โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“รังสิมันต์“ ชี้ ปัญหาทับลานไม่ใช่ คนรุกป่า แต่เป็น “ป่ารุกคน” มอง ความผิดพลาดในการขีดแนวเขต กระทบชาวบ้านตกเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“รังสิมันต์“ ชี้ ปัญหาทับลานไม่ใช่ คนรุกป่า แต่เป็น “ป่ารุกคน” มอง ความผิดพลาดในการขีดแนวเขต กระทบชาวบ้านตกเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย เตรียมเรียกหน่วยงาน-ฝ่ายการเมืองถกใน กมธ.การกฎหมายฯ เดือน ส.ค.

วันที่ 3 ก.ค. 69 ที่ จ.นครราชสีมา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎรให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่ของคณะกมธ.การกฎหมายฯ โดยรับฟังความคิดเห็นภาคประชาชนและการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ว่า วันนี้เป็นการลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และประชาชนได้นำเสนอเอกสารหลักฐานต่างๆที่ยืนยันว่าสถานการณ์ตอนนี้มันไม่ใช่สถานการณ์ที่คนจำนวนมากอาจจะเข้าใจว่าเป็นการเอาที่ดินไปให้นายทุนหรือไม่ แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้สถานการณ์เป็น “ป่ารุกคน” ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดตั้งแต่การขีดเส้นที่ทำให้ประชาชนที่อยู่ที่นี่มาก่อนแต่กลายเป็นคนที่กระทำผิดกฎหมาย

นายรังสิมันต์ มองว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องความยุติธรรมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และสิ่งที่ตามมาคือความผิดพลาดของการขีดเส้นที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากถูกดำเนินคดี ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่เลวร้าย เพราะไม่ใช่แค่การถกเถียงว่าที่ดินเป็นของใคร แต่ทำให้ประชาชนจำนวนมากกลายเป็นผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เท่าที่ทราบมีประชาชนหลายครัวเรือนได้รับผลกระทบจำนวนหลาย 10,000 ไร่ และประชาชน 30,000 กว่าคน กลายเป็นคนกระทำผิดกฎหมาย จึงเป็นสิ่งที่เรารับไม่ได้ โดยทางด้านสภาผู้แทนราษฎรมีความพยายามที่จะแก้ไขเรื่องนี้ ตั้งแต่สมัยพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พยาม จะออกกฏหมายนิรโทษกรรมแต่ก็ยังไม่เรียบร้อย แต่สิ่งที่ต้องแก้ปัญหาคือทำอย่างไรที่จะคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน รวมถึงปัญหาเรื่องทับลานที่ค้างมากว่า 40 ปี จะต้องได้รับการแก้ไขด้วย

อย่างไรก็ตามภายในเดือนสิงหาคมตนในฐานะประธาน กมธ.การกฎหมายฯ จะมีการบรรจุวาระนี้และเชิญหน่วยงานต่างๆ รวมถึงฝ่ายการเมืองและรัฐบาลเข้ามาให้ข้อมูลกับและหาทางออก เราอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้เพราะมีแต่จะทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งเลวร้ายลงไปอีก

ส่วนมติที่ออกมาล่าสุด การจำแนกออกเป็นกลุ่มต่างๆ กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือกลุ่มที่ 4 ที่มีอยู่ 40% มีประชาชนมากกว่า 5,200 ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ และมีข้อท้วงติงว่าขาดในเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการตัดสินใจ โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ หากไม่คิดให้รอบคอบอาจจะเป็นมหกรรมการไล่ประชาชนออกจากบ้านตัวเองครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น

“ถ้าเรากลับมาถาม ในความเป็นรัฐ หน้าที่ของรัฐคือการเป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับประชาชน การทำแบบนี้ผมคิดว่ามันไม่สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐเลยแม้แต่น้อย“ นายรังสิมันต์ กล่าว

ส่วนกลุ่มประชาชนที่ถูกฟ้องร้องต้องยอมรับว่าน่าเป็นห่วง ซึ่งกลุ่มนี้จะมีการยื่นกฎหมายนิรโทษกรรมซึ่งเท่าที่ทราบได้มีการยื่นต่อสภาไปแล้ว ดังนั้นกระบวนการนี้ก็จะดำเนินต่อไป แต่ระหว่างนี้ในส่วนคดีที่เป็นปัญหาอยู่จะต้องมีการคลี่คลายเรื่องสิทธิ์ ให้กับประชาชนและต้องเดินหน้าด้วยความรวดเร็ว เพราะฉะนั้นจะไม่จบ และสุดท้ายปัญหาที่มีอยู่ไม่ใช่เฉพาะคนที่อยู่ตรงนี้เท่านั้น แต่รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่จะได้รับผลกระทบไปด้วย

นายรังสิมันต์ เชื่อว่าปัญหาเรื่องทับลานเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ แต่ปล่อยให้ความผิดพลาดเรื่องการขีดเส้น ดำรงอยู่ขนาดนี้จะต้องได้รับการแก้ไข และตนไม่รู้ว่าคนขีดเส้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่ถ้าหากยังมีชีวิตอยู่ก็อยากจะคุยว่าทำไมถึงทำให้มันเกิดแบบนี้เพราะหลังจากการขีดเส้นดังกล่าวมีประชาชนได้รับผลกระทบทางกฎหมายจริงๆ ถ้าไม่มีการขีดเส้นในวันนั้นคนเหล่านี้ก็จะไม่ใช่คนที่ผิดกฎหมาย เคืเพราะเขาคือคนที่อยู่ที่นี่ เขาคือคนที่เป็นเจ้าของที่นี่ เหมือนกับอีกหลายๆพื้นที่ทั้งที่เขาเป็นคนที่มีโฉนดมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง

เมื่อถามว่าชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดีอยู่ในกระบวนการหลังจากนี้จะมีการชะลอหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนไม่อยากให้คาดหวังกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ในเรื่องของการนิรโทษกรรมเราต้องใช้กระบวนการทางสภาในการยื่นร่างกฎหมายต่างๆ แต่สิ่งที่จะทำได้คือมีการพูดคุยกับวิปทั้งสองฝ่าย ที่จะทำให้กฎหมายฉบับนี้ถูกพิจารณาได้รวดเร็วมากขึ้น ส่วนที่เป็นอำนาจของศาลเรามีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้เปิดช่องให้คณะกรรมธิการเข้าไปทำอะไรในคดีความได้มากนัก ดังนั้นสิ่งที่พอจะทำได้ในฝ่ายนิติบัญญัติคงต้องพูดเรื่องของการนิรโทษกรรมผ่านร่างกฎหมายต่อไป แต่จะพยายามจะทำให้ที่ดีที่สุด

ส่วนกระแสเรียกร้องต่างๆจากสังคม จะต้องเอาข้อเท็จจริงนำเสนอต่อสังคมให้เป็นที่ประจักษ์ที่บอกว่าเป็นป่าหรืออุทยานขอให้มาดูด้วยตา ยืนยันว่าคณะกรรมาธิการกฎหมายจะทำเต็มที่และทำอย่างดีที่สุดเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและเกี่ยวกับประชาชนจำนวนมาก และเราไม่ได้มีอำนาจไปสั่งหน่วยงานโดยตรง แต่ถ้าหากหน่วยงานทำอะไรที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล ก็ต้องมีหน้าที่ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ ซึ่งหากละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฏหมายกำหนด ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องรับผิดชอบ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...