โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คะแนนนิยมร่วง ถึงเวลาปรับ ครม. คนไร้ผลงาน

INN News

อัพเดต 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 0.24 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • INN News

จากผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนล่าสุด กลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองครั้งสำคัญของรัฐบาล เมื่อคะแนนนิยมลดลงจาก 26% เหลือ 21% ภายในเวลาไม่นาน แม้จะยังไม่ใช่ระดับวิกฤต แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “โพลคือกระจกส่องตัวเอง”

คำพูดดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลเลือกที่จะไม่ปฏิเสธผลสำรวจ แต่กลับมองว่าเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องรับฟัง เพราะคะแนนนิยมที่หายไปถึง 5% ย่อมหมายความว่าประชาชนบางส่วนเริ่มตั้งคำถามต่อการทำงานของรัฐบาล

นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ปัญหาส่วนหนึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่ผลงาน แต่อยู่ที่การสื่อสาร รัฐบาลเชื่อว่าหลายกระทรวงทำงานหนัก มีผลงานด้านเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของ GDP การลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ตลาดทุนมีเสถียรภาพ รวมถึงความคืบหน้าในการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD แต่ผลงานเหล่านี้กลับไม่สามารถสร้างการรับรู้ในวงกว้างได้

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณชัดว่า จะเรียกรัฐมนตรีมาหารือเรื่องการสื่อสารผลงาน พร้อมเตือนรัฐมนตรีที่ทำงานเงียบจนกลายเป็น “รัฐมนตรีโลกลืม” ว่า หากประชาชนไม่รับรู้ผลงาน ก็อาจถูกลืมในการพิจารณาทางการเมืองเช่นกัน

คำเตือนดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสจับตาทันทีว่า นี่คือการส่งสัญญาณไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรีในอนาคตหรือไม่ แม้นายกรัฐมนตรี จะยืนยันว่าการปรับ ครม.ต้องอาศัยเหตุผลและผลงานเป็นหลัก ไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเพื่อแก้กระแสการเมือง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า บรรยากาศภายในรัฐบาลเริ่มตึงตัวมากขึ้น

ยิ่งก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันนี้ (7ก.ค.69) นายกรัฐมนตรี ได้เรียกรัฐมนตรีจากทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ขึ้นหารือบนตึกไทยคู่ฟ้า ยิ่งทำให้เกิดการคาดการณ์ถึงการประเมินผลงานรัฐมนตรี แม้เจ้าตัวจะตอบแบบอารมณ์ดีว่า “ไปทานโจ๊กครับ” เพื่อสยบข่าวลือเรื่องการปรับ ครม.ก็ตาม

ขณะที่รัฐมนตรีหลายคนต่างออกมายืนยันตรงกัน โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่ถูกมองว่าเป็น“ลูกเทพ”ต่าง พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน

โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มองว่า โพลเป็นเสมือน “คันฉ่อง” ที่สะท้อนการทำงานของรัฐบาล พร้อมชี้ว่า ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลต้องเผชิญทั้งวิกฤตเฉพาะหน้า ตั้งแต่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปจนถึงการเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งราคาพลังงาน ค่าไฟ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลค่าไฟแฝง และการเดินหน้าปราบปรามการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่สะสมมาหลายรัฐบาล

ด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยอมรับว่า การปรับปรุงการทำงานไม่ใช่หน้าที่ของรัฐมนตรีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นภารกิจของทุกคนในรัฐบาล พร้อมระบุว่า ไม่ต้องรอให้นายกรัฐมนตรีเตือน ทุกคนควรประเมินตัวเองว่าทำงานเต็มที่แล้วหรือยัง

ส่วนรัฐมนตรีคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นนายสุชาติ ชมกลิ่น นายวราวุธ ศิลปอาชา และนายสรรเพชญ บุญญามณี ยืนยันว่า ยังไม่ได้รับสัญญาณเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี แต่พร้อมเร่งทำงานและเพิ่มการสื่อสารกับประชาชนตามที่นายกรัฐมนตรีกำชับ

อย่างไรก็ตาม ในทางการเมือง นักวิเคราะห์มองว่า คะแนนนิยมที่ลดลงครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนเฉพาะปัญหาการประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งต้องการเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ การปราบปรามทุจริต และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าหลายโครงการกำลังเดินหน้า แต่หากประชาชนยังไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน คะแนนนิยมก็อาจไม่ฟื้นกลับมาได้ง่าย

โจทย์สำคัญของรัฐบาลในเวลานี้ จึงไม่ใช่เพียงการ “สื่อสารให้มากขึ้น” เท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนทางการเมือง ที่อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไป ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ในภาพรวมรัฐบาลยังขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านความโปร่งใส การปราบปรามทุจริต และการจัดการปัญหายาเสพติด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน…

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...