง