ญี่ปุ่นอัดเงินอุดหนุน ‘อีวี’ หนัก รถใหม่ถูกกว่า ‘มือสอง’
นโยบายอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ของรัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลกรุงโตเกียว กำลังสร้างปรากฏการณ์ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อราคารถยนต์ไฟฟ้าใหม่บางรุ่น “ถูกกว่ารถมือสอง” ของรุ่นเดียวกัน หลังผู้ซื้อได้รับเงินสนับสนุนรวมสูงสุดกว่า 1.8 ล้านเยน จนทำให้ Nissan Sakura รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กยอดนิยม มีราคาสุทธิเริ่มต้นเพียง 560,000 เยน (ประมาณ 110,000 บาท) เท่านั้น
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า มาตรการดังกล่าวช่วยเร่งการเติบโตของตลาด EV ญี่ปุ่นอย่างชัดเจน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เริ่มสร้างคำถามว่า การพึ่งพาเงินอุดหนุนจำนวนมหาศาลจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดรถยนต์ในระยะยาวหรือไม่
ข้อมูลอุตสาหกรรมระบุว่า ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน 2569 ญี่ปุ่นมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้านั่งส่วนบุคคล 32,378 คัน เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 3.4% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด นับเป็นครั้งแรกที่สัดส่วนยอดขายอีวีในญี่ปุ่นทะลุ 3% ภายในไตรมาสเดียว
เฉพาะเดือนมิถุนายน สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกิน 4% สะท้อนว่าความนิยมรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเร่งตัวอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าสงครามอิหร่านจะผลักดันราคาน้ำมันทั่วโลกให้สูงขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งความต้องการ EV ในหลายประเทศ แต่กรณีของญี่ปุ่นแตกต่างออกไป เพราะรัฐบาลยังคงอุดหนุนราคาน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันภายในประเทศไม่ได้ปรับขึ้นรุนแรงเหมือนหลายประเทศ
ดังนั้น ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันยอดขาย EV ของญี่ปุ่นในเวลานี้ จึงไม่ใช่ราคาน้ำมัน แต่เป็น “เงินอุดหนุน” จากภาครัฐ
นับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มวงเงินอุดหนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสูงสุดจากเดิมอีก 400,000 เยน เป็น 1.3 ล้านเยน
รถยนต์ของ Toyota และ Honda มีสิทธิได้รับเงินอุดหนุนเต็มจำนวน ขณะที่รถของ Tesla ได้รับเงินสนับสนุนสูงถึง 1.27 ล้านเยน ส่งผลให้ยอดขาย EV ของผู้ผลิตญี่ปุ่นเติบโตอย่างก้าวกระโดด
Honda มียอดขายรถ EV ในไตรมาส 2 จำนวน 4,497 คัน จากเพียง 3 คัน ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกว่า 60% เป็นรถรุ่น Super-One ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคม
รถรุ่นนี้มีราคาเต็ม 3.39 ล้านเยน แต่หลังหักเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ราคาลดลงเหลือเพียง 2.09 ล้านเยน ส่งผลให้ความต้องการสูงจนตัวแทนจำหน่ายบางแห่งต้องหยุดรับคำสั่งซื้อชั่วคราว
ด้าน Tesla มียอดขายเกือบ 7,000 คัน เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า พร้อมเพิ่มแรงจูงใจด้วยการให้ลูกค้าใช้งานสถานีชาร์จ Supercharger ฟรีนาน 3 ปี
ขณะที่ยอดขาย EV ของ Toyota เติบโตถึง 38 เท่า จากปีก่อน
แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยเร่งยอดขาย EV แต่ก็เริ่มสร้างแรงกดดันต่อ“ตลาดรถยนต์มือสอง” สาเหตุสำคัญคือ รถยนต์มือสองไม่มีสิทธิได้รับเงินอุดหนุน ทำให้รถใหม่บางรุ่นมีราคาถูกกว่ารถมือสองรุ่นเดียวกัน
หากราคารถมือสองปรับลดลงต่อเนื่อง ก็จะกระทบต่อมูลค่าขายต่อของรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับราคาขายต่อ อาจลังเลที่จะซื้ออีวีในอนาคต
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นกำลังเผชิญโจทย์สำคัญว่า แม้เงินอุดหนุนจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว แต่หากตลาดเติบโตบนฐานของแรงจูงใจจากภาครัฐมากเกินไป เมื่อวันหนึ่งมาตรการเหล่านี้สิ้นสุดลง ความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคจะยังแข็งแกร่งเพียงพอที่จะขับเคลื่อนตลาดอีวีต่อไปหรือไม่
อ้างอิง: nikkei