นิรโทษกรรม คดีชุมนุมการเมือง ล้างทุกสิ่งเพื่อกลับไปเริ่มต้นใหม่
ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เหมือนกับการปิดจบความขัดแย้งทั้งหมดที่เกิดขึ้นมา เรื่องความขัดแย้งทางการเมืองก็ให้อยู่ในการเมือง อยู่ในระบบประชาธิปไตย เพื่อที่เศรษฐกิจจะได้เดินหน้าได้
จากมติที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อ 30 มิ.ย. 2569 ที่เห็นชอบร่าง พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … หรือที่เรียกกันว่า "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีชุมนุมทางการเมือง" ที่มีเนื้อหาให้นิรโทษกรรมคดีอาญาและคดีแพ่ง รวมถึงให้ลบล้างประวัติความผิด แต่ไม่ให้นิรโทษกรรมคดีความผิดทุจริตคอร์รัปชัน-คดีความผิดมาตรา 112 ซึ่งหลังผ่านวุฒิสภาก็มีการส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้พิจารณาว่าเห็นชอบด้วยกับร่างที่ผ่านวุฒิสภามาหรือไม่ หลังวุฒิสภามีการแก้ไขถ้อยคำในบางมาตรา ซึ่งหากสภาฯ ไม่เห็นด้วยก็จะนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภา ที่จะทำให้การประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะต้องขยับออกไป แต่หากไม่ติดใจอะไรเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขของ สว. ก็จะมีการนำร่างดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป
"พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …วุฒิสภา หรือร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" ให้สัมภาษณ์พิเศษถึงหลักการ-เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยเริ่มด้วยการกล่าวถึงเส้นทางการออกกฎหมายดังกล่าวว่า จุดเริ่มต้นมาจากยุคสมัยรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีการตั้งคณะกรรมการบางชุดมาทำการศึกษาเรื่องดังกล่าว จนสุดท้ายสภาฯ สมัยที่ผ่านมาซึ่งเป็นสภาฯ หลังเลือกตั้งปี 2566 มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสภาฯ จนผ่านความเห็นชอบแล้วส่งมาที่วุฒิสภา ซึ่งแม้ต่อมาจะมีการยุบสภาเมื่อ 12 ธ.ค. 2568 แต่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มีมติ ครม.ยืนยันร่าง พ.ร.บ.ที่ค้างการพิจารณาของรัฐสภามาหลายฉบับ และหนึ่งในนั้นก็คือร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งวุฒิสภาได้ลงมติรับหลักการวาระแรกและมีการตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวค้างไว้ โดยเมื่อรัฐสภามีมติยืนยันให้นำมาพิจารณาต่อ ทางคณะ กมธ.จึงมีการพิจารณาต่อเนื่องจนแล้วเสร็จและเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาให้เห็นชอบเมื่อ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา
…ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หลักสำคัญคือการนิรโทษกรรมคดีที่เกิดจากการเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมือง ที่ให้มีผลย้อนไปตั้งแต่เมื่อปี 2548 จนถึงปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลา 20 ปีที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองกัน ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นหรือจุดยุติความขัดแย้งที่เราเคยมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ที่เกิดมีกลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่มคนเสื้อแดง หรือกลุ่มการเมืองกลุ่มต่างๆ ที่ทำให้ประเทศชาติขาดเสถียรภาพทั้งความมั่นคงทางด้านการเมือง การปกครองและกระทบกระเทือนไปถึงเศรษฐกิจต่างๆ จนทำให้ประเทศไทยอยู่ในสภาพหยุดชะงักเป็นเวลานานถึง 20 ปีหรือสองทศวรรษ คิดว่าถึงเวลาแล้วเพราะร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขเป็นการปลดล็อกให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับไปเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ อยากให้ทุกคนถือว่า พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขเป็นพ.ร.บ.ที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดทศวรรษใหม่ที่อย่าไปแก้ปัญหาโดยใช้ความรุนแรง หากเป็นปัญหาการเมืองก็ควรแก้ด้วยการเมืองจะเป็นทางออกที่ดีกว่าการไปใช้ความรุนแรงเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะบทเรียนที่ผ่านมามันก็บ่งบอกอยู่แล้วครับว่าการแก้ปัญหาแบบนั้นไม่ได้ช่วยให้ใครดีขึ้น ประเทศก็ไม่ดีขึ้นเศรษฐกิจก็แย่ลง การพัฒนาต่างๆ หยุดชะงัก อยากบอกกับประชาชนว่าร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เป็นจุดเริ่มต้นของความสามัคคีและปรองดองของคนในชาติตามชื่อร่างกฎหมายคือ สร้างเสริมสังคมสันติสุข
