โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นาฬิกาทุนนิยม VS นาฬิกาชีวิต: ‘The Bear’ ซีรีส์ที่ชวนตระหนักถึงนาฬิกาทุกเรือนของตัวเอง

The MATTER

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Entertainment

“0000:00:00”

นาฬิกานับถอยหลังดิจิทัลแสดงเพียงตัวเลขศูนย์บนหน้าปัด นั่นหมายความว่าร้านอาหารไฟน์ไดนิง The Bear อยู่ในภาวะถังแตกไปเป็นที่เรียบร้อย แม้พนักงานและผู้ร่วมทุนทุกคนจะทุ่มหมดหน้าตักเพื่อไม่ให้ร้านแห่งนี้เจ๊ง ตัวเลขบนนาฬิกาก็ย้ำถึงความจริงว่าพวกเขาไม่เหลือเวลาอีกแล้ว ถึงอย่างนั้น ในวันที่นาฬิกาแห่งโลกทุนนิยมบอกให้หยุด พวกเขายังเลือกที่จะเดินหน้าต่อ เชื่อว่ายังมีเวลาพอที่จะรักษาสถานที่อันมีค่าของทุกคนเอาไว้

ย้อนกลับไปในซีซั่นที่ 4 ของซีรีส์ The Bear (2022–2026) นาฬิกาเรือนที่ว่านี้ถูกตั้งค่าให้เริ่มนับถอยหลังจากตัวเลข “1440:00:00” ตีค่าออกมาได้เป็นจำนวน 1,440 ชั่วโมง หรือ 2 เดือน ระยะเวลาที่ยังพอเหลือจะพาร้าน The Bear รอดพ้นสถานการณ์ขาดทุนหนักไปได้ และเมื่อเนื้อเรื่องดำเนินมาถึงบทสุดท้ายในซีซั่นที่ 5 ซีรีส์เลือกที่จะเปิดฉากในเช้าวันที่ทุกอย่างควรจบลง ธุรกิจร้านอาหารควรปิดตัว เพราะนาฬิกาบอกว่าหมดเวลาลงแล้ว

น่าสังเกตว่า ‘นาฬิกา’ และ ‘เวลา’ คือองค์ประกอบสำคัญของซีรีส์ The Bear มาโดยตลอด นาฬิกาดิจิทัลไม่ว่าจะเรือนไหนก็ถูกจัดวางให้เห็นเด่นชัด โดยเฉพาะในครัว คนดูมักได้ยินตัวละครในเรื่องตะกอนบอก “ทุกวินาทีมีค่า” (“Every second counts”) เพื่อเน้นย้ำว่าต้องทำอาหารให้ทันเวลา นาฬิกาเป็นเหมือนตัวละครสำคัญที่มีตัวตนและมีอิทธิพลกับตัวละครทุกๆ ตัว ตั้งแต่ในครัวไปจนถึงนอกครัว ภาพของนาฬิกาที่แวบมาให้เห็นโดยไม่ขาดสาย คล้ายซีรีส์จะย้ำกับคนดูว่าตัวละครสำคัญที่สุดคือใคร

เราทุกคนต่างรับรู้เวลาที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันผ่านนาฬิกา ต่อให้เป็นนาฬิกาในรูปแบบเข็มชี้ อะนาล็อก หรือดิจิทัล เราต่างคาดหวังและต้องการให้นาฬิกาเที่ยงตรงที่สุด (หรืออาจจะเดินไวกว่านั้น 5 นาที 10 นาที) เพื่อทำกิจกรรมให้ ‘ตรง’ ตามเวลา เช่น เวลาตื่นนอนเพื่อจะได้ไม่ทำงานสาย เวลากดบัตรคอนเสิร์ตที่ตัดสินกันในระดับวินาที และยิ่งนาฬิกาในปัจจุบันมีคุณสมบัติซิงค์และเที่ยงตรงได้ให้เท่ากัน

เวลาจึงเป็นทรัพยากรอันมีค่า โดยเฉพาะในโลกธุรกิจที่ “เวลาเป็นเงินเป็นทอง” กลายเป็นคำพูดติดหู บริษัทยึดโยงกับเวลาและเร่งคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ได้ก่อนคู่แข่ง คอนเทนต์ครีเอเตอร์รีบทำคอนเทนต์เพื่อจับกระแสให้ทัน พนักงานร้านค้าออนไลน์ต้องทำงานล่วงเวลาในช่วงแคมเปญลดราคาประจำเดือน (ซึ่งเดี๋ยวนี้มีแคมเปญกระทั่งกลางเดือนและท้ายเดือน) นาฬิกาและความเข้าใจเรื่องเวลาจึงสัมพันธ์แนบแน่นแทบจะเป็นเนื้อเดียวกับโลกทุนนิยม อีกทั้งอาจจะเป็น ‘ความจริงเดียว’ ที่ผู้คนในสังคมต่างรับรู้ร่วมกัน

ในกรณีของ The Bear นาฬิกาคือตัวกำหนดความอยู่รอดของร้าน ซีรีส์ยังสะท้อนอิทธิพลของเวลาและกระบวนการทำงานแบบทุนนิยมที่ฝังตัวอยู่ในครัวร้านอาหารได้อย่างแนบเนียน ผ่านการหมกมุ่นกับเวลาจองโต๊ะของลูกค้า จำนวนรอบการทำอาหาร หรือ ‘เทิร์น’ (turn) การขานเวลาที่เหลือในแต่ละเมนู รวมถึงการเดินครัวที่วางแผนไว้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ คีบเนื้อลงเตา เหยาะซอส และจัดวางจาก ทุกกระบวนการถูกวางไว้เหมือนสายพานการผลิต (assembly line) ที่แน่นอนว่าออกแบบเพื่อให้ใช้เวลาและทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ความผิดพลาดนั้นก็จะส่งผลให้ระบบเสียสมดุล เสียเวลาที่ลูกค้าจะได้อาหารตามต้องการ

‘คาร์มี่’ (เจเรมี่ อัลเลน ไวท์ (Jeremy Allen White)) เชฟระดับหัวกะทิและหุ้นส่วนคนสำคัญแห่งร้าน The Bear น่าจะเป็นตัวละครที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการทำงานในครัวที่เวลาเป็นดั่งประกาศิต คาร์มี่คือตัวอย่างของแรงงานที่ถูกเวลาในครัวกดทับและบดขยี้ โดยเฉพาะในแง่ของจิตใจ จากหลายร้านอาหารที่เขาเคยไปทำงานมา หัวหน้าเชฟในร้านอาหารดังแห่งหนึ่งใช้คำพูดลดทอนความเป็นคนกับเขาในยามที่ทำพลาด เพราะต้องเริ่มต้นทำเมนูใหม่ ประสบการณ์เลวร้ายส่งผลให้ในภายหลังคาร์มี่มีอาการแพนิก อารมณ์ฉุนเฉียวง่ายกว่าเดิม พร้อมจะระเบิดลงใส่ใครสักคนได้ทุกเวลา คาร์มี่สูญเสียความหลงใหลในการทำอาหาร และเมื่อเขาสูญเสีย ‘ไมกี้’ (จอน เบิร์นธัล (Jon Bernthal)) พี่ชายสุดที่รัก การทำอาหารก็เป็นเพียงช่องทางหลบหนีความจริงและความเจ็บปวด ความสับสนของคาร์มี่แสดงชัดด้วยการสารภาพว่า การเข้าครัวในร้านอาหารดังนั้นเป็นทั้งการใช้เวลาเพื่อลืมความเศร้า และเป็นเวลาที่เขาเองก็ทรมานและอย่างให้ผ่านไปไวๆ เช่นกัน

ความเฉียบคมของซีรีส์อยู่ที่การนำเสนอตัวละคร ‘ซิดนีย์’ (อาโย เอเดบิริ (Ayo Edebiri)) เธอสมัครเข้ามาทำอาหารกับคาร์มี่ในวันที่ The Bear ยังเป็นร้านแซนวิชเนื้อย่างสไตล์อิตาลี The Beef ซิดนีย์มีประสบการณ์ในการทำร้านอาหารไฟน์ไดนิงมาบ้าง แต่ก็ไม่เข้มข้นและซึมลึกเท่าคาร์มี่ เธอจึงดูจะไม่ได้ซึมซับด้านแย่ของระบบครัวที่ยึดโยงกับนาฬิกาทุนนิยมไว้มากนัก ตั้งแต่วินาทีแรกที่ซิดนีย์เดินเข้า The Beef เธอได้สัมผัสกับความวายป่วง การบริการที่วุ่นวาย ระบบครัวที่มีแค่ความโกลาหล สไตล์การบริหารร้านแบบ ‘ครอบครัวเดอะแบร์’ ไหนจะความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของ ‘ริชชี่’ (อีบอน มอสส์ บาครัค (Ebon Moss-Bachrach)) เพื่อนพี่ชายของคาร์มี่ ที่ภายหลังกลายมาเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญ ในแง่หนึ่ง ภาพร้านอาหาร The Beef ได้มอบความรู้สึกรบกวนจิตใจให้คนดูด้วยความไม่เป็นระเบียบ การไม่สนกำไรขาดทุน ขัดแย้งกับสิ่งที่ร้านอาหารในระบบทุนนิยมควรจะเป็น

โดยทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว ซิดนีย์ได้โอบรับเอาความเป็นเดอะแบร์มาตั้งแต่ร้าน The Beef ก่อนจะร่วมเป็นหุ้นส่วนกับคาร์มี่เพื่อเปลี่ยนเป็นร้านไฟน์ไดนิง The Bear โดยพื้นฐานแล้วซิดนีย์ยังเป็นคนเห็นอกเห็นใจคนรอบข้าง เธอตั้งใจว่าจะไม่ตะคอกใส่เพื่อนร่วมงาน วางแผนโดยใส่ใจว่าจะต้องปรึกษาคนในทีมก่อน ข้อได้เปรียบที่ซิดนีย์มีมากกว่าคาร์มี่คือการที่เธอได้รับรู้ว่ามี ‘นาฬิกาเรือนอื่น’ ที่เธอเองก็ต้องให้ความสำคัญนอกจากนาฬิกาในครัว ซึ่งปรากฏอยู่ในตอนที่ 5 ของซีซั่นที่ 4 เหตุการณ์ซิดนีย์ได้รู้ข่าวอาการหัวใจวายของพ่อ เป็นตอนนั้นเองที่เธอได้ตระหนักว่าเวลาระหว่างเธอกับพ่ออาจจะไม่ได้มีมากมายอย่างที่เคยคิดไว้

น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือการที่ ‘ทีน่า’ (ลิซ่า โคลอน-ซายาส (Liza Colón-Zayas)) เชฟผู้ช่วยของซิดนีย์ เป็นคนที่พูดขึ้นมาว่าเราทุกคน “มีนาฬิกาอยู่เสมอ” ตรงนี้เองที่ซีรีส์ได้นำเสนอ ‘นาฬิกาชีวิต’ นาฬิกาตามธรรมชาติที่ไม่อาจมองเห็นได้ชัด ไม่มีเครื่องมือระบุเวลาได้เที่ยงตรง และคนที่ได้เผชิญหน้ากับนาฬิกาเรือนนี้จังๆ คือซิดนีย์

จากสายตาของคาร์มี่ การที่เขาลาออกจากการทำร้าน และยกให้ซิดนีย์กับหุ้นส่วนคนอื่นๆ ดูแลจึงเป็นการกระทำที่สมเหตุสมผล คาร์มี่รู้ตัวว่าเขาไม่สามารถเป็นหัวหน้าเชฟที่บริหารร้าน The Bear ได้ เมื่อเขาไม่เหลือความหลงใหลและความสุขใดๆ ในการทำอาหาร ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากประสบการณ์ในอดีตอันเลวร้าย อีกทั้งเขายังเห็นว่ามีคนตรงหน้าที่เข้าใจในความเป็นครอบครัวเดอะแบร์ คนที่มีความเป็นผู้นำและใส่ใจคนอื่น คนที่จะทำให้ร้าน The Bear ไปรอดได้ คนคนนั้นคือซิดนีย์

การตัดสินใจถอยของคาร์มี่คงเป็นผลจากการที่เขาเริ่มดึงตัวเองออกจากระบบเวลาในครัวที่เคยตัวเองยึดถือ เหตุการณ์หนึ่งที่น่าจะเป็นตัวจุดชนวนคือการปิดตัวร้านอาหารของเชฟ ‘เทอร์รี่’ (โอลิเวีย โคลแมน (Olivia Colman)) หนึ่งในร้านอาหารที่คาร์มี่เคยมีโอกาสได้เข้าทำงาน และเป็นร้านที่มีป้าย “ทุกวินาทีมีค่า” (“Every second counts”) ติดอยู่บนผนังเหมือนเป็นคำขวัญประจำครัว

คาร์มี่เคารพในตัวเชฟเทอร์รี่มาก เขาสงสัยว่าทำไมเธอถึงเลือกที่จะปิดร้านทั้งที่ร้านกำลังไปได้ดี คำตอบที่ได้กลับมานั้นเรียบง่าย เชฟเทอร์รี่อยากใช้เวลาชีวิตที่เหลือไปทำอย่างอื่น เธอพบว่ามีอะไรอีกมากมายที่อยากทำ คำขวัญ “ทุกวินาทีมีค่า” ที่เธอรับมากจากบันทึกของพ่อ ซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียงมิติเดียวคือนำมาใช้เป็นแกนสำคัญในการทำธุรกิจร้านอาหาร กลับได้รับมิติใหม่และตีความใหม่ นั่นคือการใช้เวลาที่มีนอกเหนือจากการทำงานในระบบเศรษฐกิจ จากจุดนี้เองที่คาร์มี่ค่อยๆ เรียนรู้ที่จะพาตัวเองออกมาจากห้องครัว กลับไปสมานรอยแผลในใจกับแม่ สานความสัมพันธ์กับคนรัก และเริ่มใส่ใจคนรอบข้างมากขึ้น

ซีซั่นสุดท้ายของ The Bear ยังคงมาพร้อมความโกลาหลเช่นเคย ต่างกันก็ตรงที่ฉากหลังและตัวการของความวายป่วงในซีซั่นนี้กลับเป็นฝนที่ตกหนักในเมืองชิคาโก ฝนกลายเป็นตัวปัญหาที่คอยขัดขวางไม่ให้นาฬิกาทุนนิยมเดินได้ราบรื่น ซิดนีย์ยังท้าทายนาฬิกาดิจิทัลที่เหลือตัวเลข “0000:00:00” ด้วยการกดปุ่มให้นาฬิกาเริ่มเดินใหม่ ริชชี่ดึงดันไม่ตัดลูกค้าออกจากการจอง พนักงานทุนคนเดินหน้าแม้ท่อน้ำจะแตก ลูกค้าติดฝน วัตถุดิบขาดพร่อง งานล้นมือ แถมเตาแก๊สยังมาดับในเมนูสำคัญ

ซีซั่นสุดท้ายจึงเป็นการยื้อยุดฉุดกระชากกับระบบทุนนิยมที่ยืนยันว่าร้าน The Bear ถึงคราวปิดตัว และแม้จะยังต้องดำเนินกิจการไปตาม ‘นาฬิกา’ แต่เชฟและพนักงานก็ได้ปรับเปลี่ยนการทำงานให้อยู่ในจังหวะเวลาของตัวเอง ริชชี่ทำโซนปาร์ตี้นอกร้านเพื่อบริหารจำนวนลูกค้าในร้าน ฝั่งเชฟออกแบบเมนูใหม่ตามเวลาและวัตถุดิบที่เหลือ การขาน “ทุกวินาทีมีค่า” เหลือน้อยจนแทบไม่มี กิจกรรมที่เกิดขึ้นในร้านขับเคลื่อนไปตามสถานการณ์มากกว่าจะใช้นาฬิกาเป็นตัวกำหนด

ในท้ายที่สุด ซีรีสไม่ได้ให้คำตอบกับคนดูว่าร้าน The Bear จะอยู่รอดหรือไม่ แต่สิ่งที่ดูจะเห็นได้ชัดคือความรู้สึกภาคภูมิใจที่แต่ละตัวละครมอบให้กับร้าน โดยเฉพาะคาร์มี่ที่แม้จะยืนยันถึงการเลิกทำอาหาร และเดินเข้าไปสมัครงานในสตูดิโอสถาปัตยกรรม แต่เราก็ได้เห็นเขายังใส่ผ้ากันเปื้อนพร้อมส่งข้อความว่า “ทุกอย่างไปได้ดี” ให้ในกล่องข้อความของไมกี้ บางทีคาร์มี่อาจจะเปลี่ยนใจหลังจากที่ทุกคนใน The Bear คอยโอบอุ้มเขาในยามที่เขาทำพลาด

ซีรีส์ The Bear ไม่ได้ลบนาฬิกาทุนนิยมให้หายไป หากแต่นำเสนอนาฬิกาอีกเรือนหนึ่งให้เด่นชัดขึ้น นาฬิกาที่หลายคนอาจจะหลงลืมว่ามีมันอยู่กับตัวอยู่เสมอ นาฬิกาที่เราเองก็ควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน บางทีอาจเป็นนาฬิกาของความสัมพันธ์ที่กำลังจะหมดลงหากไม่หมั่นเติมความใส่ใจ หรือนาฬิกาของร่างกายที่วันใดวันหนึ่งอาจเจ็บป่วยร้ายแรงได้ทุกเมื่อ เป็นนาฬิกาธรรมชาติที่อาจทั้งสอดคล้องและไม่สอดคล้องกับนาฬิกาในระบบทุนิยม

อ้างอิงจาก

สุธิดา วิมุตติโกศล. (2568). ป่วนนาฬิกา: วรรณกรรมคาดการณ์กับอนาคตนอกเวลาทุนนิยม. พารากราฟ.

Editorial Staff: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...