"พิสิษฐ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. …วุฒิสภา" กล่าวต่อไปว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีด้วยกัน 13 มาตรา ที่แต่ละมาตราจะมีการเชื่อมโยงกัน อย่างมาตราที่สำคัญก็เช่น มาตรา 7 ที่เป็นกรอบในการให้อำนาจหน้าที่ต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่มีหน้าที่ในการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดการได้รับการนิรโทษกรรม ซึ่งร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เน้นไปที่เรื่องของความขัดแย้งทางการเมืองเป็นหลักระหว่างปี 2548 ถึงปี 2568 เมื่อเน้นไปที่เรื่องความขัดแย้งทางการเมือง จึงทำให้ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข จะไม่มีการนิรโทษกรรม 3 เรื่องคือ การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ การทุจริตทุกประเภทจะไม่รวมอยู่ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ ยกตัวอย่างเช่น การฮั้วเลือก สว.หรือทุจริตการเลือกตั้งต่างๆ จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรมใดๆ ทั้งสิ้น อย่างเรื่องการเลือก สว.ก็อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ยังไม่ได้มีข้อสรุปออกมา นอกจากนี้ก็จะไม่มีการนิรโทษกรรมการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งกระบวนการทางคดีก็ดำเนินต่อไปจะไม่มีการนิรโทษกรรมใดๆ
"เหตุผลที่ไม่ให้มีการนิรโทษกรรมคดี 112 เพราะอย่างเรื่องหนึ่งที่กรรมาธิการคุยกันเสมอก็คือ ตอนที่มีการออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 สมัยท่านพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ที่ออกมาตอนนั้นซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ เรื่องความมั่นคง ส่วนเรื่อง 112 เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เราจึงไม่เอามารวม"
ทั้งนี้ นายพิสิษฐ์เป็นกรรมาธิการฯ ที่ได้ขอสงวนความเห็นให้มีการเพิ่มข้อความในมาตรา 11 จากร่างเดิมที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ ซึ่งวรรคแรกของมาตรา 11 เขียนไว้ว่า บรรดาการกระทำที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าผู้กระทำความผิดซึ่งอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในขณะกระทำความผิดร้องขอไม่ว่าผู้นั้นจะถูกดำเนินคดีหรือแจ้งข้อกล่าวหาแล้วหรือไม่ และคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเห็นเป็นการสมควรเพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข ให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิดแล้วส่งแผนพร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา หรือให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อให้ใช้มาตรการและสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว และให้ศาลมีอำนาจรับฟังความเห็นของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขประกอบการพิจารณาสั่งใช้มาตรการดังกล่าวได้ไม่ว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นใด
โดยนายพิศิษฐ์ได้ขอให้เพิ่มความเป็นวรรคสองของมาตราดังกล่าว โดยการเขียนไว้ว่า "ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112" ซึ่งที่ประชุมวุฒิสภาเห็นด้วย โดย "พิศิษฐ์" ได้อธิบายเหตุผลเรื่องนี้ไว้ว่า เรื่องมาตรา 112 เป็นมาตราเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหลายๆ ครั้งในการที่มีการชุมนุมกัน หลายฝ่ายมักจะเอามาเชื่อมโยงกัน ซึ่งจริงๆ แล้วความขัดแย้งทางการเมืองก็คือความขัดแย้งทางการเมือง เราจะไม่ดึงเอาสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง และอีกประเด็นสำคัญก็คือ ตัวมาตรา 11 มีระเบียบ กฎหมายที่รองรับขั้นตอนต่างๆ อยู่ในชั้นที่ศาลสามารถที่จะเอามาพิจารณาได้อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเอามาใส่ไว้ในร่างนี้ เพราะมีกระบวนการในการที่จะดำเนินการกับกลุ่มอายุต่ำกว่า 18 ปีลงมาอยู่แล้ว มีระบบการเยียวยา มีระบบในการตัดสินพิพากษาตามกระบวนการยุติธรรม จึงไม่จำเป็นต้องนำมาใส่ไว้ ซึ่งที่ประชุมวุฒิสภาก็เห็นด้วย
เมื่อถามถึงการส่งร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข กลับไปที่สภาฯ คิดว่าจะมีท่าทีตอบกลับอย่างไร "พิศิษฐ์" กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการคุยกับพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่ร่างดังกล่าวที่ผ่านมาจาก สว.ไม่ได้แก้ไขในเนื้อหาหลักๆ มีแค่ปรับแก้ถ้อยคำตัวอักษรบางมาตรา แต่ยังคงไว้ซึ่งโครงเนื้อหาหลักๆ ตามร่างที่สภาฯ ส่งมาให้วุฒิสภา ส่วนว่าพรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้านอาจเห็นแตกต่างกัน ตรงนี้ก็อยู่ที่มติที่ประชุมสภาฯ เป็นหลัก ซึ่งใจผมอยากให้ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขผ่านออกมาเป็นกฎหมายให้เร็วที่สุด เพราะอย่างที่บอกไว้ตอนต้น คือร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขมันเหมือนจุดเริ่มต้นที่ประชาชนที่ในอดีตอาจจะมีความขัดแย้งทางการเมือง เราก็อยากให้มันยุติลงและเดินหน้ากันใหม่ อันนี้คือสิ่งที่เราคาดหวังไว้ จะเห็นได้ว่า สว.ดำเนินการพิจารณาตามกรอบเวลา ไม่ได้มีการขอขยายเวลาในการพิจารณา เราพิจารณาตามกรอบเวลาหลังได้รับร่างกฎหมายจากทางสภาฯ ก็ต้องบอกตามตรงแบบนี้คืออยากให้ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขผ่านออกมาเป็นกฎหมายโดยเร็ว
เหตุผลไม่ให้นิรโทษคดี 112
ถามต่อไปว่า อาจจะมี สส.บางส่วนติดใจที่มีการไปเขียนล็อกไว้ว่าแม้บุคคลที่อายุต่ำกว่า 18 ปี แต่หากทำผิดคดี 112 ก็ไม่ให้ได้สิทธิยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเพื่อให้ได้รับการนิรโทษกรรม ตรงนี้หากมีข้อติดใจสงสัย จะมีการอธิบายอย่างไร "พิศิษฐ์" กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขจะมีบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข (คดีความผิดที่จะได้รับการพิจารณาให้นิรโทษกรรม) ซึ่งเรื่องประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่มีอยู่ในบัญชีแนบท้าย และในร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ก็มีการเขียนล็อกไว้อยู่แล้วการนิรโทษกรรมจะไม่รวมสองเรื่องหลักๆคือ คดีทุจริต กับเรื่องมาตรา 112 ส่วนการที่เขียนเปิดช่องในมาตรา 11 สำหรับมุมมองของผม มองว่าในเมื่อกฎหมายเขียนแบบนี้ขึ้นมา เราก็อยากจะทำให้กฎหมายไม่มีการติดขัดหรือสะดุดใดๆ ในอนาคตเผื่อมีใครจะไปร้อง ก็เขียนระบุให้มันชัดเจนไปเลยเพราะในมาตรา 3 กับมาตรา 7 ของร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขมีการเขียนไว้อยู่แล้วว่า ไม่ให้รวมคดี 112 ก็เขียนล็อกไปอีกชั้นหนึ่งให้มันจบไปเลย
"พิศิษฐ์" กล่าวต่อไปว่า ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการที่มีการเชิญฝ่ายต่างๆ มาให้ข้อมูล แสดงความคิดเห็น รวมถึงตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT ก็ต้องบอกว่าเรามั่นใจว่า เมื่อร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขประกาศเป็นกฎหมาย คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขตามกฎหมาย จะมีอำนาจหน้าที่เต็มในการพิจารณาคดีที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองทั้งหมดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คือปี 2548-2568 ซึ่งผมยังมั่นใจว่าทางศาล อัยการ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ จะทำงานแบบประสานงานกันได้จนทำให้เรื่องนี้จบได้เร็วที่สุด
…หลังมีการประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข การนิรโทษกรรมจะยังไม่ได้มีผลทันที แต่จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่จะมีนายกฯ เป็นประธานกรรมการในการพิจารณาเรื่องนี้ โดยมีกรอบเวลาเขียนไว้ในตัวกฎหมาย คือไม่เกิน 180 วันแต่หากไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในกำหนดเวลาก็ให้ขยายเวลาดำเนินการออกไปได้อีกไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินเก้าสิบวัน โดยจากที่มีการกำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการตามร่างกฎหมาย เชื่อว่าคณะกรรมการจะมีความพร้อมในการที่จะทำให้การนิรโทษกรรมสำเร็จลุล่วงไปด้วยความรวดเร็ว ส่วนเรื่อง "คดีแพ่ง" หากเป็นการฟ้องร้องโดยหน่วยงานรัฐเช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย ก็ให้ยกไปเลย คือยกประโยชน์ให้กับฝ่ายที่ถูกกล่าวหาหรือตกเป็นผู้ต้องหาไป แต่ว่าหากเป็นคดีแพ่งของภาคเอกชน เช่นห้างสรรพสินค้าเขาฟ้องร้องค่าเสียหายจากการชุมนุม ถ้าเป็นของเอกชนจะไม่รวมไว้ในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว จะให้ใช้กับเฉพาะแค่หน่วยงานรัฐ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจเท่านั้น
นิรโทษกรรม เพื่อให้ประเทศเดินหน้า
ถามย้ำว่า หากกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้จะนำไปสู่การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ได้หรือไม่อย่างไร โดย "พิสิษฐ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข วุฒิสภา" กล่าวว่า นับจากรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ บริหารประเทศต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร จากตรงนั้นมาถึงวันนี้ ก็จะเห็นว่าการชุมนุมต่างๆ โดยเฉพาะที่เป็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองก็แทบจะไม่มีแล้วหรือลดลงไปเยอะมาก ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขจึงเหมือนกับการปิดจบความขัดแย้งทั้งหมดที่เกิดขึ้นมา และจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ประเทศไทยควรจะเดินหน้าแก้ไขปัญหา โดยเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองก็ให้อยู่ในการเมือง อยู่ในระบบประชาธิปไตย เพื่อที่เศรษฐกิจจะได้เดินหน้าได้ ไม่อย่างนั้นเราก็คงจะติดหล่มจมปลักอยู่เหมือนเดิม กับเรื่องเดิมๆ ที่ทำให้เราชะงักมา 20 ปี ผมเชื่อว่าประชาชน-ผู้เสียหายเองหลายคนที่ผมสอบถาม เขาก็อยากจะให้จบเหมือนกัน คิดว่ามันควรถึงเวลานั้นแล้ว
…พูดตรงๆ เอาความรู้สึกเริ่มต้นผมก่อน ผมก็ไม่ได้รู้สึกจะเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่วันที่ กมธ.ได้เชิญหน่วยงานต่างๆ รวมถึงภาคเอกชนและผู้ต้องหา ผู้เสียหายต่างๆ มาชี้แจงในกรรมาธิการ ทัศนคติผมเปลี่ยนไป ต้องบอกอย่างงี้ครับ คือผมรู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราต้องไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย สิ่งนี้สำคัญมาก เราต้องตระหนักรู้ก่อนว่า เราคือคนไทย เราอาจจะเชียร์ใคร เราชอบใคร เราเกลียดใคร เราทำได้ แต่เราต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย แต่การที่มันมีเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นมา เป็นไปได้ว่าสังคมจะต้องเรียนรู้ว่าการที่ทำแบบนั้น ไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้น ซึ่งผมก็ยังมั่นใจว่าการที่มีการออกพ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมา เป็นการที่ล้างทุกสิ่งทุกอย่างให้กลับไปเริ่มต้นใหม่ เพราะความขัดแย้งที่ค่อนข้างรุนแรงก่อนหน้านี้ ทำให้ประเทศแทบจะไม่ได้ไปไหนเลย หยุดอยู่กับที่กับเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง
"หากสภาฯ รับร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยไม่ได้แก้ไขสิ่งที่ทางวุฒิสภาแก้ไป ก็จะได้ไม่ต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมสองสภา ผมก็อยากให้ทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในสมัยประชุมนี้ เพราะหากมีการตั้งกรรมาธิการร่วมจะทำให้ถูกลากยาวไปอีก เพราะระหว่างปิดสมัยประชุม (ตั้งแต่ 12 ก.ค. 2569) ไม่สามารถจะตั้งกรรมาธิการร่วมได้ หวังว่าทางสภาฯ จะไม่ขอปรับอะไร เราก็อยากจะให้จบไว ในเมื่อผ่านมา 9 ปีแล้วหลังใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 ปัญหาต่างๆ ก็เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี ก็อยากให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์กับประชาชนคนไทย.
โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร